Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

“Blockchain Thailand Genesis” เผยทิศทางขับเคลื่อนเทคโนโลยี Blockchain และ Cryptocurrency

Blockchain Thailand Genesis งานสัมนาด้านบล็อกเชน งานแรกที่จัดโดยคนไทยเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับนักลงทุนรายย่อยที่มองหาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนรูปแบบใหม่ในยุคเริ่มต้น รวมไปถึง ผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการนําเทคโนโลยีบล็อกเชน มาประยุกต์ใช้เช่นการระดมทุนรูปแบบใหม่เรียกว่า ICO ที่กําลังเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งจํานวนเงินทั้งหมดที่ได้ทําผ่าน ICO ทั่วโลกระหว่างปี 2017-2018 มีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท 1 ในเหตุผลสําคัญที่ทําให้การระดมทุนแบบ ICO เติบโตอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้น การทําให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ทั่วโลก ไม่จํากัดแค่เพียงในประเทศตนเอง

ซึ่งการให้ความรู้ การส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนจากทั้งทางภาครัฐและเอกชนให้กับผู้ประกอบการ ก็จะช่วยทําให้มีเงินทุนนอก ประเทศไหลเข้ามาภายในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีมากยิ่งขึ้น

คณะผู้จัดงาน Blockchain Thailand Genesis เผย งานนี้จัดขึ้นในแนวคิดที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี บล็อกเชน และคริปโตเคอเรนซี่ อย่างแท้จริง โดยจัดขึ้นวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ อาคาร KXTower ชั้น 7 – 10 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการทั้งในไทยและต่างประเทศรวมถึงประชาชนที่ให้ความสนใจเข้ามา ร่วมงานกันอย่างล้นหลาม เพราะเนื่องจากมีวิทยากรชื่อดังและผู้มีชื่อเสียงในวงการมากมาย อาทิ คุณกรณ์ จาติกวณิช ประธานสมาคมฟินเทคประเทศไทย, คุณอัญชิสา ฐาปนากรวุฒิ เจ้าหน้าที่อาวุโสแผนก Fintech จากหน่วยงาน กลต. คุณ อัครเดช เดี๋ยวพานิช ผู้ก่อตั้งเพจชื่อดัง Coinman, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ICORA, คุณสถาพน พัฒนะ คูหา CEO ของบริษัท SmartContract Thailand, คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งสือไอทีชื่อดัง beartai, คุณท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา Group CEO ของ Bitkub และวิทยากรผู้ทรงความรู้ท่านอื่น ๆ อีกหลายท่าน

พบหัวข้อดี ๆ จากวิทยากรชื่อดัง

หัวข้อ The Future of Financial World การเงินของโลกอนาคต โดยคุณ กรณ์ จาติกวณิช

เงินเกิดขึ้นมาเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่สิ่งทุกคนอาจจะไม่รู้มาก่อนคือ เรายังมีสิ่งที่มาก่อนเงินนั่นคือ

“หนี้”

พอมีหนี้แล้วจะต้องมีหลักฐานการแสดงความเป็นหนี้ และสุดท้ายก็สร้างเงินขึ้นมาเพื่อนำมาบังคับใช้หนี้

จุดสำคัญของเงินคือสิ่งที่ใช้ได้โดยสะดวก เป็นที่ยอมรับ ถือครองได้ พกพาได้ และสามารถรักษามูลค่าของมันได้ ถ้าตกหล่นในข้อใดข้อหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถรักษาค่าของเงินได้ ถ้าเงินไม่น่าเชื่อถือ มูลค่าก็จะลดลง เช่นเงินดอลล่าร์ซิมบับเวย์ที่มีสูญเสียมูลค่าไปเพราะภาครัฐฯ ไม่ยอมควบคุมการผลิตเงินออกมา จนทำให้เศรษฐกิจพัง

แต่อย่างไรก็ตาม เงินมี Painpoint สำคัญคือ

  1. ต้นทุนการถือเงิน จะต้องผ่านธนาคาร มีหน้าที่รวบรวมเงิน เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการใช้จ่ายของคนในประเทศ กลุ่มธนาคารไทยเป็นกลุ่มที่สร้างกำไรโดยรวมสูงที่สุดในโลก เทียบกับ 8.5% ของ GDP ซึ่งประเทศอื่น ๆ จะอยู่ที่ 4% แสดงให้เห็นว่าต้นทุนการใช้เงินบาทมีสูงมาก
  2. อัตราการแลกเปลี่ยนของสกุลเงินที่แตกต่างกัน และต้องมีค่าแลกเปลี่ยนที่สูง
  3. การแทรกแซงทางนโยบายโดยเฉพาะทางการเมืองของแต่ละประเทศ

จึงเป็นที่มาของ Bitcoin ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้เพราะ

  1. Bitcoin ไม่มีผู้กำหนดค่าเงินได้แต่เพียงผู้เดียว ไม่สามารถแทรกแซงได้ มี Algoritum ที่ตายตัว
  2. มี Supply จำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ
  3. การใช้มีต้นทุนต่ำกว่า

แต่ทำไมถึงมูลค่า Bitcoin ถึงตกลงอย่างมหาศาลจาก 20,000$ เหลือเพียง 4,000$ ในเวลาเพียง 1 ปี

  1. ต้นทุนการผลิตมูลค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็น
  2. มีค่า Gas สูงกว่าที่ควรจะเป็น
  3. มีการใช้เวลาในการ Transfer สูง
  4. ไม่มีความปลอดภัยในการถือครองผ่านระบบ E-Wallet สูง สถิติเผยว่า 30% เคยถูก Hack มาแล้ว ซึ่งโลกของ Crypto นี้ไม่มีโอกาสแจ้งความอะไรได้
  5. มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Cryptocurrency เพิ่มขึ้น
  6. มีการทำ Hard forge ออกมาอีกหลาย ๆ ประเภทของ Bitcoin ทำให้จำนวนกลายเป็นไม่จำกัดเหมือนเดิม

และปัจจุบันสกุลเงินต่าง ๆ เช่นเงินไทยก็มีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ มีการใช้เงินสดที่ลดลง หันมาใช้ Mobile Banking หรือ QR Code ที่มากขึ้น ก็ทำให้คุณค่าของ Bitcoin ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แล้ว Cryptocurrency คืออะไรในตอนนี้?

ทำให้ตอนนี้ cryptocurrency กลายเป็นการเก็บความมั่งคั่งแทนที่จะเป็นเงิน หรือมองว่าจะต้องเป็น ICO เพื่อนำมาใช้งานให้สะดวกขึ้น แต่ยังไงก็ไม่ตอบโจทย์อยู่ดีเพราะไม่รู้จะเอาไปใช้งานอะไร เอาไปใช้ได้จริงหรือไม่ ถ้าใช้ได้ไม่จริงมูลค่าก็จะยังคงไม่เติบโตเช่นเดิม

จึงได้เกิด ICO ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งการระดมทุนจะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนเชื่อในเทคโนโลยีนี้จริง ๆ

ซึ่ง กลต. ก็ออกกฎระเบียบมาอย่างชัดเจน เชื่อว่าจะช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยี Cryptocurrency ให้มากขึ้น ซึ่งต่างประเทศอย่างสิงคโปร์มองว่า White Paper แผ่นเดียวไม่สามารถป้องกันมิจฉาชีพเข้ามา ทำ ICO ปลอมได้

และอีก 1 Painpoint สำคัญคือด้านการเลือกตั้ง ทำให้เราไม่สามารถแทรกแซงคะแนนเสียงได้ แต่ปัญหาคือการ input ข้อมูลเข้าไปในระบบจะต้องถูกต้องด้วยถึงจะสามารถนำไปใช้งานได้

ขอให้มั่นใจว่าอนาคตของ Blockchain และ Cryptocurrency จะมีอยู่อย่างแน่นอน

DEPA กล่าวถึงเศรษฐกิจดิจิตอล

Blockchain มาพร้อมระบบความเชื่อ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านข้อมูล ซึ่งกว่า 97% ของข้อมูลทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 2 ปีที่ผ่านมา

และความสามารถด้าน Computing ก็ได้พัฒนาขึ้นมากกว่าเดิมแบบ Exponantial ทำให้การ Transformation นี้ทำให้เริ่มเข้าสู่เศรฐกิจดิจิตอล ทำให้การเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยได้เปรียบมาก่อน กำลังถูก Disrupt โดยองค์กรที่มีขนาดไม่ใหญ่แต่สามารถขยับตัวได้ไวเช่น Uber AirBNB หรือ Grab ที่เติบโตจาก Startup จนกลายเป็นบริษัทระดับหลักร้อยล้านเหรียญได้ในไม่กี่ปีเท่านั้น

และยุคถัดไปจะกลายเป็นยุคของ peer to peer economy ที่กลายเป็นยุคของ Trust technology ที่ทุกคนสามารถกลายเป็นเจ้าของได้ ในปัจจุบันเป็นยุค Sharing Economy แล้ว แต่นักเศรฐศาสตร์ไม่ชอบเพราะจะเกิดการครองส่วนแบ่งการตลาดไว้แต่เพียงผู้เดียว

แต่ถ้าเรามีเทคโนโลยี Blockchain นั้นจะเข้ามามีผลด้านการควบคุมข้อมูลของสินค้าเช่น รถยนต์ ที่จะทำให้คนซื้อมือ 2 รู้ว่ารถคันนี้ซ่อมกี่ครั้ง ที่ไหน เคยมีอุบัติเหตุหรือไม่ ทำให้ตรวจสอบได้อย่างง่ายดายและประเมินมูลค่าได้ทันที

ประเทศไทยมีแผนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ที่จะนำเข้าไปแทรกในทุก ๆ อย่าง และจะต้องมองไปข้างหน้า สำหรับเราแล้วเป็นประเทศที่หนีไม่พ้นด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมด้านการผลิต ซึ่งถ้านำเอาเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“โลกเราเป็นเหมือน Beta world ถ้าคุณรออะไรให้มันเสร็จ คุณก็เป็นได้แค่ผู้แพ้เท่านั้น”Eric Schmidt 1 ในผู้ร่วมก่อตั้ง Google

งาน Blockchain Thailand Genesis นี้จะไม่ประสบความสําเร็จเลยถ้าขาดกลุ่มบริษัท 8 แห่ง ที่ร่วมแรงร่วมใจสรรค์สร้าง งานสัมนาในครั้งนี้ได้แก่ Bitcoin Addict Thailand, ICORA, Bitcoin center Thailand, Cryptonist, Blockchain review, CNX Crypto, Siam Blockchain และ Cryptomind ซึ่งทุกบริษัทได้ให้ความร่วมมือกันอย่างสามัคคี และพร้อมที่จะจับมือ กันเพื่อจัดงานสัมนาให้ความรู้แก่ประชาชนผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน และคริปโตเคอเรนซี่ ในโอกาสต่อ ๆ ไป อย่างแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!