ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| Health
Read More

ไขข้อสงสัย ทำไมคนเราหนาวไม่เท่ากัน ?

เคยสังเกตไหม ? บ่อยครั้งที่เวลาเรานั่งทำงานอยู่ เพื่อนบางคนมักบ่นว่าทำไมวันนี้แอร์ออฟฟิศหนาวจัง ในขณะที่เรากลับรู้สึกว่าไม่เห็นหนาวเลย ออกจะร้อนไปนิดเสียด้วยซ้ำ  หรือแม้แต่บางครั้งเวลาเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน บางคนจะรู้สึกร้อนมากต้องเปิดแอร์อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่บางคนกลับรู้สึกอดทนได้ ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ที่อุณหภูมิเท่ากัน นั่นเป็นเพราะว่าร่างกายของคนเรามีการตอบสนองต่ออุณหภูมิที่ต่างกัน บทความนี้จะพาทุกคนมาหาคำตอบว่าเพราะอะไรคนเราถึงรู้สึกหนาวไม่เท่ากัน ร่างกายเป็นอย่างไรเมื่อเจอกับความหนาวเย็น เมื่อสมองของเรารับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่ลดลง สมองจะส่งสัญญาณไปยังหลอดเลือดเพื่อจำกัดการไหลเวียนของเลือดไปยังผิวหนัง โดยผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายว่ากระบวนการหดตัวของหลอดเลือดนี้จะช่วยป้องกันการสูญเสียความร้อนเพิ่มเติมและปกป้องแกนกลางของร่างกาย และนอกจากการจำกัดการไหลเวียนของเลือดไปยังผิวหนังแล้ว  คนส่วนใหญ่ยังเริ่มมีอาการตัวสั่นอีกด้วย โดยการหดตัวของกล้ามจนเกิดอาการสั่นนี้เป็นการปล่อยความร้อนออกมาเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นนั่นเอง สาเหตุที่ทำให้คนเราหนาวไม่เท่ากัน 1.รูปร่าง ขนาดรูปร่างมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับความหนาวเย็น และมีความสัมพันธ์กับขนาดของเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนังของเรา โดยไขมันจัดเป็นฉนวนกันความหนาวที่ดีเยี่ยม ยิ่งมีไขมันใต้ผิวหนังมากเท่าไร ก็ยิ่งทนกับความหนาวเย็นได้มากขึ้นเท่านั้น จึงไม่แปลกถ้าหากคุณสังเกตจะเห็นว่าคนเจ้าเนื้อส่วนใหญ่มักจะขี้ร้อน หรือทนต่อความหนาวได้ดีกว่าคนที่มีรูปร่างผอมบาง 2.เพศ ร่างกายของผู้หญิงมีมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย จึงสร้างความร้อนจากรูขุมขนน้อยกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงมักรู้สึกหนาวเย็นมากกว่าถึงแม้จะอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิห้องเท่ากันก็ตาม  อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนหรือวัยกลางคนอาจรู้สึกร่างกายอบอุ่นกว่าผู้ชาย ไม่ใช่เพราะพวกเธอมีมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเพราะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางอย่างนั่นเอง ความผันผวนของฮอร์โมนจะส่งผลต่อความรู้สึกหนาว โดยการตอบสนองต่อความเย็นของผู้หญิงจะแตกต่างกันไปในระหว่างรอบเดือน ในขณะที่ผู้ชายระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่สูงขึ้นอาจลดความไวต่อความเย็นได้ 3.อายุ ผู้สูงอายุไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายตนเองได้ เนื่องจากเมื่อเราอายุมากขึ้นระบบเผาผลาญของเราก็เริ่มช้าลง เมแทบอลิซึมที่ช้าลงอาจทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงตามมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะมีภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติและต้องสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดตลอดเวลา อีกทั้งการดำเนินชีวิตแบบอยู่ประจำที่ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายอาจทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้เช่นกัน 4.ความเครียด เมื่อเจอกับเรื่องน่าวิตกกังวล หรือความเครียดจากสิ่งต่าง ๆ แต่ละคนจะมีการตอบสนองทางร่างกายที่ต่างกัน บางคนอาจมีเหงื่อไหลที่มือคล้ายกับอาการของคนที่กำลังตื่นเต้น แต่ขณะเดียวกันบางคนก็อาจรู้สึกหนาวเย็นและตัวสั่นขึ้นมา เป็นเพราะเวลาที่คนเราเครียดร่างกายจะลดประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือด ทำให้รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาดื้อ…
04/08/2023

รู้ตัวก่อนสายไป…สัญญาณเตือนระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นระบบที่ซับซ้อนของเซลล์เม็ดเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ หากคุณพบว่าตัวเองติดเชื้อบ่อย ๆ อาจหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และหากยิ่งปล่อยไว้นานวันโดยไม่หันมาใส่ใจสุขภาพหรือไปพบแพทย์ก็อาจส่งผลร้ายแรงตามมาได้ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาว แอนติบอดี และส่วนประกอบอื่น ๆ รวมทั้งอวัยวะและต่อมน้ำเหลือง ประกอบกันเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อบ่อยกว่าคนอื่น ความผิดปกติหลายอย่างอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้บางคนมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติเหล่านี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง บางอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดในขณะที่บางอย่างเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหาต่อไปนี้  สัญญาณที่บอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน บางครั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายของคุณอาจเกิดการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งมีจากหลายสาเหตุและในบางครั้งการหันมาพักผ่อน หรือแม้แต่การไปหาหมออาจช่วยได้ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยเกินไป คุณอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือโรคเรื้อนกวาง หรือหากระบบภูมิคุ้มกันของคุณเริ่มโจมตีร่างกายของคุณแทนที่จะปกป้องคุณจากโรคต่าง ๆ คุณอาจมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคไขข้ออักเสบหรือโรคเบาหวานประเภท 1 และภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ ได้แก่ โรค celiac, lupus, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ…
04/08/2023

ควรทำอย่างไรกับช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน

หนึ่งในพื้นที่ที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุดนั่นก็คือ “พื้นที่ของการทำงาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมที่รวบรวมคนต่างวัยเอาไว้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับอาวุโส พนักงานระดับช่วงกลาง หรือแม้แต่พนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ และยังมีผู้คนจากหลากหลายตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย เกิดความแตกต่าง ทั้งทางด้านความคิด และทัศนคติที่แตกต่างกันไปได้  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ด้วยกันก็คือ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีจัดการบริหารช่องว่างระหว่างวัยในที่ทำงาน ให้มีความเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น มีความเข้าใจในเรื่องของทัศนคติที่แตกต่างกัน ทำให้ก่อเกิดสังคมการทำงานที่มีคุณภาพ นอกเหนือไปจากการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ก็ยังเป็นอีกหนึ่งการปรับตัวและทำความเข้าใจ ที่จะทำให้คุณไปทำงานอย่างมีความสุขในทุก ๆ วันอีกด้วย  1. อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว  การทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว จะนำไปสู่การปิดกั้นทางความคิดและทำให้เกิดความหมางใจกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสกระทำต่อผู้ที่มีอายุน้อยกว่า หรือผู้ที่มีอายุน้อยกว่า ทำตัวเป็นคนน้ำเต็มแก้วใส่ผู้อาวุโส ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำในที่ทำงานทั้งนั้นเพราะบุคคลในแต่ละช่วงวัยต่างก็มีความรู้มีประสบการณ์ แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงมีความรู้ดี ๆ ให้เรานำมาปรับใช้กับชีวิต และทำงานอยู่เสมอ 2. เปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้ศึกษา และแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ ที่ทำงานอยู่ในวงการหรือธุรกิจนั้น ๆ มาอย่างยาวนาน จะมีประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ในทางกลับกัน คนรุ่นมิลเลนเนียลได้เติบโตขึ้นมาในโลกที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านและทำให้ก่อเกิดการดำเนินธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งบุคคลทั้ง 2 วัยนี้ต่างก็มีเรื่องที่ตนเองถนัดและเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด การแชร์ประสบการณ์ และแชร์ความรู้กัน นอกจากจะเป็นการเพิ่มเติมความรู้แล้ว ก็ยังเป็นการช่วยสร้างความสัมพันธ์…
04/08/2023

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ! หลักจิตวิทยาว่าด้วยการยิ่งห้ามก็ยิ่งทำ

ทำไมถึงห้ามใจไม่ค่อยได้จริงจริ๊ง! ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากทำ คุณเคยรู้สึกเช่นนี้หรือไม่? วันนี้เราจะมาพูดถึงหลักจิตวิทยาว่าทำไมเมื่อคนเราถูกห้ามมักจะยิ่งอยากทำ ยกตัวอย่างเช่น เช่น บางครอบครัวห้ามลูกเที่ยวกลางคืน แต่ลูกก็ยิ่งหนีเที่ยว หรือคุณเจอป้ายที่เขียนในสถานที่ท่องเที่ยวหรือพิพิธภัณฑ์ ที่เขียนว่า “Don't touch” ยิ่งทำให้อยากสัมผัสเข้าไปอีก หรือเจอป้ายที่เขียนว่า “อย่าเดินลัดสนาม” เท้าเจ้ากรรมยิ่งอยากเดินไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าแบบเต็ม ๆ เสียเหลือเกิน วันนี้เรามีคำตอบของเรื่องนี้มาฝากกัน  ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Reactance”  ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า รีแอกแตนซ์ (Reactance) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าเสรีภาพหรือความเป็นอิสระของตนกำลังถูกคุกคามหรือถูกจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ความปรารถนาที่ทำพฤติกรรมต้องห้ามมากขึ้น  เมื่อมีคำสั่งต้องห้าม สิ่งนี้มักจะกระตุ้นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาที่ทำให้บุคคลต้องการยืนยันเสรีภาพของตนเอง และทำสิ่งต้องห้าม ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากความต้องการโดยธรรมชาติของเรา เพราะมนุษย์ต้องการความเป็นอิสระและต้องการควบคุมชีวิตของเราเอง และเมื่อเรารับรู้ว่าเสรีภาพของเราถูกจำกัด ทำให้มักเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากต่อต้านข้อจำกัดนั้น ยิ่งห้ามยิ่งเร้าใจ อยากท้าทายสุด ๆ  ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์แห่งหนึ่งมีการประกาศเตือน ด้วยป้าย POP UP ห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกดคลิกเข้าไปใช้งานเว็บเด็ดขาด! และจากการประกาศเตือนเช่นนี้ บางคนก็อาจรู้สึกอยากไปดูมากขึ้น เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็นหรือความปรารถนาที่จะท้าทายอำนาจในการสั่งห้าม ในทำนองเดียวกัน เมื่อพ่อแม่สั่งห้ามไม่ให้ลูก ๆ ออกไปเที่ยวกลางคืน ก็อาจทำให้ลูกเกิดความรู้สึกถูกจำกัด และเด็กบางคนอาจลงมือฝ่าฝืนกฎของพ่อแม่เพื่อยืนยันความเป็นอิสระของตนเอง  ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปรากฏการณ์ รีแอกแตนซ์…
Yoga
05/11/2019

อันตรายครูโยคะ! แพทย์เตือนครูสอนโยคะมีโอกาสมีปัญหาข้อสะโพกมากกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่าตัว

หนึ่งในการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมทุกยุคทุกสมัยคงหนีไม่พ้น 'โยคะ' เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเกิดความยืดหยุ่นแล้ว การเล่นโยคะยังช่วยฝึกสมาธิ เชื่อมโยงการหายใจกับการเคลื่อนไหวร่างกายได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเมื่อความต้องการมากขึ้น ย่อมต้องมีการตอบสนองเมื่อครูโยคะกลายเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ร่างกายของพวกเขาต้องรับภาระหนักขึ้นเช่นเดียวกัน Benoy Matthews นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านสะโพกและหัวเข่าในสหรัฐเผยว่า ในปัจจุบันนี้มีครูสอนโยคะจำนวนมากมีปัญหาข้อสะโพกที่รุนแรง ซึ่งเกิดจากการใช้งานมากเกินไป ในเดือนเดือนหนึ่งมีครูโยคะ 4-5 คนมารับการรักษาด้วยปัญหาดังกล่าว ส่วนมากเป็นเพราะพวกเขาต้องทำท่าทางซ้ำ ๆ หลายครั้งต่อวันส่งผลให้ข้อต่อสะโพกรับภาระหนักจนเกิดอาการเจ็บป่วยในที่สุด บางคนที่มาพบอาจแก้ปัญหาได้โดยการปรับพฤติกรรม หรือลดระดับท่าโยคะลง แต่ในกรณีที่ร้ายแรงนั่นอาจทำให้พวกเขาต้องผ่าตัด และเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่ทั้งหมด เขากล่าวเสริมอีกว่า ผู้ที่ฝึกโยคะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับบาดเจ็บหรือเกิดปัญหาตามข้อ เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกเกร็งหรือติดขัดบริเวณขาหนีบให้หยุดเล่น คุณควรรู้ถึงขีดจำกัดของร่า'กายตนเอง ก่อนการบาดเจ็บจะเกิดขึ้น ร่างกายคนเราแตกต่างกัน การเคลื่อนไหวในท่าทางใดท่าทางหนึ่งคน ๆ หนึ่งอาจทำได้แต่อีกคนกลับทำไม่ได้ ผู้คนส่วนมากมักจะฝืนร่างกายเพื่อทำท่าทางให้ถูกต้อง มากกว่าที่จะสังเกตร่างกายตนเองซึ่งนั่นจะทำให้คุณได้รับบาดเจ็บได้ Matthews ยังแนะนำอีกว่า การป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บดังกล่าวคือการออกกำลังกายอย่างหลากหลายและไม่หักโหม ครูโยคะส่วนมากมักคิดว่า การเล่นโยคะ 6 วัน/สัปดาห์นั้น เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง เราควรออกกำลังกายแบบอื่นเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายร่วมด้วย อย่างเช่น cardio เป็นต้น เราไม่ปฏิเสธว่าโยคะ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีของการออกกำลังกาย แต่การจะออกกำลังกายในแต่ละครั้งเราควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย เพราะฉะนั้นอย่าฝืนร่างกายกันมากเกิดไปนะคะ อ้างอิง BBC News…
Natnaree TK | 2282 days ago
Read More
31/10/2019

ไม่มีเวลาก็แค่ข้ออ้าง! งานวิจัยเผยคนเรามีเวลามากมายสำหรับการออกกำลังกาย เพียงแค่วางโทรศัพท์เท่านั้น

'ขอโทษ ฉันยุ่งมากจนไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ไว้คราวหน้านะ' ประโยคเด็ดที่คนส่วนมากมักใช้เมื่อต้องการที่จะผลัดวันออกกำลังกายให้เลื่อนออกไปอีกสักวันสองวัน แต่คุณเชื่อไหมว่างานวิจัยเค้าออกมาบอกว่าคำพูดเหล่านี้มันไม่จริง! เพราะเพียงแค่คุณลดเวลาในการเล่นโทรศัพท์ลง คุณก็สามารถมีเวลาไปออกกำลังกายได้แล้ว เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาวารสาร Preventing Chronic Disease ได้ตีพิมพ์การวิเคราะห์ข้อมูลจากชาวอเมริกัน ในปี 2014 - 2016 ราว ๆ 32,000 คนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปตลอด 24 ชม. ไว้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วพวกเขามีเวลาว่างกว่า 5 ชม./วัน แต่กิจกรรมแรกที่พวกเขาใช้เวลาว่างส่วนมากไปกับมันคือการดูโทรทัศน์ หรือ เล่นโทรศัพท์ และ คอมพิวเตอร์ Dr. Deborah Cohen นักวิจัยด้านการแพทย์ของ RAND กล่าวว่า เป็นที่รู้กันดีว่าสาเหตุส่วนมากที่ชาวอเมริกันไม่ไปออกกำลังกายคือไม่มีเวลา แต่จากการเก็บข้อมูลเหล่านี้เราไม่พบว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริง มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน! ก่อนที่คุณผู้อ่านทั้งหลายจะทักท้วงว่าเวลาว่างที่เหล่านักวิจัยเก็บข้อมูลกันพวกเขาอาจต้องเอาเวลานี้ไปซื้อของเข้าบ้าน ทำความสะอาด ทำอาหาร หรือแต่งตัวก็ได้ แต่ทุกคนคะ นักวิจัยได้จัดแบ่งเวลาเหล่านั้นออกไปเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาจำกัดความคำว่า 'เวลาว่าง' ว่าไม่มีอะไรทำ แบบตัดกิจกรรมต่าง ๆ…
Natnaree TK | 2287 days ago
Read More
syringe
30/10/2019

ตรวจพบเชื้อ HIV ในเด็กกว่า 900 คนหลังแพทย์ในปากีสถานใช้เข็มฉีดยาซ้ำ!

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของเชื้อในเมือง Ratodero ปากีสถานในเดือนเมษายนที่ผ่านมา กุมารแพทย์ในเมืองมีการใช้เข็มฉีดยาซ้ำจนทำให้ผลตรวจเลือดในเด็กกว่า 900 คน พบเชื้อ HIV ไม่เพียงเท่านั้นยังพบผู้ใหญ่อีก 200 คน มีผลตรวจติดเชื้อด้วยเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่าในความเป็นจริงน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากกว่าที่รายงาน เพราะมีประชากรไม่ถึง 1 ใน 4 มารับการตรวจในวันนั้น นายแพทย์ Muzaffar Ghanghro กุมารแพทย์ที่คาดว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดดังกล่าวถูกตั้งข้อหาฐานประมาท และและฆาตกรรมหลังจากผู้ป่วยรายงานว่าแพทย์ดังกล่าวใช้เข็มฉีดยาซ้ำ Imtiaz Jalban หนึ่งในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากับนายแพทย์ Muzaffar Ghanghro บอกกับ The New York Times ว่า ตัวเขาเองมีลูก 6 คน และทั้งหมดมารับการรักษากับ Ghanghro นายแพทย์คนนี้ทำการคุ้ยถังขยะเพื่อหาเข็มอันเก่ามาฉีดยาให้กับลูกชายวัย 6 ขวบของเขา เมื่อนาย Jalban เห็นก็คัดค้านการกระทำดังกล่าวแต่นายแพทย์กลับบอกว่า Jalban ยากจนเกินไปที่จะจ่ายค่าเข็มอันใหม่ หลังจากนั้นลูกชายวัย 6 ขวบของเขาถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV ทั้งนี้ ลูกทั้ง 4 ของเขาติดเชื้อ…
Natnaree TK | 2287 days ago
Read More
ไมโครเวฟ
27/10/2019

ตอบคำถาม! อันตรายหรือไม่หากเรายืนอยู่หน้าไมโครเวฟขณะเปิดใช้งาน

ในปัจจุบันนี้ไมโครเวฟกลายเป็นหนึ่งในเครื่องครัวที่ทุกบ้านแทบจะต้องมี ด้วยความสะดวกสบายในการใช้งานทำให้มันเป็นที่นิยมได้อย่างไม่ต้องสงสัย ว่าแต่ในขณะที่คุณกำลังอุ่นมื้ออาหารแสนอร่อยของคุณอยู่นั้น คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเราควรยืนอยู่ห่างจากไมโครเวฟหรือไม่ถึงจะไม่ได้รับอันตรายจากมัน? บางคนแทบไม่คิดมากกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่หลายคนตั้งคำถามและกังวลกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคลื่นไมโครเวฟต่าง ๆ นานา เราอยากจะบอกคุณว่า 'ไม่ต้องกังวล' อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟนั้นเป็นไปได้น้อยมาก อ้างอิงจากกรมอาหารและยาในอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าพอพูดแบบนี้แล้วคุณจะใช้ไมโครเวฟอย่างประมาทได้ อย่างไรก็ตามมันก็มีข้อควรระวังเพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะใช้ไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นอยู่ด้วย คลื่นไมโครเวฟ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีหลายรูปแบบเช่น คลื่นวิทยุ คลื่นแสง รังสี X (X-ray) และรังสีแกรมม่า คลื่นไมโครเวฟก็เหมือนคลื่นวิทยุ มันเป็น non-ionizing radiation หรือหมายความว่ามันไม่สามารถดึงอิเล็กตรอนออกจากอะตอมได้ดังนั้นมันจึงไม่ส่งผลต่อ DNA ของมนุษย์ (อ้างอิงจาก American Cancer Society) ในขณะที่รังสี X (X-ray) และรังสีแกรมม่าสามารถส่งผลต่อ DNA มนุษย์ได้ ถึงแม้ว่าคลื่นไมโครเวฟไม่ได้อันตรายเหมือนรังสี X แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีความเสี่ยง ไมโครเวฟอุ่นอาหารได้ด้วยการสั่นสะเทือนโมเลกุลของน้ำในอาหารทำให้เกิดพลังงานความร้อน โดยทางทฤษฎีมันสามารถอุ่นเซลล์ของเราได้เหมือนกับที่มันอุ่นอาหารเช่นกัน เพราะฉะนั้นมันอาจทำให้เกิดแผลไหม้ หรือต้อกระจกได้ในกรณีที่คลื่นไมโครเวฟเกิดการรั่วไหล (ในกรณีที่ยากมาก ๆ) แน่นอนว่าการผลิตค่อนข้างจะรัดกุมทำให้การรั่วไหลแทบไม่เกิดขึ้นเลย แต่ถึงอย่างนั้น FDA ก็ออกมาเตือนว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น คุณไม่ควรยืนพิง หรือยืนอยู่หน้าไมโครเวฟเป็นเวลานานขณะที่มันถูกใช้งานอยู่…
Natnaree TK | 2290 days ago
Read More
Hearing loss
27/10/2019

ทำไมการฟังเสียงดังถึงส่งผลเสียต่อการได้ยินของคุณ?

ถึงแม้ว่าความสามารถในการได้ยินเสียงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถดังกล่าวก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ตามอายุ แต่รู้หรือไม่ ว่าการฟังเสียงดังตั้งแต่ที่คุณอายุยังน้อย จะบั่นทอนประสิทธิภาพการได้ยินเร็วยิ่งขึ้น ผู้คนส่วนมากมักจะใช้เวลาไปกับการฟังเพลงเสียงดังไม่ว่าจะเป็นในคอนเสิร์ต งานเลี้ยง เทศกาลดนตรี หรือแม้แต่หูฟัง หรือลำโพงที่ห้องของคุณ แน่นอนว่าการเปิดเพลงที่คุณชอบดัง ๆ แล้วร้องไปพร้อม ๆ กับมันป็นความสนุกที่หลายคนทำกัน แต่รู้ไหมการฟังเพลงที่ดังเกินไปอาจทำให้คุณหูตึงเร็วกว่าที่ควร ทำไมเสียงดังถึงส่งผลต่อการได้ยิน? อย่างแรกสิ่งที่ควรรู้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหูตึง หรือสูญเสียการได้ยินมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ตัวนำการสั่นสะเทือนของเสียงในหูเสียหาย ประสาทสัมผัสทางการได้ยินเสีย สูญเสียการได้ยินแบบผสม ความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายของหู ซึ่งการฟังเสียงดังเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินในรูปแบบที่ 2 การสูญเสียประสาทสัมผัสทางการได้ยิน จะเกิดขึ้นเมื่อหูชั้นในได้รับความเสียหาย ผลกระทบส่วนมากจะเกิดกับเซลล์ขนเส้นเล็ก ๆ ที่มีหน้าที่ในการรับประสาทสัมผัสในหูชั้นในของคุณ (stereocilia) เมื่อเซลล์เหล่านั้นเกิดความเสียหาย กระแสประสาทที่จะถูกส่งเข้าไปแปรผลในสมองของคุณก็จะเปลี่ยนไป การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังอาจเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว หรือส่งผลถาวรเลยก็ได้คุณอาจจะเคยเจอเหตุการณ์ดังกล่าวเวลาที่ได้ยินเสียงดัง ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกอะไรก็ตามแต่ในขณะนั้นหูคุณดับไปแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้มักพบได้บ่อยเวลาไปร่วมคอนเสิร์ต บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงนั้นในระยะไกล ทั้ง ๆ ที่มันดังมาก หรือไม่ได้ยินอะไรเลยไปชั่วขณะ การได้รับผลกระทบเช่นนี้ซ้ำ ๆ เป็นการทำลายเซลล์ภายในหูโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่ฉันไม่ได้เปิดหูฟังเสียงดังขนาดนั้นนะ? หลายคนมีความคิดแบบนี้ ซึ่งคนเหล่านั้นมักไม่รู้ว่าผลกระทบจากหูฟังของพวกเค้าอาจให้ผลเช่นเดียวกับการฟังคอนเสิร์ตได้ ความดังที่เราได้จากหูฟังมากสุดอยู่ที่ 139…
Natnaree TK | 2290 days ago
Read More
brain hemorrhages
25/10/2019

AI สามารถช่วยแพทย์ตรวจหาตำแหน่งที่เลือดออกในสมองได้เร็วขึ้น!

ในปัจจุบันความสามารถของ AI มีส่วนช่วยในการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก และในตอนนี้ระบบ AI ก็พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถช่วยแพทย์ระบุถึงตำแหน่งที่เกิดอาการเลือดออกภายในสมองของผู้ป่วยได้แล้ว สภาวะเลือดออกในสมอง เป็นอาการที่ท้าทายการตรวจวินิจฉัยของแพทย์เป็นอย่างมาก เพราะหากเราตรวจเจอมันช้าไป หรือแม้แต่พลาดจุดเล็ก ๆ ไปเพียงแค่จุดเดียวนั่นอาจหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยที่กำลังก้าวเข้าสู่ความตายอย่างช้า ๆ แต่ในตอนนี้เทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว นักวิจัยจาก UC Berkeley และ UCSF ได้ออกแบบระบบที่สามารถตรวจหาอาการเลือดออกในสมองได้แม่นยำไม่แพ้กับนักรังสีวิทยา จากการทดสอบมันทำงานได้ดีไม่แพ้นักรังสีวิทยา 2 ใน 4 คนเลยทีเดียว กระบวนการทำงานของ AI อาศัยการวิเคราะห์ CT Scans กว่า 4,396 ครั้งเพื่อเรียนรู้ ถึงจะเป็นจำนวนที่น้อย แต่นักวิจัยจาก UCSF กล่าวว่า ความผิดปกติที่มองเห็นอยู่ในระดับ Pixel การเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยมาก แต่ก็เหมือนกับระบบ AI อื่น ๆ มันไม่สามาถทำงานแทนที่แพทย์ได้ 100% เพียงแต่ว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะช่วยประหยัดเวลาในการตรวจหา และวินิจฉัยของแพทย์ในกรณีฉุกเฉินมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบนี้ยังคงถูกพัฒนาต่อไปแต่เชื่อว่าในอนาคตมันจะถูกนำเข้ามาประยุกต์ใช้กับวงการแพทย์ เพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้น อ้างอิง Engadget   พิสูจน์อักษร…
Natnaree TK | 2292 days ago
Read More
Microplastic
23/10/2019

นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์! มีไมโครพลาสติกทุกที่แม้แต่ในอาหารทะเลจานโปรดของคุณ

เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยพลาสติกจำนวนมาก พลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ที่แม้แต่ตาเปล่าก็มองไม่เห็น หรือในตอนนี้ทุกคนรู้จักมันในชื่อ ไมโครพลาสติก กำลังปะปนอยู่ทั่วไปในอากาศ ในเครื่องใช้ หรือแม้แต่ในของกินของเรา ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร บางชนิดสามารถล้างออกได้ง่ายด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้า หรือที่เช็ดเครื่องสำอางค์ ส่วนพลาสติกขนาดใหญ่จะต้องอาศัยระยะเวลา สายลม คลื่น และแสงแดดในการสลายตัว แต่สุดท้ายไม่ว่าพวกมันจะมาจากไหนไมโครพลาสติกส่วนมากก็จะไหลลงสู่ทะเล และถูกสิ่งมีชีวิตในทะเลกลืนเข้าไปอยู่ดี รวมถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เรานำมาประกอบอาหารในอนาคต หลายคนอาจไม่เชื่อว่าสัตว์ทะเลนั้นเต็มไปด้วยไมโครพลาสติก The Verge จึงทำการพิสูจน์ว่ามีไมโครพลาสติกในสัตว์ทะเลที่กำลังจะกลายมาเป็นอาหารมื้ออร่อยของเราจริง หรือไม่ พวกเขาทำการทดลองโดยการนำกุ้งสดมุ่งหน้าไปยังห้องแลบของมหาวิทยาลัย Columbia ที่ที่ Debra Magadini จะสามารถช่วยเราในการหาสิ่งปนเปื้อนที่มากับกุ้งด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ Debra Magadini ทำการทดลองโดยการนำกระเพาะกุ้งออกมาใส่หลอดทดลองและผสมสาร หลังจากนั้นจึงนำมาตรวจสอบด้วยการส่องใต้รังสี UV เราพบว่าในกระเพาะของกุ้งทุกตัวที่นำมาทดลองเต็มไปด้วยไมโครพลาสติกไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนของหลอด ถุงพลาสติก หรือแม้แต่ขวดน้ำ นั่นหมายความว่าพลาสติกถูกปะปนอยู่ในสัตว์เหล่านี้จริงๆ https://youtu.be/r49fl59mFtU อ้างอิง The Verge   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2295 days ago
Read More
นักบินอวกาศหญิง
22/10/2019

รู้หรือไม่! ผู้ชายและผู้หญิงได้รับผลกระทบจากการอยู่ในอวกาศไม่เหมือนกัน

ตลอดระยะเวลาแห่งการสำรวจอวกาศ มีมนุษย์กว่า 564 คน ขึ้นสู่ชั้นวงโคจร และ 65 คนในนั้นเป็นผู้หญิง ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นไปบนอวกาศเป็นชาวรัสเซีย Valentina Tereshkova ในปี 1963 แต่ในอีก 20 ปี ต่อมา NASA ก็สามารถส่งนักบินอเมริกาหญิงคนแรกขึ้นไปได้เช่นกัน ในปี 1983, Sally Ride เป็นนักบินอเมริกาหญิงคนแรกได้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ (แต่เธอเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ที่ได้ไปอวกาศ) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในวงการนักบิน ดร. Varsha Jain นรีแพทย์อวกาศ เธอเป็นหนึ่งในแพทย์วิชาการคนแรกที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ปัจจุบันเธอเป็นสมาชิกของการฝึกอบรมการวิจัยสตรีในปี 2562 ที่ศูนย์ MRC เพื่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่มหาวิทยาลัย Edinburgh เธอให้สัมภาษณ์กับ BBC Radio 5 Live ถึงผลกระทบที่น่าสนใจบนอวกาศผ่านการถามตอบกับ Emma Barnett ผู้ดำเนินรายการไว้ว่า การปรับตัวในอวกาศของผู้ชาย และผู้หญิงต่างกันไหม? การปรับตัวเข้ากับพื้นที่ในอวกาศของทั้งผู้ชายและผู้หญิงค่อนข้างเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่อวกาศ…
Natnaree TK | 2296 days ago
Read More
Toilet
21/10/2019

เตรียมพบส้วมอัจฉริยะ! ที่สามารถสแกนโรคภัยไข้เจ็บผ่านการขับถ่ายของคุณ

มันอาจฟังดูแปลกแต่ในอนาคตส้วมอาจกลายเป็นเหมือนหมอส่วนตัวของคุณ โดยบริษัท Micron กำลังพัฒนาส้วมอัจฉริยะที่ใช้ระบบ AI เข้าประมวลอาการเจ็บป่วยผ่านของเสีย เพื่อประเมิณความเสี่ยง และสภาวะสุขภาพของคุณ ส้วมอัจฉริยะนี้จริง ๆ แล้วมันถูกผลิตมาเพื่อประเมิณสภาวะความเจ็บป่วยในช่วงแรกเริ่มของร่างกาย นอกจากนี้ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถเก็บเป็นข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับอาการแรกเริ่มของโรคบางโรคเพื่อให้เราสามารถทำความเข้าใจอาการแสดงของโรคได้ชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย หัวหน้าผู้บริหารของหน่วยความจำเทคโนโลยีชิปไมครอน Sanjay Mehrotra กล่าวว่า ในขณะที่แพทย์กำลังเดินหน้าเพื่อที่จะหาสาเหตุ และวิธีการป้องกันของโรคภัยต่าง ๆ ส้วมอัจฉริยะนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับคนทั่วไป พวกเขาสามารถตรวจเช็คสุขภาพของเขาได้วันต่อวันแทนที่จะต้องไปหาหมอทุก ๆ 6 เดือน คุณสามารถรับรู้สถานะสุขภาพของคุณได้ผ่านการตรวจปัสสาวะ และอุจจาระ นั่นทำให้ผู้ใช้งานสามารถรู้ถึงโรคภัยที่กำลังจะเกิดได้เร็วขึ้น และวางแผนการรักษาได้ทัน อย่างที่กล่าวไปข้างต้นส้วมอัจฉริยะนี้จะใช้การตรวจวิเคราะห์ผ่านปัสสาวะ และอุจาระ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่แพทย์ใช้ในการตรวจวิเคราะห์สุขภาพของผู้ป่วยมากที่สุด การตรวจอุจจาระจะทำให้เราทราบถึงการทำงานของระบบย่อยอาหาร  การทำงานของลำไส้ และการตรวจปัสสาวะจะทำให้เรารู้ถึงสุขภาพของไต ตับ และเบาหวาน ที่สำคัญผู้ผลิตเชื่อว่าส้วมอัจฉริยะนี้จะสามารถทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ในอนาคต คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าในอุจจาระของเรานั้นมีแบคทีเรียเป็นส่วนประกอบมากกว่าอาหารเก่ามากถึง 50-80% เมื่ออุจจาระถูกขับออกมาแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ก็จะเคลื่อนผ่านออกมาด้วย และนั่นจะเป็นตัวบอกเราว่าตอนนี้ในร่างกายของคุณเป็นอย่างไร ผลการประเมิณจะถูกส่งเข้าไปยังมือถือ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วแต่บริษัทจะพัฒนาในอนาคต ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่กว่าที่เราจะได้เห็นส้วมอัจฉริยะนี้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์นี้จะถูกนำออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพแน่ ๆ อ้างอิง Techgrabyte   พิสูจน์อักษร : สุชยา…
Natnaree TK | 2297 days ago
Read More
บุหรี่ไฟฟ้า
19/10/2019

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย! ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 33 รายแล้ว

จากที่เคยมีข่าวผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่กี่รายก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาเตือนประชาชนถึงโทษและผลกระทบที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงหาข้อสรุปที่แน่นอนถึงความอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตได้พุ่งสูงไปถึง 33 รายแล้วทั่วโลก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากโรคปอดที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 33 คน จาก 26 คนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 17-75 ปี โดยเฉลี่ยแล้วผู้เสียชีวิตมีอายุเฉลี่ย 44 ปี ยิ่งไปกว่านั้นการระบาดของโรคดังกล่าวยังคงเพิ่มสูงขึ้นจาก 1,300 รายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็น 1,479 รายในสัปดาห์นี้ และ 80% ของผู้ที่เป็นโรคปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอายุต่ำกว่า 35 ปีทั้งนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสาเหตุของอาการดังกล่าวเกิดจากสารเคมีที่อยู่ในบุหรี่ไฟฟ้า แต่อย่างที่ทาง Livescience ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่าทางทีมวิจัยยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีสารใดในบุหรี่ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดอาการ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ CDC ได้ออกมากล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ THC (สารที่พบได้ในกัญชา) ว่าอาจมีความสัมพันธ์กับอาการป่วย เพราะผู้ป่วย 3 ใน 4 ราย ยอมรับว่าพวกเขาใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มี THC เป็นส่วนประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ CDC ก็กำลังเร่งหาสาเหตุที่มาของอาการป่วยดังกล่าวให้แน่ชัดยิ่งขึ้นเพื่อทำการป้องกัน…
Natnaree TK | 2298 days ago
Read More
19/10/2019

งานวิจัยเผย! ผู้ที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไปสามารถเป็นหอบหืดได้

นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับไขมันตัวร้ายที่อยู่ในร่างกายของเรา นอกจากมันจะสามารถสะสมในตับ และส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เผยว่า มันสามารถเข้าสะสมที่ผนังทางเดินหายใจของคุณ และทำให้ปอดของคุณทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย เป็นที่รู้กันมานานว่ากลุ่มคนที่มีภาวะ obese (น้ำหนักเกิน) จะมีอัตราการเป็นโรคหอบหืดมากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ แต่เป็นเวลาหลายปีที่ความเชื่อมโยงระหว่างโรคหอบ และความอ้วนยังไม่เป็นที่แน่ชัด บ้างก็ว่า เพราะน้ำหนักมากเกินไปส่งผลโดยตรงต่อแรงดันในปอดทำให้หายใจลำบาก บ้างก็ว่าโรคอ้วนทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายจึงก่อให้เกิดโรคหอบหืดได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อวันที่ 17 ตค. ที่ผ่านมาวารสาร European Respiratory ได้ตีพิมพ์เรื่องราวการค้นพบใหม่ที่ค้นคว้าร่วมกับ Peter Noble ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Western Australia ใน Perth เขาได้กล่าวในงานแถลงไว้ว่า การสะสมของไขมันสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของผนังทางเดินหายใจในลักษณะของการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบได้ง่ายมากขึ้น แต่นี่เป็นการค้นพบเบื้องต้นงานยังคงต้องศึกษาหาความสัมพันธ์ในเรื่องของการลดน้ำหนักเพื่อลดอาการหอบ และการเกิดโรคหอบจากเนื้อเยื่อไขมันให้แน่ชัดอีกที แต่ไม่ใช่ว่าข้อมูลที่นักวิจัยกล่าวมาเขาจะยกกันมามั่ว ๆ เพราะก่อนหน้านี้ John Elliot นักวิจัยอาวุโสจากโรงพยาบาล Gairdner ได้ทำการตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์ในเบื้องต้นมาแล้ว Noble,Elliot และทีมได้ทำการศึกษาเนื้อเยื่อในศพของผู้เสียชีวิต 52 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือคนที่เสียชีวิตจากโรคหอบ จำนวน 16 ราย ผู้ที่เป็นโรคหอบแต่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่น จำนวน 21…
Natnaree TK | 2299 days ago
Read More
โรคซึมเศร้า
17/10/2019

บอกเล่าประสบการณ์! คนที่ฆ่าตัวตายพวกเขาไม่ได้อยากตาย พวกเขาแค่อยากหลบหนีจากความเจ็บปวด

ช่วงนี้ข่าวการฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้า กำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก และหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับคนที่เข้าใจ หรือเคยมีอาการดังกล่าว วันนี้เราอยากจะยกส่วนหนึ่งของบทความใน Thought Catalog ที่เขียนโดย Bria Barrows หนึ่งในผู้ที่เคยผ่านภาวะซึมเศร้าและเอาชนะมันได้มาบอกเล่าให้ชาวแบไต๋ฟัง คุณรู้หรือไม่ว่า 1 ใน 5 ของคนส่วนมากเคยมีปัญหาสุขภาพจิต และนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อการดำเนินชีวิตของเราก้าวผ่านเข้ามายังจุด ๆ หนึ่งความคิดฆ่าตัวตายจะโผล่เข้ามาในหัวของพวกเขา สำหรับคนที่ไม่เคยมีความคิดฆ่าตัวตายเลย คงจะไม่เข้าใจ บางทีก็หัวเราะกับความคิดบ้า ๆ เช่นนี้ คุณอาจจะบอกพวกเขาว่า เห้ย! พรุ่งนี้ยังมีหวัง นึกถึงแสงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้สิ อาหารเช้ามื้ออร่อยในวันถัดไป หรือแม้แต่ความสนุกที่รอคอยอยู่ในวันข้างหน้า แต่สำหรับคนที่มีความคิดฆ่าตัวตายสิ่งเหล่านั้นไม่ช่วยอะไรเลย สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า และมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย พวกเขาจะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดภายในจิตใจที่สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ หากจะอธิบายให้ชัดเจนอีกสักหน่อยก็คือ ความเครียดความกดดันต่างๆ สามารถฆ่าคุณได้ ในแต่ละวันคุณต้องใช้สมองในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสังคม การกินอาหาร การเรียนรู้ การทำงาน คุณต้องใช้สมองของคุณในการประมวลความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อแสงแดดยามเช้าสัมผัสร่างกาย หรือแม้กระทั่งการรับรู้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการจูบเช่นเดียวกัน แต่คนที่เค้ามีความเครียด หรือมีสภาวะซึมเศร้าเค้าจะไม่รู้สึกถึงสัมผัสเหล่านั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะที่มีความโดดเดี่ยวอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะไม่รู้สึกสนุกสนานไปกับงานปาร์ตี้ งานง่าย…
Natnaree TK | 2300 days ago
Read More
ยาสีฟัน
17/10/2019

แพทย์เตือน! หยุดใช้ยาสีฟันป้ายน้องชาย และน้องสาวของคุณเวลามีเพศสัมพันธ์ได้แล้ว

ฟังดูแปลกแต่แพทย์จาก Nigeria ได้ออกมาเตือนเหล่าวัยรุ่นทั้งหลายเกี่ยวกับความเชื่อผิด ๆ ของยาสีฟันไว้ว่า ยาสีฟันไม่ได้ช่วยทำให้พวกคุณมีความสุขในระหว่างมีเพศสัมพันธ์มากขึ้นอย่างที่เข้าใจผิดกัน และที่สำคัญมันยังเป็นอันตรายต่อน้องชาย และน้องสาวของพวกเขาอีกด้วย ที่ Nigeria มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าการนำยาสีฟันป้ายที่บริเวณช่องคลอดจะช่วยกระชับช่องคลอดได้ จึงมีประชาชนส่วนหนึ่งนำวิธีนี้ไปใช้ สำหรับคุณผู้หญิงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะพื้นผิวบริเวณช่องคลอดนั้นบอบบาง และเต็มไปด้วย Normal Flora (แบคทีเรียประจำถิ่นที่จะช่วยกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อในพื้นที่นั้น ๆ ) ดร. Oluwole Yusuf กล่าวว่า การใช้ยาสีฟันซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนมากเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และฆ่าแบคที่เรียเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อง่าย และมีบุตรยากในอนาคต คราวนี้มาทางฝั่งของคุณผู้ชาย ชาว Nigeria มีความเชื่อว่า การป้ายยาสีฟันลงบนอวัยวะเพศของพวกเขาจะสามารถช่วยชะลอการหลั่งเร็ว และแก้อาการเสื่อมสมรรถภาพได้ จนถึงขั้นมีคลิปวิดีโอแนะนำวิธีการทำออกมาเผยแพร่ใน youtube แบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงน้ำมันสะระแหน่ และสารเคมีอื่น ๆ รวมถึงสารฟอกขาวที่อยู่ในยาสีฟันนั้น อาจทำให้ผิวบริเวณอวัยวะเพศของคุณเกิดอาการไหม้ และเป็นแผลผุพองได้ ที่สำคัญพวกคุณไม่ควรใช้ยาสีฟันแทนสารหล่อลื่นเช่นกัน รู้อย่างนี้แล้วใครที่มีความเชื่อแบบนี้อยู่ก็หยุดเลยนะคะ เก็บยาสีฟันไว้แปรงไว้ตามที่มันสมควรถูกใช้นั่นละค่ะดีแล้ว อ้างอิง IFLScience   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2300 days ago
Read More
16/10/2019

Malisen ยาที่ถูกผลิตมาเพื่อเด็กคนเดียว! หรือนี่จะเป็นอนาคตใหม่ทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Malisen ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ที่เรากำลังจะได้ใช้กันหรอกนะ แต่มันเป็นชื่อยาที่ถูกศึกษา วิจัย และพัฒนามาเพื่อคน ๆ เดียว! ใช่แล้วยาตัวนี้จะใช้รักษาและได้ผลดีกับเด็กเพียงคนเดียวเท่านั้น งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์เมื่อวันพุธในวารสาร New England Journal of Medicine นักวิทยาศาสตร์ได้รายงานเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวยาที่มีผลในการลด หรือหยุดอาการแสดงหลายอย่างของโรค จะส่งผลข้างเคียงถึงชีวิตได้ในอนาคต (ยิ่งกับเด็กแล้วมันจะแสดงอาการตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่น) หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อนแนวคิดที่ว่าจะสร้างยาที่สามารถออกฤทธิ์ได้เฉพาะบุคคลนั้นคงฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อเจ้อ  แต่นักวิทยาศาสตร์ได้คิดหลักการ Antisense oligonucleotides ขึ้นมา โดยยาที่ออกฤทธ์ภายใต้หลักการดังกล่าวจะเข้ายับยั้งการแสดงออกบางอย่างของยีนที่เราไม่ต้องการ แต่ด้วยวิทยาการในยุคนั้นทำให้ไม่มีการสานต่อยาดังกล่าวว่ามีความเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่ในปัจจุบันนี้ Malisen คือคำตอบของความสำเร็จนั้น แต่มันจะสามารถรักษาได้เฉพาะกับโรคที่มีความผิดปกติของยีนเท่านั้น และในกรณีของ Mila Makovec เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่มีอาการ Batten disease ก็เช่นกัน Batten disease เป็นโรคที่หายากมาก ๆ เราจะพบในเด็กเพียง 2,4 คน จากเด็ก 100,000 คนในอเมริกาที่มีอาการดังกล่าว อาการเริ่มแรกจะแสดงออกเมื่อเด็กเริ่มมีอายุ 3 ขวบ เด็กที่มีความผิดปกติมักจะได้รับยีนที่ไม่สมบูรณ์จำนวน…
Natnaree TK | 2302 days ago
Read More
04/10/2019

ผลวิจัยชี้! ผู้ชายใช้เวลาเฉลี่ย 7 ชั่วโมงต่อปีในการหาความสงบ และหลีกหนีความวุ่นวายในห้องน้ำ

ฟังเหมือนจะตลกแต่มันคือเรื่องจริงเพราะได้มีการทำวิจัยสำรวจจากประเทศอังกฤษแล้วว่า 1 ใน 3 ของผู้ชายอังกฤษจะเลือกเข้าไปอยู่ในห้องน้ำหากพวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัว และความสงบ ไม่ว่าใครก็ต้องการเวลาส่วนตัวกันทั้งนั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าผลการวิจัยสำรวจจากประเทศอังกฤษเขาเผยว่า หนุ่ม ๆ เมืองผู้ดีเขาชอบเข้าไปเก็บตัวในห้องน้ำหากเขาต้องการเวลาส่วนตัวจากลูก คนรอบตัว หรือแม้แต่แฟนสาวของเขาด้วยเช่นกัน จากการสำรวจคน 1,000 คนพวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันถึงพื้นที่อันสงบสุขในห้องน้ำไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามดูเหมือนว่ามันจะเป็นที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกได้รับความเป้นส่วนตัวมากทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องน้ำ Pebble Grey หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า ถึงแม้ว่าการปลีกตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องน้ำจะดูเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณผู้ชายแต่ในความเป็นจริงแล้ว 1 ใน 10 ของผู้ชายที่หลบเข้าห้องน้ำเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายรอบข้างนั้นก็ยังคงถูกขัดจังหวะความเป็นส่วนตัวอยู่ดี นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า 45% ของผู้ตอบแบบสอบถาม การหาเวลาให้ตัวเองเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ และอีก 1 ใน 4 กล่าวว่าพวกเขาไม่ถูกเคารพความเป็นส่วนตัวจากแฟนของพวกเขาเท่าไหร่นัก และอีก 25% ยอมรับว่าเค้าไม่รู้จะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรดีหากไม่ได้หลบไปอยู่กับตัวเองในห้องน้ำสักพัก 14% ยังบอกด้วยว่าพวกเขาจะเอาของเช่นพวก นิตยสาร หนังสือ หรือแม้กระทั่งอาหารเข้าไปนั่งกินในห้องน้ำด้วยในตอนที่พวกเขาต้องใช้เวลากับตัวเอง ไม่ใช่แค่เพียงผู้ชายเท่านั้นแต่ดูเหมือนว่าคนส่วนมากจะเลือกใช้ห้องน้ำเป็นสถานที่ในการปลีกตัว และหลบหนีจากสังคมรอบข้าง แล้วคุณล่ะเคยหนีความวุ่นวายแล้วเข้าไปนั่งพักในห้องน้ำกันบ้างรึเปล่า? อ้างอิง Mirror   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2313 days ago
Read More
03/10/2019

งานวิจัยชี้! นอนกลางวันวันละนิดช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้

สำหรับวัยทำงาน หรือนักศึกษาที่กำลังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือจดแลคเชอร์กันอย่างตั้งใจ คงปฏิเสธความง่วงที่มาเยี่ยมเยียนเราในช่วงบ่าย ๆ ของวันไม่ได้จริงไหมคะ บางคนทนไม่ไหวจนต้องขอเวลานอกไปงีบบ้างก็มี และหลายคนก็อาศัยเครื่องดื่มเป็นตัวช่วยปลุกให้ตื่นอยู่เสมอ แต่งานวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย Lausanne ได้บอกไว้ว่าจริงๆแล้วการนอนกลางวันวันละนิด 1-2 ครั้ง/สัปดาห์สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า 50% เลยทีเดียวค่ะ ทีมวิจัยได้ทำการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาการงีบหลับตอนกลางวันกับความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการตามเก็บข้อมูลในผู้ที่มีอายุ 35 - 75 ปี จำนวน 3,462 คน เป็นเวลากว่าปี 5 ปี พบว่าคนที่ชอบงีบกลางวันประมาณ 5 นาที - 1 ชั่วโมง/วัน 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ มีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 48% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่นอนกลางวันเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเอะอะก็จะนอนอย่างเดียวนะคะ เพราะในงานวิจัยก็ได้เตือนไว้เช่นกันว่าการนอนกลางวันบ่อย และมากเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน อ้างอิง ScienceDaily   พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
Natnaree TK | 2315 days ago
Read More

PR Partners

See All
Read More

แจ้งเหตุฉุกเฉิน ! หน่วยกู้ภัย Canva บุก Bangkok Design Week 2026 ปั๊มหัวใจงานดีไซน์ให้ฟื้นคืนชีพ

ใครที่งานออกแบบกำลังเข้าขั้นโคม่า หรือไอเดียกำลังหมดลมหายใจ โปรดทราบ ! "หน่วย Canva กู้ภัยดีไซน์ฉุกเฉิน" (Canva Design Rescue) ได้มาปักหลักกลางงาน Bangkok Design Week 2026 แล้ว ภายใต้ภารกิจสุดเร่งด่วนที่จะเปลี่ยนวิกฤตงานดีไซน์ให้กลายเป็นโอกาส ตามธีมงานปีนี้อย่าง Design S/O/S ลืมภาพบูธแสดงงานทั่วไปไปได้เลย เพราะ Canva ยกขบวนรถกู้ภัยสีสันสะดุดตามาจอดเทียบท่า พร้อมทีมกู้ชีพที่ไม่ได้มาแค่โชว์ แต่มาเพื่อช่วยจริง ๆ ไม่ว่าจะพรีเซนเทชันป่วยใกล้เดดไลน์, เรซูเม่ที่ชีพจรแผ่วเบาเล่าตัวตนไม่ชัด, หรือโปสเตอร์ที่ยังขาดความโดดเด่น
02/02/2026

ททท. จับมือ Reignwood ดึงแข้งระดับโลกมาดวลกอล์ฟ ใน Reignwood Icons of Football 2026

ใครจะไปคิดว่าเราจะได้เห็นภาพนี้ในไทย ! สำหรับการแข่งขันกอล์ฟครั้งประวัติศาสตร์ที่รวมตำนานนักเตะระดับโลกมาดวลกอล์ฟกัน ณ สนาม Robinswood Golf Club เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับ รายการ Reignwood Icons of Football 2026 ปรากฏการณ์นี้เป็นผลงานจากความร่วมมือกันระหว่างทาง เรนวูด กรุ๊ป ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น World Class Event & Sport Tourism Destination โดยการแข่งขันครั้งนี้เป็นแบบแมตช์เพลย์ แบ่งออกเป็น 2 ทีม คือ Team England และ Team World บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ของ Reignwood Park จังหวัดปทุมธานี ตัวสนามถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทัวร์นาเมนต์ระดับโลก ด้วยขนาด 18 หลุม ความยาวถึง 7,591 หลา รองรับไลฟ์สไตล์ Ultra-Luxury…
29/01/2026

ไฮเออร์ (Haier) พลิกโฉมเซ็นทรัลเวิลด์ ส่ง “เครื่องซักผ้า 3 ถัง” ระดับ Champion ลงสนามปี 69

เมื่อยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ของโลกอย่าง ไฮเออร์ (Haier) ที่ครองแชมป์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง 17 ปีซ้อน ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่กำลังจะเปลี่ยน "งานบ้าน" ให้เป็น "ไลฟ์สไตล์ระดับแชมป์" ทางไฮเออร์ตั้งเป้าสู่การเป็น Global Lifestyle Brand อย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ เริ่มต้นปีด้วยการเล่นใหญ่ผ่านแฟลกชิปอีเวนต์ ‘Champion Your Haier Life ไฮเออร์ เปิดโหมดแชมป์ให้กับชีวิต’ ป็อปอัพสโตร์ระดับโลกมาแลนดิ้งใจกลางกรุงเทพฯ ณ ลานด้านหน้า CentralwOlrd เป็นครั้งแรก ในงานนี้ ไฮเออร์ได้ชูโรงผลิตภัณฑ์กลุ่ม Champion-Grade โดยเฉพาะนวัตกรรมเครื่องซักผ้าที่จะมาเปลี่ยนการซักผ้าแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่าง Triple-Drum รวบตึงการซัก 3 ถังในรอบเดียว ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบด้วยเครื่องซักผ้าที่สามารถซักผ้าหลากหลายรูปแบบพร้อมกันได้ในเครื่องเดียว ไม่ต้องรอคิวซักทีละถัง L+ Series จบ ครบ ทั้งซักและอบ ถังซักขนาดใหญ่ถึง 607 มิลลิเมตร โปรแกรมซักอัตโนมัติ 20 รูปแบบ และโหมดขจัดคราบเฉพาะทางมากถึง 26…
29/01/2026

อว. จับมือ NetDragon – EDA ปั้น “สะพานอัจฉริยะ” พลิกโฉมเด็กไทยสู่ยอดฝีมือ AI แห่งยุคดิจิทัล

ทิศทางของ 'เด็กไทย' ผู้เป็นอนาคตของชาติในยุค AI จะเป็นแบบไหน ผู้ใหญ่ในประเทศก็มีส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนและปูทางให้กับพวกเขา ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NetDragon และ บริษัท EDA (Thailand) ในการขับเคลื่อนประเทศไทยผ่านนวัตกรรม AI ภายใต้แนวคิดการสร้างระบบนิเวศ Learning-to-Career เพื่อผลักดันให้นักศึกษาไทยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการเรียนรู้ สู่การเป็นบุคลากรคุณภาพที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการในยุค AI ไม่ว่าจะเป็น ภายในงาน ดร. พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.อว. ได้ชี้ให้เห็นว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ทักษะการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล กระทรวงฯ จึงเร่งเดินหน้าแผน Re-skill และ Up-skill เพื่อลดช่องว่างทางทักษะและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของคนไทย ด้าน ดร. พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ระบุว่าปัจจุบันได้นำร่องหลักสูตร AI ในมหาวิทยาลัยแล้ว 6 แห่ง และเตรียมขยายผลไปยังสถาบันกว่า 250…