Connect with us

ข่าววิทยาการ

‘โรคไม่ได้ยินเสียงผู้ชาย’ โรคประหลาดสุดหายากที่เกิดขึ้นกับหญิงชาวจีน!

อาการป่วยนี้เกิดขึ้นกับหญิงชาวจีนนามสกุล Chen เมื่อเช้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาพบว่า เธอไม่สามารถได้ยินเสียงแฟนหนุ่มของเธอ!

เมื่อวันที่ 10 มกราคม นาง Chen มาโรงพยาบาลด้วยอาการสูญเสียการได้ยินเสียงผู้ชาย เธอเล่าเหตุการณ์ให้แพทย์หญิง ดร.Lin Xiaoqing ฟังว่า คืนก่อนที่เธอจะมีอาการดังกล่าว เธอได้ยินเสียงจี๊ดในหู ร่วมกับมีอาการอาเจียนและในเช้าวันต่อมาเธอก็ไม่ได้ยินเสียงของแฟนของเธอ นอกจากนี้ในระหว่างที่เธอทำการพูดคุยกับแพทย์หญิง เธอก็ไม่ได้ยินเสียงของผู้ป่วยชายคนอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ดร.Xiaoqing ได้วินิจฉัยว่าเธอมีอาการ Reverse-slope hearing loss (RSHL) หรือ กลุ่มอาการที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการได้ยินคลื่นเสียงความถี่ต่ำ อย่างเช่น เสียงผู้ชายเป็นต้น อาการที่ Chen เป็น ถือเป็นอาการหายาก ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางการได้ยิน 12,000 คน จะพบผู้ป่วยที่มีอาการนี้เพียงแค่ 1 คนเท่านั้น

ปกติแล้วคนเราจะสามารถตรวจจับคลื่นเสียงได้ผ่านการสั่นสะเทือนของขนเส้นเล็ก ๆ ในหู ขนเหล่านี้จะสามารถจับคลื่นความถี่สูงได้ดีกว่าคลื่นความถี่ต่ำ ดังนั้นเมื่อเราอายุมากขึ้น (หรือตามพันธุกรรม อุบัติเหตุ หรือการใช้ยา) ก็จะส่งผลต่อการได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงได้เป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่ในกรณีของ Chen ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการสูญเสียการได้ยินเสียงจากคลื่นความถี่ต่ำเกิดจากกระดูก Cochlea (กระดูกอ่อนรูปก้นหอยที่อยู่ในหูชั้นใน) ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหา หลอดเลือด อุบัติเหตุ หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง ซึ่งหากเกิดจากโรคแพ้ภูมิตนเองมันจะส่งผลต่อการทรงตัว ทำให้เกิดอาการอาเจียน ซึ่งตรงกับอาการของ Chen พอดี ส่วนวิธีการรักษานั้นสามารถทำได้โดยการฉีดสเตียรอยด์ในปริมาณสูง หรือในบางกรณีก็สามารถหายได้เอง ดร. Jackie Clark กล่าว

แต่ก็เป็นโชคดีของ Chen ที่มาพบแพทย์ภายใน 48 ชม. ทำให้อาการของเธอสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ แพทย์ของเธอได้ออกมาบอกว่า เพราะเธอมีความเครียดสูงและพักผ่อนน้อย ทำให้เธอมีอาการดังกล่าวและมันจะดีขึ้นในไม่ช้า

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

สภาคณบดี’สถาปัตย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลจัดบ้าน สร้างสิ่งปลูกสร้างสู้ฝุ่น PM 2.5

Published

on

สภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนาพิเศษเรื่อง “ฝุ่น PM 2.5 จะผ่านไป แล้วไงต่อ?” โดยได้พูดถึงแนวทางการออกแบบเมือง อาคาร บ้านพักอาศัย เพื่อรับมือวิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 จากมุมมองด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อันธิการ สวัสดิ์ศรี ประธานสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดเผยว่า ทำไมสถาปัตยกรรมและการออกแบบถึงมาพูดเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังเป็นกระแสบนโลกโซเชียลมีเดีย โดยให้เหตุผลว่า เพราะวิกฤตฝุ่นนั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลในทุกภาคส่วน ไม่เพียงแค่สถาปัตย์เท่านั้น และมีโอกาสที่จะซึมซับเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นการออกแบบด้านสถาปัตยกรรมจึงนำมาช่วยในการป้องกันและปกป้องคนในครอบครัวจากละอองฝุ่นได้

(ผู้หญิง) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อันธิการ สวัสดิ์ศรี ประธานสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ประเด็นที่น่าสนใจในการออกแบบ คือการออกแบบบ้านซึ่งเป็นหน่วยที่อยู่อาศัยที่ใกล้เรามากที่สุดและเล็กที่สุด เราสามารถทำอะไรกับบ้านของเราได้บ้าง เครื่องกรองอากาศ การออกแบบอาคารโดยดูทิศทางของแดดและลม การเอาต้นไม้มาช่วยในการกรองอากาศ โดยกล่าวเสริมในประเด็นเรื่องฝุ่นเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ที่สร้างฝุ่นดังกล่าวอย่างเดียว สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สร้างฝุ่นด้วยเช่นกัน เช่น บ้านที่ไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานาน หรือช่องเล็ก ๆ ระหว่างเฟอร์นิเจอร์ ดังนั้นต้องวางให้มีช่องเปิดรับลม เช่น ห้องนอนผู้สูงอายุ ตอนแรกตั้งไว้ในทางทิศตะวันออก หรือเหนือ เพื่อรับลมและอากาศที่ถ่ายเท ช่วยในการหายใจ อาจต้องเปลี่ยนมาตั้งไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แทน และเอาต้นไม้มาช่วยในการกันลมพัดพาฝุ่นมา โดยหาต้นไม้ที่ไม่ต้องการแดดจัดและสามารถดักจับฝุ่นได้

จากงานวิจัยการนำต้นไม้มาช่วยกรองอากาศ ช่วยสร้างความขื้น โดยต้องดูว่าต้นไม้ประเภทไหนช่วยกรองฝุ่น 2.5 ได้ โดยดูที่ใบ ใบที่ดีต้องมีสักษณะคล้ายใบสน ใบเล็กแหลม และแน่น แต่บ้านเรามีต้นไม้ประเภทนี้ไม่เยอะ จึงแนะนำให้ปลูกต้นเข็มเล็ก ช่วยในการดักจับฝุ่นได้ โดยเฉพาะในเมืองที่มีการชุมนุมของฝุ่นเป็นจำนวนมาก ควรตกแต่งด้วยต้นไม้ โดยอาจจะนำมาประดับตกแต่งผนัง แทนการใช้กระเบื้อง และยังเป็นอีกหนทางที่ช่วยให้เมืองร่มรื่นและเพิ่มความชื้นในอากาศมากขึ้นอีกด้วย

(กลาง) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พลเดช เชาวรัตน์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภูมิสถาปนิก กล่าวเสริมด้านภูมิสถาปัตย์ว่า เมืองมีความหนาแน่นค่อนข้างสูง และมีพื้นที่สีเขียวน้อยต่อพื้นที่ทั้งหมด เช่น ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพียง 10% ต่อพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ สิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียว 47% ต่อพื้นที่ทั้งหมด การวางเมืองในพื้นที่ว่างให้มีพื้นที่สีเขียวเพื่อกรองฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศมีความจำเป็น โดยกรุงเทพฯ มีความหนาแน่นสูงแต่ช่องว่างน้อยมาก ทำให้ช่วงที่มีปัญหาด้านมลภาวะ จึงสร้างปัญหา และส่งผลกระทบต่อเราอย่างมาก ซึ่งภูมิสถาปนิกจึงมาช่วยในเรื่องดังกล่าว ในการจัดการพื้นที่สีเขียว เช่น การสร้างเมืองอยู่ในสวน ซึ่งพื้นที่สีเขียวควรมี 9 ตร.ม./คน และควรกระจายและแทรกในตัวเมืองให้ช่วยเป็นฟิลเตอร์กรองอากาศ ซึ่งในยุทธศาสตร์ 20 ปี ก็มีพูดถึงพื้นที่สีเขียว แต่อยู่ในช่วงเริ่มต้น อาจจะต้องเริ่มปรับปรุงยุทธศาสตร์ให้เร็วขึ้นต่อไป
  • ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พลเดช เชาวรัตน์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเทศเยอรมนีนั้นมีปัญหาฝุ่นมาก่อนเราหลายปี โดยเยอรมนีเป็นประเทศอุตสาหกรรม จึงเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดวิกฤตการณ์ดังกล่าว การปรับที่ผังเมือง การพัฒนาระดับย่านจึงมีความสำคัญและต้องรีบเร่งแก้ไข เช่น การปรับให้แหล่งอำนวยความสะดวกเดินไปถึงได้ โดยไม่ต้องใช้รถ การใช้แนวคิดเมืองต้องเติบโตพร้อมพื้นที่สีเขียว คนเดินไม่เกิน 500 เมตรต้องเจอต้นไม้ เจอสวน เพราะสัตว์และแมลงทำหน้าที่สำคัญในระบบนิเวศน์ การเพิ่มและลดอุณหภูมิในเมืองนอกเมือง และระบบการขนส่ง มีการจำกัดการใช้รถยนต์ ห้ามรถยนต์ที่ไม่มีมาตรฐานเข้าเมืองในโซนที่กำหนด และใช้จักรยานในการเดินทางมากขึ้นหากมีการปรับผังเมือง

(ขวาสุด) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภูมิสถาปนิก

นี่เป็นโอกาศในการปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนในสังคม หากไม่มีปัญหาก็จะไม่มีทางแก้ไข เราสามารถนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วย เช่น การกรองอากาศจากข้างนอกสู่ข้างใน เช่น การใช้ ภูมิทัศน์ข้างนอกเพื่อกรองอากาศ และนำเข้าสู่ภายในบ้าน

งานนี้ไม่ใช่เพียงเราคนเดียว ทุกคนมีส่วนรวมกันหมด เรามามองตัวเองว่าเราทำให้สิ่งแวดล้อมกระทบอะไรบ้าง หันมาดูแลบ้านตัวเอง ทำความสะอาดรถยนต์นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยส่งคม ทำหน้าที่ต่อตัวเองและสังคม

สรุปเสวนาครั้งนี้ได้ความว่า…เมื่อเกิดวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับทุกคน เราควรมาดูตัวเอง ทำอะไรได้บ้าง เพราะทุกคนมีบทบาทและหน้าที่ในตนเองต่อสังคม สื่อทุกท่านมีส่วนช่วยในการให้ข้อมูล เพราะเป็นกระบอกเสียง ให้คนตระหนักไม่ใช่ตระหนก ค่อย ๆ ทำไปทีละก้าว ประชาชนกับรัฐช่วยกัน รัฐก็มีงานน้อยลง โดยในวันนี้ เริ่มจากตัวเองก่อน ทำความสะอาดบ้านของตนให้สะอาด เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ทุกท่านสามารถทำเองได้ที่บ้านของตน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

ม.จุฬาฯ ชี้ หน้ากากอนามัยธรรมดากับทิชชู 2 ชั้นไม่มีประสิทธิภาพกันฝุ่นถึง 90%

Published

on

หลังจากที่ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย ไม่นานหน้ากาก N95 ก็กลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก ถึงขั้นหายากกันเลยก็ว่าได้ หลังจากที่หน้ากากดังกล่าวหายากก็ได้มีการแชร์ข้อมูลอย่างแพร่หลายในเรื่องการใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และ การใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา กับทิชชู 2 ชั้นสามารถป้องกัน PM 2.5 ได้มากถึง 90% ซึ่งใกล้เคียงกับหน้ากาก N95 ก็เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการรับรองค่ะ

เราต้องมาขยายความกันหน่อยว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดานั้นถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันฝุ่นละออง และมลภาวะต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ไมครอน โดยหน้ากากแบบธรรมดา ฝุ่นขนาด PM 2.5 ยังคงสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้บางส่วน แต่เมื่อเราใส่พร้อมกับกระดาษทิชชูอีก 2 ชั้น จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกรองได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เทียบเท่ากับ N95 ที่สามารถกรองฝุ่นที่มีขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน

ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดีด้านการวิจัย พัฒนา และ นวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬา ก็ออกมาชี้แจงว่า การใส่หน้ากากอนามัยกับกระดาษทิชชู 2 ชั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าป้องกันฝุ่นได้ถึง 90% จริง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือทุกๆคนหยุดเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวก่อน จนกว่าจะมีการยืนยันที่ชัดเจน หรือข้อมูลใหม่ๆออกมา

เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้คือซื้อหน้ากากที่ได้มาตรฐาน N95 จริงๆ มาใช้ค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

หุ่นยนต์ตกงาน! โรงแรมในญี่ปุ่นสั่งปลดพนักงานหุ่นยนต์หลังจากสร้างปัญหาให้ผู้เข้าพัก

Published

on

ในยุคไอทีที่หุ่นยนต์ และระบบ AI สามารถเข้ามาทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้คงจะทำให้หลายๆ คนตกงาน แต่! อย่าเพิ่งนึกโกรธหุ่นพวกนั้นไปละ เพราะที่ญี่ปุ่นเค้าก็มีการปลดหุ่นยนต์เหล่านี้ออกจากการทำงานเหมือนกัน

โรงแรม Henn-na ในประเทศญี่ปุ่นที่เคยเปิดตัวไปว่าเป็นโรงแรมที่มีความทันสมัย ที่มีพนักงานส่วนมากเป็นหุ่นยนต์ในปี 2015 ได้ทำการปลดพนักงานหุ่นยนต์บางส่วนออกหลังจากที่พวกมันสร้างปัญหาให้กับผู้เข้าพัก

Churi หุ่นยนต์ผู้ช่วยที่ประจำแต่ละห้องพัก

หนึ่งในหุ่นที่ถูกปลดนั้นมีชื่อว่า ‘Churi’ หุ่นยนต์ผู้ช่วยที่อยู่ในห้องพักแต่ละห้อง เมื่อ Churi ไม่สามารถตอบคำถามของผู้เข้าพักอย่าง ‘ร้านในถ้องถิ่นเปิดปิดกี่โมง’ ได้ ในขณะที่ Siri (จาก Apple) Google Assistant (จาก Google) และ Alexa (จาก Amazon) สามารถตอบคำถามนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีปัญหาต่างๆอีกเช่น หุ่นยนต์ขนกระเป๋า 2 ตัวมักจะเกิดปัญหาขัดข้องทุกครั้งเมื่อฝน และ หิมะตก ยังไม่พอมันยังขวางกันและกันตลอดเมื่อมันเดินสวนกันตรงทรงเดิน หุ่นยนต์ที่เคาน์เตอร์ Check-in ก็ไม่สามารถถ่ายสำเนาเอกสารของแขกที่เข้าพักได้ และ หุ่นยนต์ต้อนรับก็ไม่สามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเที่ยวบินได้ เป็นต้น

หุ่นยนต์ที่จุด Check-in

หุ่นยนต์จำนวนมากถูกปลดออกหลังจากใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี อาจเพราะด้วยเทคโนโลยีที่เริ่มล้าสมัยทำให้พวกมันทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และท้ายที่สุดงานจำนวนมากต้องถูกทิ้งไว้ให้มนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องถามคำถามที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่หุ่นยนต์จะเข้าใจ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!