ในขณะที่ประเทศไทยวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่การเป็น Medical and Wellness Hub (ศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ) ระดับโลก เพื่อดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้บินมารับการรักษาและดูแลสุขภาพบนแผ่นดินไทย แต่ภาพสะท้อนของสุขภาพคนไทยกลับสวนทาง
สถิติจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วนและคนที่มีน้ำหนักเกินพุ่งสูงถึง 45% หรือราว 27.4 ล้านคน ความดันโลหิตสูง 29.5% และผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกกว่า 6.1 ล้านคน
คำถามสำคัญคือ ทำไมประเทศที่มีบริการทางการแพทย์โดดเด่นของโลก ประชาชนในประเทศกลับมีแนวโน้มสุขภาพแย่ลงเรื่อย ๆ ?
เนื้อหาใน bt Originals Life Series ตอนนี้อาจบอกได้ผ่านมมุมมองของ แขกรับเชิญทั้ง 3 ท่าน ซึ่งคุ้นเคยกับระบบสุขภาพของไทยเป็นอย่างดี คุณวิเวก ดาวัน ซีอีโอ MEGA Life Sciences หรือ Mega We Care นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ และนพ. ศุภฤกษ์ สื่อรุ่งเรือง หรือหมอป๊อป
4 ช่องโหว่เชิงระบบที่ฉุดรั้งสุขภาพคนไทย
จากมุมมองเชิงโครงสร้าง หมอสันต์ได้ชี้ให้เห็นถึงรอยโหว่สำคัญ 4 ข้อในระบบสาธารณสุขและสังคมไทย ที่ทำให้คนไทยป่วยมากขึ้นการขับเคลื่อนสุขภาพเชิงป้องกันเป็นไปได้ยาก
- ระบบการเบิกจ่ายที่อิงการรักษา: ระบบของไทยถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขว่า “ต้องป่วยก่อนถึงจะเบิกได้” การรักษาด้วยยา การทำบอลลูนหัวใจ หรือหัตถการราคาแพงเบิกได้ทั้งหมด แต่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ (Evidence-based) เพื่อย้อนกลับโรค (Reverse Disease) กลับไม่สามารถเบิกจ่ายได้
- งบประมาณกระจุกตัวที่ปลายเหตุ: งบประมาณด้านสุขภาพส่วนใหญ่ถูกเทไปที่การรักษาพยาบาล แทนที่จะแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นทางไปยังการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
- สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี: ตั้งแต่ผังเมืองที่ไม่อำนวยให้เดินเท้าได้อย่างปลอดภัย ไปจนถึงสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลหรือสถานที่ทำงาน ที่ยังคงมีอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มรสหวานจำหน่ายอย่างแพร่หลาย
- การเสพติดวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่งและอาหารแปรรูป: ประชาชนเสพติดอาหารรสจัดและพฤติกรรมที่ไม่เคลื่อนไหว ซึ่งกลไกการเสพติดนี้ทำให้ผู้ที่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมมักทนอาการ “ลงแดง” (ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์) ไม่ไหวและล้มเลิกไป
จากข้อมูลนี้ เราจะเห็นทั้งบทบาทระบบสาธารณสุขในการสร้างสภาพแวดล้อม ระบบ และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างสุขภาพดีให้กับคนไทย และสร้างสมดุลของการสร้างคนสุขภาพดี ควบคู่ไปกับการรักษาคนป่วย

ทางออก: ปรับภาษี รื้อการเบิกจ่าย และปรัชญา “Good Health by Yourself”
นอกจากการพูดถึงปัญหาแล้ว หมอสันต์ก็ยังได้พูดถึงแนวคิดเพื่ออุดช่องโหว่ระบบสุขภาพของคนไทย ว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งประเทศต้องใช้เครื่องมือเชิงนโยบาย อย่าง มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจ หากประชาชนมีผลตรวจตัวชี้วัดสุขภาพ (น้ำหนัก ความดัน ไขมัน น้ำตาล) อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี หรือหากเป็นผู้ไม่มีรายได้ก็ควรได้รับเงินสนับสนุน (Negative Tax)
รื้อระบบเบิกจ่าย ให้อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์”หากงานวิจัยระบุว่าการคุมอาหารสามารถรักษาเบาหวานได้ ก็ควรเปิดโอกาสให้เบิกจ่ายกระบวนการนี้ได้เช่นเดียวกับค่ายา การสร้างพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) อย่างการสร้างชุมชน หมู่บ้าน หรือเมืองสุขภาพดีต้นแบบ ที่มีการออกแบบสภาพแวดล้อมให้บังคับให้ผู้คนต้องมีสุขภาพดี เช่น ต้องเดินเท้า มีอาหารสุขภาพ ก่อนจะขยายผลไปทั่วประเทศ ไปจนถึงการสร้างโคชสุขภาพ อาจจะเป็นอาสาสมัครหรือเภสัชกร ที่จะช่วยผู้คนให้ก้าวข้ามพฤติกรรมแย่ ๆ
ด้านคุณวิเวกเองก็มีปรัชญาในการดูแลสุขภาพ “Good Health by Yourself” สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเอง งเรื่องการเลือกอาหาร การนอนหลับ และการออกกำลังกาย คุณวิเวกเน้นว่าการจะทำตามแนวคิดนี้ให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อให้คนทำตามได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องฝืนจนเกินไป อีกเรื่องที่สำคัญคือการให้ความรู้ให้ผู้คนเข้าใจถึงวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง และมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นเรื่องที่ยากในช่วงแรกก็ตาม

จากมุมมองของทั้ง 2 ท่านนี้จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและการสร้างระบบสาธารณสุขและระบบสุขภาพที่ดีเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คนสุขภาพดี พอคนมีสุขภาพดี คนก็ป่วยน้อยลง ค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณในการทุ่มไปกับการรักษาก็ลดน้อย ขณะเดียวกันคนที่สุขภาพดี ก็มีแนวโน้มที่จะมีความสุข และสามารถสร้างผลผลิตให้กับประเทศได้มากขึ้น
และแนวคิดที่ตรงกันนี้ก็นำมาสู่การสร้างศูนย์ Wellness We care ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่เป็นพื้นที่ในการสร้างประสบการณ์ตรง ให้ผู้รับบริการได้ลงมือปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นคอร์สระยะสั้น 2 วัน 1 คืน ไปจนถึง 1 เดือน เพื่อเรียนรู้การทำอาหารสุขภาพรสชาติไทย ๆ ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้ในระดับหลักพันบาท ผ่านการใช้ Lifestyle Medicine หรือเวชศาสตร์วิถีชีวิต
Lifestyle Medicine ช่วยได้
หมอป๊อป ได้เล่าถึงที่มาในการเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ Wellness We care ว่าในช่วงที่เรียนหมอแล้วเห็นผู้ป่วยต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับการรักษาที่ปลายเหตุเพียงไม่กี่คืน เลยเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม แม้จะเคยร่วมผลักดันนโยบายสาธารณสุขระดับประเทศ แต่เมื่อพบว่าสภาพแวดล้อมจริงยังไม่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน เลยตัดสินใจร่วมงานกับศูนย์ Wellness We care

ซึ่งความเชี่ยวชาญของหมอป๊อป คือ เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ที่บูรณาการ 6 เสาหลัก ได้แก่ การบริโภคอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักและไม่ผ่านการแปรรูป การออกกำลังกายที่ครอบคลุม การดูแลการนอนหลับให้มืด การจัดการความเครียด การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และการหลีกเลี่ยงสารเสพติด
ซึ่งศูนย์แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ตรง (Experiential Center) ผ่านการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสหสาขาวิชาชีพ ผู้รับบริการจะได้ร่วมกิจกรรมภาคปฏิบัติ เช่น คลาสเรียนทำอาหารไทยและเบเกอรีเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำทักษะเหล่านี้กลับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และกลายเป็นแพทย์ที่ดูแลสุขภาพของตนเองที่บ้านได้อย่างยั่งยืน
จากคอนเทนต์นี้ แม้การเปลี่ยนโครงสร้างสาธารณสุขอาจต้องใช้เวลา แต่เราสามารถเริ่มต้นสร้าง ‘สังคมสุขภาพดี’ ได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยตัวเราเอง เมื่อปรัชญา ‘Good Health by Yourself’ ผสานเข้ากับเวชศาสตร์วิถีชีวิต การเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในทุก ๆ วัน ก็อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนไทยสุขภาพดีได้ และช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพดีได้อย่างแท้จริง












