Connect with us

ข่าววงการถ่ายภาพ

ก้าวที่ยิ่งใหญ่! เปิดตัว Nikon Z7 และ Z6 กล้องฟลูเฟรมตระกูลใหม่พร้อม Z Mount และระบบเลนส์ใหม่

หลังจาก Nikon ส่งทีเซอร์ถึง Z Mount ระบบเลนส์ใหม่ที่จะเปิดประตูนิคอนเข้าสู่โลก Mirrorless อย่างยิ่งใหญ่มานานร่วมเดือน วันนี้นิคอนก็ได้เปิดตัวกล้องใหม่ 2 ตัวที่ใช้ระบบเลนส์ใหม่เป็นชุดแรกคือ Nikon Z7 และ Nikon Z6 พร้อมเลนส์ใหม่ในตระกูล Z อีก 3 ตัว ถือเป็นการเริ่มศักราชใหม่ในวงการกล้องที่นิคอนหวังจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองอีกครั้ง

Nikon Z-Mount เมาท์เลนส์ใหม่ในรอบ 60 ปี

ใครที่ใช้กล้องนิคอนอยู่ต้องคุ้นเคยกับ F-Mount เป็นอย่างดี เพราะเป็นข้อต่อเลนส์กับกล้องที่ใช้มายาวนานตั้งแต่ปี 1959 โดยเริ่มใช้กับกล้อง Nikon F เป็นตัวแรก ซึ่งการที่ F Mount ใช้มายาวนาน ทำให้มีเลนส์ในระบบนี้จำนวนมาก ซึ่งผู้ใช้กล้อง Nikon ในปัจจุบันก็สามารถใส่เลนส์ F Mount ได้ทุกตัวทั้งแต่ยุคแรกในสมัย Nikon F (แต่ก็จะใช้ฟังก์ชั่นของกล้องหลายอย่างไม่ได้ ถ้าเป็นเลนส์ที่เก่ามากๆ)

แต่ข้อจำกัดของ F-Mount คือมันเป็นเทคโนโลยีที่ใช้มาตั้งแต่กล้อง SLR ที่มีกระจกคั่นกลางในสมัยฟิล์ม เลนส์ในระบบ F-Mount จึงออกแบบให้ทำงานโดยท้ายเลนส์กับเซนเซอร์ห่างกันมาก เพื่อเว้นพื้นที่ให้กระจกอยู่ (ระยะตัวนี้เราเรียกว่า FFD หรือ Flange focal distance) ซึ่งพอมาในยุคปัจจุบันที่เป็นกล้อง Mirrorless หรือกล้องไม่มีกระจกสะท้อนภาพไปยังช่องมองภาพแล้ว ทำให้เราไม่สามารถใช้เลนส์ในโลก SLR เดิมได้ เพราะเป็นเลนส์ที่มีระยะ FFD เยอะ ทางออกของผู้ผลิตต่างๆ จึงต้องออกระบบเลนส์ใหม่เพื่อกล้องในยุค mirrorless โดยเฉพาะ เช่น E-Mount ของ Sony, X-Mount ของ Fuji, Nikon 1-Mount ของนิคอนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนค่ายใหญ่อย่าง Canon ก็ออก EF-M ขึ้นมาเพื่อใช้กับกล้องในตระกูล M โดยเฉพาะ และ Z-Mount ระบบใหม่ของ Nikon

ระยะ FFD คือแบบนี้ ภาพบนคือกล้อง DSLR ส่วนภาพล่างคือกล้อง Mirrorless

F-Mount นั้นมีระยะ FFD ที่ 46.5 mm แปลว่าท้ายเลนส์ต้องอยู่ห่างจากเซนเซอร์ถึง 4.65 ซม. แต่ Z-Mount นั้นมีระยะ FFD แค่ 16 mm หรือท้ายเลนส์อยู่ห่างจากเซนเซอร์แค่ 1.6 ซม. จึงสามารถสร้างกล้องที่บางกว่ากล้อง DSLR ที่ใช้ F-Mount ได้ แล้วถ้าต้องการนำเลนส์ F-Mount กลับมาใช้ ก็แค่ต่ออแดปเตอร์ FTZ ไปเข้าเพื่อขยายระยะ FFD ให้เหมาะสำหรับเลนส์ F-Mount เดิม ก็จะใช้เลนส์เก่าทั้งหมดได้แล้ว (แต่ก็ต้องแบกกล้องหนักขึ้นอีกนิดจากน้ำหนักของอแดปเตอร์)

อแดปเตอร์ FTZ แปลงเลนส์ F-Mount เป็น Z-Mount

นอกจากนี้ Z-Mount ยังมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 49 มม. เทียบกับ F-Mount เดิมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มม. ก็ทำให้พัฒนาเลนส์ที่มีท้ายเลนส์ใหญ่ขึ้นได้ ก็น่าจะทำให้สร้างเลนส์ที่สว่างขึ้นได้ด้วย แต่ขนาดเซนเซอร์นั้นก็ยังใช้เป็น Full Frame เท่ากับฟิล์ม 35 mm เท่าเดิมครับ

ซึ่งการที่ Nikon เปิดตัว Z-Mount ก็อาจมองได้ว่าคือการเริ่มต้นอนาคตที่สร้างจากรากฐานของเทคโนโลยีในปัจจุบันเพื่อใช้ต่อไปในอนาคตอีกหลายสิบปีครับ ก็ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญของค่ายกล้องยักษ์ใหญ่ที่มีเลนส์เยอะๆ ครับ

Nikon Z7 กล้องเรือธงความละเอียด 46 ล้านพิกเซล

แน่นอนว่ากล้องตัวแรกในระบบ Z-Mount ที่เปิดตัวออกมา ก็ต้องเป็นกล้องระดับเรือธงที่อัดแน่นเทคโนโลยีใหม่เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า Nikon นั้นเจ๋งแค่ไหนครับ ซึ่งกล้องตัวนั้นก็คือ Nikon Z7

Nikon Z7 เป็นกล้องความละเอียดสูง 46 ล้านพิกเซลใช้เซนเซอร์ backside-illuminated CMOS แบบ Full-frame สามารถตั้ง ISO ได้ตั้งแต่ 64 – 25,600 และใช้หน่วยประมวลผล EXPEED 6 ที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 9 fps

ในยุคกล้อง DSLR นิคอนนั้นขึ้นชื่อเรื่องระบบโฟกัส (เวลามองผ่านช่องมองภาพ) มากนะครับ แต่ดันตกม้าตายเมื่อต้องโฟกัสแบบ Live-view หรือเวลาถ่ายวิดีโอ เพราะต้องใช้เทคโนโลยีโฟกัสอีกแบบที่นิคอนไม่ถนัดด้านนี้ ที่นี้พอมาถึง Nikon Z7 ก็เลยอัดระบบโฟกัสชุดใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานแบบกล้อง Mirrorless โดยเฉพาะ ยัดจุดโฟกัสเข้าไป 493 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 90% ของภาพ ซึ่งก็น่าจะโฟกัสเร็วใช้ได้แหละ

Nikon Z6 กล้องรุ่นน้องที่เหมาะสำหรับคนทั่วไป

ในขณะที่ Z7 คือกล้องที่อัดเทคโนโลยีสุดขอบของนิคอนลงไป แล้วก็ตั้งราคาสูงตามเทคโนโลยี แต่ Nikon Z6 คือกล้องที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ครับ ด้วยความละเอียดลดลงมาครึ่งหนึ่งเหลือ 25 ล้านพิกเซล และจุดโฟกัสลดลงมาเหลือ 273 จุด แต่เนื่องจากความละเอียดภาพลดลงมา ทำให้มีข้อดีหลายอย่าง คือทำให้มีความไวแสงสูงกว่า คือมี ISO 100 – 51,200 พร้อมถ่ายภาพต่อเนื่องได้ไวกว่าที่ 12 fps

นอกจากนี้สำหรับคนที่จะใช้กล้องเพื่องานวิดีโอ Nikon Z6 ยังสามารถบันทึกภาพ 4K แบบเต็มเซนเซอร์ได้ด้วย ทำให้ไม่เสียช่วงกว้างของเลนส์ไป ซึ่ง Z7 ทำไม่ได้ ต้องครอปภาพลงมา เพราะหน่วยประมวลผลไม่สามารถจัดการกับความละเอียดมหาศาลเวลาบันทึกวิดีโอได้ทัน

ความต่างของ Nikon Z7 กับ Nikon Z6

ความสามารถที่เหมือนกันของ Nikon Z7 และ Nikon Z6

นอกจากเรื่องความละเอียดและจำนวนจุดโฟกัสแล้ว Z7 กับ Z6 นั้นมีความสามารถสนับสนุนช่างภาพในระดับเดียวกันครับ ซึ่งเป็นระดับที่ดีเลย อย่างแรกคือการออกแบบกล้อง แม้ว่ากล้องจะตัวเล็กลงเมื่อเทียบกับ DSLR เกรดโปรของนิคอน แต่ก็ยังมีกริปจับขนาดใหญ่ และปุ่มควบคุมต่างๆ ตามเอกลักษณ์ของนิคอนที่คุ้นเคยกันดี ส่วนด้านบนก็มีจอ LCD เล็กๆ สำหรับดูสถานะกล้องเหมือนเดิม ที่สำคัญคือมันกันฝุ่นได้ดี และกันน้ำได้ระดับหนึ่งเลย ตากล้องขาลุยก็ไม่ต้องห่วงกล้องมากนัก

กล้องทั้งสองรุ่นนั้นมี EVF หรือช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียด 3.69 ล้านพิกเซล ให้ภาพครอบคลุม 100% ของภาพที่บันทึกได้ และมีจอหลังขนาด 3.2 นิ้วความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซลแบบสัมผัสได้และพลิกได้

ที่สำคัญคือทั้ง Z7 และ Z6 นั้นมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้องแบบขยับเซนเซอร์ 5 แกน ซึ่งสามารถชดเชยการสั่นไหวได้ถึง 5 stop ซึ่งเป็นครั้งแรกของนิคอนที่ใส่ระบบแบบนี้ลงไปในตัวกล้อง และก็ยังทำได้ด้วยแม้จะใส่เลนส์ F-mount

ส่วนความสามารถในการบันทึกวิดีโอก็ทำได้ดีกว่ากล้องนิคอนรุ่นเดิมๆ คือสามารถบันทึกเป็น 4K ได้ สามารถส่งสัญญาณภาพออกจากกล้องแบบ 10-bit N-Log และรองรับการถ่ายภาพ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p

กล้อง Nikon Z6 กับเลนส์ Nikkor F

ที่แปลกใจคือกล้อง Nikon Z ทั้ง 2 รุ่นไม่ได้ใช้ SD Card แล้ว (เสียบไม่ได้เลย) แต่ไปใช้การ์ดยุคใหม่ที่มีความเร็วสูงกว่าอย่าง XQD Card แทน ก็ถือเป็นการก้าวสู่อนาคตอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ต้องลำบากผู้ใช้ต้องหาตัวอ่านการ์ด XQD มาเพิ่ม และต้องซื้อการ์ดใหม่เพราะใช้กับกล้องแบรนด์อื่นๆ ไม่ได้ (ก็เห็นแต่นิคอนนี้แหละที่ใช้การ์ด XQD)

ทั้ง Nikon Z7 และ Z6 นั้นมีน้ำหนักบอดี้ที่ 675 กรัมครับ เบากว่า Nikon D850 ที่หนัก 1,005 กรัมเยอะ

เลนส์ใหม่ 3 ตัวที่เปิดตัวพร้อมกล้อง

กล้อง Nikon Z7 และ Nikon Z6 ระบบเลนส์ใหม่ ก็ต้องมีเลนส์ใหม่ออกมารองรับด้วย ซึ่งในงานเปิดตัวครั้งนี้ นิคอนเปิดตัวเลนส์ 3 ตัวคือ

  • Nikkor Z 24-70mm f/4 S
  • Nikkor Z 35mm f/1.8 S
  • Nikkor Z 50mm f/1.8 S

โดยตัว S ที่ชื่อเลนส์นั้นหมายถึงเป็นเลนส์เกรดดี มีการเคลือบ Nano Crystal ลดแสงสะท้อน และออกแบบให้ทนกว่าปกติ มีการซีลป้องกันฝุ่นและน้ำระดับหนึ่ง

แผนเลนส์ในอนาคตของ Nikon Z

เลนส์ Nikkor 58 mm f/0.95 สุดบ้าพลัง

นิคอนยังประกาศว่ากำลังพัฒนาเลนส์บ้าพลังอีกตัวหนึ่งคือ Nikkor Z 58mm f/0.95 S NOCT เลนส์หมุนมือที่สว่างที่สุดตั้งแต่นิคอนเคยทำกันมา เพื่อโชว์ศักยภาพของ Z-Mount ส่วนเลนส์อื่นๆ ก็จะออกตามมาอีกเป็นแผงตามภาพครับ

ราคา Nikon Z7 และ Nikon Z6

  • Nikon Z7 เปิดตัวที่ราคา $3,399 หรือ 113,000 บาท ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 24-79 f/4 จะขาย $3,999 หรือ 133,000 บาท วางขายวันที่ 27 กันยายนนี้
  • Nikon Z6 เปิดตัวที่ราคา $1,995 หรือ 66,000 บาท ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 24-70 f/4 จะขาย $2599 หรือ 86,000 บาท วางขายช่วงเดือนพฤศจิกายน
  • อแดปเตอร์แปลงเลนส์ FTZ ขายราคา $250 หรือ 8,300 บาท

ตัวอย่างภาพจาก Nikon Z7 และ Nikon Z6

อ้างอิง PetaPixel

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว Sony a6400 กล้องระดับกลางที่โฟกัสตามจิกยิ่งกว่าเมีย

Published

on

กล้องดิจิตอลของ Sony นั้นขึ้นชื่อเรื่องระบบโฟกัสมาตลอดนะครับ ก็ตั้งแต่ Sony a6000 แล้วที่ระบบโฟกัสเร็วมาก ล่าสุดโซนี่ก็เปิดตัวกล้องระดับกลางตัวใหม่คือ Sony 6400 ที่เป็นรุ่นอัปเกรดของ Sony a6300 ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2016 ครับ

จุดเด่นของ Sony a6400 คือโปรเซสเซอร์และระบบโฟกัสที่พัฒนาต่อจากโมดูลที่อยู่ใน Sony A9 กล้องตัวท็อปเรื่องความเร็วของโซนี่ ซึ่งแม้ Sony a6400 มีจุดโฟกัสแบบ phase-detection และแบบ Contrast-detection 425 จุดกระจายอยู่ทั่วเซนเซอร์รับภาพ (อยู่บนพื้นที่ 84% ของทั้งหมด) เท่ากับรุ่น a6300 เดิม แต่หน่วยประมวลผลที่เร็วขึ้นก็ทำให้โฟกัสดวงตาได้อย่างแม่นยำ (Real-time Eye AF) ซึ่งเมื่อติดตามดวงตาไม่ได้ก็จะติดตามใบหน้า และติดตามวัตถุต่อแทน (Real-time Tracking) ซึ่งเห็นผลมากในการถ่ายวิดีโอที่โฟกัสจะไม่หลุดจากวัตถุที่ต้องการไปง่ายๆ ซึ่งโซนี่เคลมว่าโฟกัสได้ไวภายใน 0.02 วินาที แถมในอนาคตยังจะมีอัปเกรดซอฟต์แวร์ในกล้องให้โฟกัสติดตามตาของสัตว์เลี้ยงได้ด้วย

นอกจากนี้ยังปรับปรุงจอด้านหลังให้เป็นจอสัมผัสและสามารถยกขึ้น 180 องศาสำหรับการถ่าย Selfie ได้ ซึ่งก็เป็นกล้องตระกูล a6000 รุ่นแรกที่ที่สามารถยกจอขึ้นถ่าย Selfie แบบนี้ได้ ทำให้ถูกใจสาย Vlog แน่นอน ที่จะยกกล้องมาถ่ายวิดีโอตัวเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีแต่ Sony a5100 ที่ยกจอหลังแบบนี้ได้ แต่ตัวนี้ไม่สามารถถ่าย 4K ได้ และเสียบไมค์ก็ไม่ได้ ทำให้จะใช้ก็ติดขัด

และยังปรับปรุงเรื่องคุณภาพภาพให้ดีขึ้น ขยายช่วง ISO เป็น 100 – 32,000 และบูสท์ได้ถึง ISO 102,800 (รุ่นเดิมได้ 100 – 25,600 และบูสท์ได้ 51,200) ปรับปรุงคุณภาพสีผิวให้ดีขึ้น เพิ่มฟังก์ชั่น Timelapse ลงไปในกล้องด้วย (ใน a6500 ไม่มี Timelapse ส่วน a6300 ลงแอปเพิ่ม Timelapse ได้)

ส่วนสเปคที่ยังเหมือนรุ่น a6300 คือ ถ่ายรูปต่อเนื่องสูงสุดได้ 11 fps ถ่ายวิดีโอ 4K แบบใช้พื้นที่ทั้งเซนเซอร์ ไม่ได้ครอปบางส่วนของเซนเซอร์มาใช้ ขนาดและความละเอียดของหน้าจอหลังและ EVF เท่าเดิม แบตเตอรี่ตัวเดิม ดีไซน์กล้องคล้ายๆ เดิม ยังไม่ได้เปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นก้อนใหญ่ขึ้นที่จุมากขึ้นครับ แต่ตามสเปกนั้นถ่ายได้ 410 ภาพต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สูงทึ่สุดในกลุ่ม a6500 และ a6300 แล้ว

แต่ Sony a6400 ก็ยังถือว่าเป็นกล้องระดับรองจาก a6500 ตัวท็อปในกลุ่มเซนเซอร์ขนาด APS-C จากโซนี่นะครับ โดย a6400 ยังไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวในตัวกล้องเหมือน a6500 จะใช้ได้เพียงระบบป้องกันการสั่นไหวที่อยู่ในเลนส์เท่านั้น

ส่วนราคาเปิดตัวในต่างประเทศที่ $900 (~29,500 บาท) สำหรับบอดี้อย่างเดียว ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 16-50 mm f/3.5-5.6 อยู่ที่ $1000 (~32,500 บาท) ส่วนชุดพร้อมเลนส์ 18-135 mm f/3.5-5.6 อยู่ที่ $1300 (42,500 บาท) ซึ่งเป็นราคาเปิดตัวที่ถูกกว่า Sony a6300 ครับ ก็รอลุ้นราคาไทยกันต่อไป

อ้างอิง DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว DJI OSMO Pocket กล้องจิ๋วพร้อมกันสั่นเทพคู่แข่ง GoPro

Published

on

DJI เจ้าแห่งโดรนและ Gimbal (ระบบกันสั่น) เปิดตัวกล้องจิ๋วน้องใหม่ในตระกูล OSMO อย่าง DJI OSMO Pocket ที่มีขนาดเล็กจนน่าตกใจ แต่มาพร้อม Gimbal 3 แกนที่ทำให้มั่นใจว่าแม้เราจะวิ่งถ่ายก็ยังได้ภาพที่ไม่สั่นไหวแน่นอน

DJI OSMO Pocket ใช้เซนเซอร์รับภาพขนาด 1/2.3 นิ้ว f/2.0 ให้มุมภาพกว้าง 80 องศา (เทียบกับ GoPro Hero ให้มุมภาพกว้างสุด 149 องศา) ซึ่งสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K 60 fps ที่ 100 Mbps ซึ่งก็น่าจะให้คุณภาพดีพอสำหรับเอาไปตัดต่อได้สบายๆ และยังสามารถปรับตั้งค่าแบบ Manual ได้ทั้งรูรับแสง, ISO, ความเร็วชัตเตอร์ แถมถ่าย RAW และวิดีโอแบบ D-Cinelike ได้ด้วย ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้ 140 นาทีเมื่อถ่าย FullHD 30 fps และใช้เวลาชาร์จ 73 นาที

แน่นอนว่าเป็น DJI ก็ต้องมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพหลากหลายคือ

  • FPV หรือโหมดมุมมองบุคคลที่ 1 เอาไว้สร้างวิดีโอที่ลื่นไหลเหมือนมองจากตานักแสดงในฉากที่ตื่นเต้น
  • ActiveTrack แพนกล้องติดตามวัตถุอัตโนมัติ
  • 3×3 Panorama ถ่าย 9 ภาพเพื่อนำมาต่อเป็นภาพใหญ๋โดยอัตโนมัติ
  • Motionlapse ถ่ายวิดีโอ timelapse แบบเคลื่อนกล้องได้
  • Nightshot ใช้ gimbal เป็นกันสั่นเพื่อถ่ายชัตเตอร์ 2-3 วิด้วยมือแบบไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องตอนกลางคืน
  • Story Mode แอปจะช่วยแนะนำการถ่ายวิดีโอให้กลายเป็นคลิปสนุกๆ ได้ง่ายๆ พร้อมใส่ลูกเล่นการเคลื่อนกล้องที่หลากหลาย

ซึ่ง DJI OSMO Pocket ทำงานคู่กับแอปตัวใหม่ชื่อว่า DJI Mimo ซึ่งใช้ตั้งแต่การ Activate อุปกรณ์จนถึงถ่ายทำและตัดต่อง่ายๆ

นอกจากนี้ DJI OSMO Pocket ยังมีอุปกรณ์เสริมอีกเพียบ เช่นหัวแปลง USB-C เป็นช่อง 3.5 mm สำหรับเสียบไมค์ (ใช่แล้ว ที่ตัวมันไม่มีช่อง 3.5 mm) หรืออแดปเตอร์เพิ่ม Wireless ให้เชื่อม Pocket กับสมาร์ทโฟนไร้สายได้ หรือแท่นชาร์จพกพา แล้วยังมีไม้เพิ่มความยาวและเป็นขาตั้ง รวมถึงเคสกันน้ำก็มีให้ใส่ด้วย

เมื่อเทียบกับ GoPro HERO

ถึง DJI OSMO Pocket จะใช้งานคล้ายกับ GoPro HERO แต่รูปแบบงานที่เหมาะกับ Pocket ก็ต่างจาก GoPro นะ คือ GoPro จะได้มุมกล้องกว้างกว่าเท่าตัว ทน เอาลงน้ำได้ ก็เหมาะสำหรับงานที่กล้องทั่วไปถ่ายไม่ได้ งานแอคชั่น หรือถ่ายภาพใต้น้ำ ซึ่งระบบป้องกันภาพสั่นไหวของ HERO 7 ก็ดีงามในระดับหนึ่งเลย

ส่วน Pocket ด้วยความที่เป็น Gimbal เต็มตัว ทำให้ถ่ายการเดิน หรือวิ่งได้นิ่งกว่า GoPro แน่ๆ แต่ด้วยความที่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเยอะ ทำให้บอบบางกว่า GoPro HERO 7 ทำให้เหมาะกับกลุ่มบล็อกเกอร์ไลฟ์สไตล์ทั่วไปมากกว่า

DJI OSMO Pocket เปิดตัวที่ราคา $349 ส่วนราคาไทยน่าจะราว 13,500 บาท เริ่มขายจริง 15 ธันวาคม ซึ่งน่าจะขายในไทยเร็วๆ นี้เลย เพราะแบไต๋เราได้เครื่องมาแกะกล่องแล้ว!

อ้างอิง: DJI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการถ่ายภาพ

จบหลังกล้องที่แท้ทรู Zeiss ZX1 กล้อง Full-frame Compact พร้อม Lightroom ในตัว

Published

on

Zeiss ก้าวไปอีกขั้นด้วยกล้องใหม่ Zeiss ZX1 ที่ใช้เซนเซอร์ 37.4 ล้านพิกเซลแบบ Full-frame มาพร้อมเลนส์ Zeiss Distagon F2 35 mm แบบถอดเปลี่ยนไม่ได้ พร้อมจอยักษ์ขนาด 4.3 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล ซึ่งจอใหญ่ขนาดนี้ก็สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ Android พร้อมมีแอป Adobe Photoshop Lightroom CC เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ขุ่นพระ จบหลังกล้องที่แท้ทรู

สเปคของ Zeiss ZX1 นั้นประหลาดมาก มันเหมือนส่วนผสมระหว่างกล้องถ่ายรูปกับสมาร์ทโฟน คือกล้องตัวนี้ไม่มีช่องใส่การ์ดเพิ่ม แต่มีหน่วยความจำในตัวมา 512 GB ซึ่ง Zeiss บอกว่าสามารถเก็บภาพ RAW ได้ 6,800 รูป ส่วน JPEG ได้มากกว่า 50,000 รูป และสามารถโอนรูปเข้าแฟลชไดร์ฟหรือหน่วยความจำภายนอกผ่าน USB-C ในตัวกล้องได้เลย (ก็เป็น Android นี่เนอะ) นอกจากนี้กล้องยังมาพร้อม Wi-Fi และ Bluetooth ในตัว

มาดูสเปคที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพกันบ้าง ตัวเลนส์ 35 mm f/2 นั้นสามารถถ่ายภาพได้ใกล้สุด 30 cm แต่กล้องไม่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวใดๆ ทั้งนั้น ทำให้การถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps อาจจะต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยให้ภาพไม่สั่น และในส่วนของช่องมองภาพเป็นจอ OLED ให้ความละเอียด 1920 x 1080 pixel กำลังขยาย 0.74x แต่น่าเสียดายว่า Zeiss ZX1 นั้นไม่มีแฟลชในตัว ต้องต่อแฟลชนอกผ่าน Hot-shoe อย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือด้านหลังกล้องแทบไม่มีปุ่มอะไรเลย ใช้การควบคุมผ่านจอสัมผัสเป็นหลัก ก็ต้องรอดูรีวิวกันต่อไปว่ามันจะถ่ายภาพได้ดีแค่ไหน บอกตรงๆ แอดก็ไม่ค่อยเชื่อใจ Android ว่ามันจะเหมาะสำหรับการใช้กับกล้องถ่ายรูป มันอาจจะทำให้แบตหมดเร็วมากก็ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกล้องที่แปลก สามารถแต่งภาพอย่างโปรได้ในกล้องเลย ซึ่งคุณภาพภาพก็น่าจะหายห่วงเพราะ Zeiss ทำเอง

ส่วนราคายังไม่ประกาศครับ เราเดาว่าอยู่หลักแสนบาทแน่นอน ซึ่งจะวางขายช่วงต้นปีหน้าครับ

อ้างอิง: DPreview

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!