เหล่าสาวก Apple ทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การงาน Worldwide Developers Conference 2026 หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ WWDC 2026 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการกล่าวเปิดปิดงานครั้งสุดท้ายของ ทิม คุก (Tim Cook) ในฐานะ CEO ก่อนจะลงจากตำแหน่งในวันที่ 1 กันยายนนี้ และส่งไม้ต่อให้จอห์น เทอร์นัส (John Ternus)

แน่นอนว่าหนึ่งในไฮไลต์ที่ทุกคนจับตามาตลอดนั่นคือของใหม่ในระบบปฏิบัติการ (OS) เวอร์ชัน 27 ทั้ง iOS 27, iPadOS 27, macOS27, VisionOS27 รวมถึง wachOS 27 และสิ่งที่ Apple เคยสัญญาว่าจะได้ใช้ Apple Intelligence มาตั้งแต่ปี 2024 จนถึงตอนนี้จะได้ใช้จริงหรือยัง ?
Liquid Glass
Apple ได้เปิดตัวดีไซน์แบบ Liquid Glass ครั้งแรกในปี 2025 ที่มาพร้อมกับ iOS 26 ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าตาของอินเทอร์เฟซครั้งใหญ่ที่สุดบน iPhone นับตั้งแต่การเปิดตัว iOS 7 ในปี 2013 แต่ดูเหมือนจะมีเสียงด่ามากว่าเสียงปรบมือ เพราะผู้คนที่ใช้ต่างมีคอมเมนต์ไปในทางลบ
การเปิดตัว iOS 27 ในครั้งนี้ Apple เลยเก็บเอาฟีดแบ็กไปปรับปรุงหน้าตา UI ให้ดูมองง่ายขึ้น ด้วยการปรับระดับความโปร่งใส – ทึบแสง (Ultra Clear จนถึง Fully Tinted) เพื่อช่วยให้ดูง่ายขึ้นกว่าเดิม แถมยังมีการปรับความลื่นไหลของระบบปฏิบัติการด้วย (จากที่ลองตัว Developer Beta ก็รู้สึกว่าลื่นขึ้นจริง)

iOS 27
การอัปเดตครั้งนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดใน iOS 27 โดยเน้นไปที่การนำ ‘Apple Intelligence’ และ Siri AI เข้ามายกระดับการทำงานของระบบปฏิบัติการและแอปฯ พื้นฐานให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้น จุดเด่นคือการลดความซับซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการประมวลผล
เริ่มจากผลงานด้าน AI ที่ Apple ได้ร่วมมือกับ Google อย่างเป็นทางการ โดยนำเทคโนโลยีของโมเดลตระกูล Gemini มาพัฒนาเป็น Apple Foundation models รุ่นถัดไป เพื่อขับเคลื่อน AI ทั้งแบบทำงานบนตัวเครื่อง (On-device) และบนเซิร์ฟเวอร์ผ่านเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ของ Apple ที่เรียกว่า Private Cloud Compute
ตัวโมเดลรองรับการทำความเข้าใจและการสร้างภาพ (Image Understanding & Generation) ช่วยให้สามารถแก้ไขภาพขั้นสูง รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาในภาพได้อย่างแม่นยำ
สำหรับเครื่องที่ใช้ชิป Apple Silicon รุ่นที่รองรับ จะใช้โมเดลเวอร์ชันพิเศษที่มีความสามารถสูงขึ้น ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการถอดเสียง, การเข้าใจภาษาธรรมชาติ และให้เสียงพากย์ที่แสดงอารมณ์ได้สมจริงยิ่งขึ้น

Siri AI
Siri ถือเป็นพระเอกชูโรงในงาน WWDC ครั้งนี้เลยก็ว่าได้ โดย Apple ประกาศว่าผู้ช่วยส่วนตัวนี้จะมีแอปพลิเคชันแยกเป็นของตัวเองใน iOS 27 ซึ่ง Siri AI มาพร้อมโฉมใหม่ ด้วยการกลายเป็นแอปฯ แชตบอต AI เต็มตัวคล้ายกับ ChatGPT และ Claude ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ข้อดีคือการใช้งานที่จะสะดวกครอบคลุมมากขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่แค่มาถามตอบเท่านั้น แต่ยังทำได้ดีขึ้นในแง่อื่น ๆ ด้วย
เพราะตัว Siri ยังมีแอปฯ Siri แยกเฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถกลับมาดูประวัติการสนทนาอย่างละเอียด หรือพิมพ์คุยต่อเนื่องจากจุดเดิมได้ โดยข้อมูลจะซิงก์ผ่าน iCloud อย่างปลอดภัยข้ามอุปกรณ์ ทั้ง iPhone, iPad, Mac ได้อย่างเนียนกริบ แอปฯ เฉพาะนี้จะรวบรวมบทสนทนาทั้งหมดของคุณไว้ในที่เดียว ทำให้คุณสามารถถามคำถามทิ้งไว้บน iPhone แล้วไปคุยต่อจากจุดเดิมบน iPad ได้ทันที
นอกจากนี้บน iPhone ยังเพิ่มโหมด Siri ในแอปฯ กล้องถ่ายรูปมาให้ด้วย เพียงแค่ถ่ายภาพสิ่งตรงหน้าเพื่อถามข้อมูล เช่น ถ่ายเมนูอาหารเพื่อดูคุณค่าทางโภชนาการ หรือถ่ายบิลค่าอาหารเพื่อคำนวณแยกจ่ายกับเพื่อนผ่าน Apple Cash ได้เลยทันที
สำหรับ Siri AI จะเริ่มต้นใช้งานในภาษาอังกฤษ และจะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปทดสอบเวอร์ชัน Beta ในช่วงปลายปีนี้ เสียอย่างเดียวที่ตอนนี้ยังไม่รองรับภาษาไทย อนาคตก็ไม่แน่คงต้องเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นเอา
Apple Intelligence Highlight
นอกเหนือจากการอัปเกรดระบบสั่งการแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดในรอบนี้ คือฟีเจอร์ด้านภาพถ่ายและการตกแต่งภาพ ที่ใช้พลังของ Apple Intelligence เข้ามาช่วย
Clean Up ทุกวันนี้เรื่อง PDPA เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เวลาต้องถ่ายภาพ หรือแม้แต่สิ่งของที่เราไม่ต้องการให้อยู่ในเฟรม ระบบ Clean Up เวอร์ชันใหม่นี้ฉลาดขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะสามารถวิเคราะห์และลบคนหรือวัตถุออกจากภาพได้อย่างเนียนตา แม้ว่าวัตถุนั้นจะวางซ้อนทับอยู่ด้านหลังสิ่งของชิ้นอื่นก็ตาม โดย AI จะทำการคำนวณและเติมเต็มรายละเอียดของฉากหลังที่โดนบังอยู่ให้กลับมาสมบูรณ์แบบโดยไม่ทิ้งรอยเบลอ
Expand สำหรับใครที่ถ่ายรูปมาแล้วรู้สึกอึดอัดหรือมุมแคบเกินไป ฟีเจอร์นี้จะช่วยขยายขอบเขตของรูปภาพออกไปตามทิศทางที่คุณต้องการ โดย AI จะทำหน้าที่วาดต่อเติม ฉากหลังส่วนที่ขาดหายไปให้เต็มเฟรม ซึ่งจะเนียนไปกับแสง สี และพื้นผิวของภาพต้นฉบับแบบกลมกลืนเป็นธรรมชาติ
Spatial Reframing อันนี้บอกเลยว่าล้ำสุด เพราะคุณสามารถมาปรับเปลี่ยนมุมกล้องหรือองศาของภาพได้หลังจากถ่ายเสร็จแล้วได้ เช่น หากคุณถ่ายภาพหน้าตรงมา แต่อยากเปลี่ยนฟีลเป็นภาพมุมเอียงข้างเก๋ ๆ AI จะช่วยคำนวณมิติของภาพและบิดมุมมองให้ใหม่ ให้ความรู้สึกว่าถ่ายใหม่ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราแค่ปรับมุมมองภาพเท่านั้น

Parental Controls แบบใหม่
Apple ประกาศฟีเจอร์ใหม่ใน Parental Controls และ Screen Time เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ในการที่ผู้ปกครองจะสามารถเข้ามาควบคุมเนื้อหาคอนเทนต์ การรับส่งภาพข้อความได้ด้วย ตัวอย่างเช่น “Ask to Browse” ที่ให้เด็กต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองก่อนเข้าถึงเว็บไซต์บางเว็บ ฟีเจอร์ใหม่นี้จะรวมถึงการปรับปรุงการควบคุมเวลาหน้าจอและการตั้งค่าการใช้งานแอปฯ ตามช่วงเวลา
นอกจากนี้ยังมี Communication Safety มีความสามารถในการเบลอภาพเปลือยเมื่อตรวจพบใน Messages และการโทร FaceTime อยู่แล้ว และเปิดใช้งานโดยค่าเริ่มต้นสำหรับผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และขณะนี้จะยังแทรกแซงเพื่อบล็อกเนื้อหาที่มีความรุนแรงหรือภาพโหดร้ายเมื่อตรวจพบในรูปภาพหรือวิดีโอที่แชร์อีกด้วย
และสำหรับ Time Allowances ผู้ปกครองสามารถจัดการเวลาที่เด็ก ๆ ใช้ในแอปฯ ต่าง ๆ ให้เหมาะสมได้ ไม่ว่าจะเป็นแอปฯ ความบันเทิง เกม หรือโซเชียลมีเดีย ได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เมื่อตั้งค่า Time Allowances ผู้ปกครองจะได้รับคำแนะนำที่อิงจากการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งปรับตามอายุของเด็ก ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นที่มีประโยชน์สำหรับผู้ปกครอง และสามารถปรับการตั้งค่าเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายตามสิ่งที่พิจารณามาเป็นอย่างดีแล้วว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็ก
นอกจากนี้ผู้ปกครองเองยังสามารถตั้งค่าการเข้าใช้งาน ดาวน์โหลดแอปฯ หรือเพิ่มผู้ปกครองคนอื่น ๆ เข้ามามอนิเตอร์การใช้งานภายในเครื่องของเด็ก ๆ ได้ด้วย ผู้ปกครองจะได้รับคำแนะนำในการสร้างบัญชีเด็ก เมื่อตั้งค่าอุปกรณ์ใหม่สำหรับบุตรหลานของตน โดยเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีจำเป็นต้องมีบัญชีเด็ก และมีให้ใช้งานได้สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี
แอปฯ Health
ถูกใจคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้หญิงไม่ต้องคอยโหลดแอปฯ เสริมมาคำนวณให้ยุ่งยาก เพราะแอปฯ Health อัปเดตใหม่ที่รองรับการติดตามช่วงวัยหมดประจำเดือนและวัยทอง โดยที่ฟีเจอร์ติดตามรอบเดือน (Cycle-Tracking) ในแอปฯ Health จะเพิ่มการรองรับทั้งช่วงวัยก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) และวัยหมดประจำเดือน (Menopause) คุณจะสามารถบันทึกอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองช่วงวัยนี้ได้ภายในแอปฯ ซึ่งจะมาพร้อมสาระความรู้เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองมากขึ้น
สำหรับ Developer Beta จะเปิดให้ทดสอบตั้งแต่วันนี้ ส่วน Public Beta จะมาในเดือนกรกฎาคม และจะปล่อยตัวเต็มให้ผู้ใช้ทั่วไปอัปเดตในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้







