Tags
| จิตวิทยา
27/07/2025
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 365 days ago
แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI เผย ‘ข้อความแชตกับ AI ใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้’
แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ได้ไปออกพอดแคสต์ช่อง Theo Von พร้อมได้แสดงความกังวลถึงการที่คนยุคใหม่พึ่งพา AI ในฐานะที่ปรึกษาทุก ๆ เรื่อง ทั้งการเงิน ปัญหาชีวิต หรือบำบัดสุขภาพจิต โดยพร้อมที่จะเล่าเรื่องราวที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อนและอ่อนไหวให้กับ AI รับรู้ โดยเขาย้ำในพอดแคสต์ว่าการสนทนาในลักษณะการบำบัดหรือปรึกษากับ AI นั้น ไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย ซึ่งต่างจากการที่เราไปพบที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ อย่างนักจิตวิทยา นักบำบัด ทนายความ หรือจิตแพทย์ที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลละเอียดอ่อนที่ได้เล่าให้กับพวกเขาฟัง หรือ 'Legal Privilege' (สิทธิพิเศษในการไม่เปิดเผยข้อมูล) นั่นหมายความว่า หากผู้ใช้งานเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่สุดผ่านการแชตกับ AI แล้วเกิดคดีความหรือการฟ้องร้องขึ้นมาในอนาคต OpenAI อาจถูกบังคับตามกฎหมายให้ส่งมอบข้อมูลบทสนทนาดังกล่าวเพื่อใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ ซึ่งตัวเขาเองมองว่าเป็นปัญหาที่วุ่นวายอย่างมาก และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและวางแผนรับมือให้เร็วที่สุด สิ่งที่ตอกย้ำความเสี่ยงนี้คือ นโยบายการจัดการข้อมูลของ OpenAI เอง ซึ่งแตกต่างจากการสนทนาผ่านแอปพลิเคชันที่เข้ารหัสอย่าง WhatsApp หรือ Signal โดย OpenAI สามารถเข้าถึงบทสนทนาระหว่างผู้ใช้กับ…18/07/2024
การเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกบุคลิกภาพของเจ้าของ
การเลี้ยงสัตว์เป็นสิ่งที่หลายคนเลือกทำเพื่อเพิ่มความสุขและสีสันในชีวิต สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดไม่เพียงแค่เป็นเพื่อนที่ดี แต่ยังสะท้อนถึงบุคลิกภาพและลักษณะเฉพาะตัวของเจ้าของด้วย การเลือกเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ นอกจากจะบ่งบอกถึงความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว ยังสามารถบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเจ้าของได้เช่นกัน การเลี้ยงสัตว์เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้ฝึกฝนความรับผิดชอบ ความอดทน และการดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงของเรา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงยังสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเราอีกด้วย มาดูกันว่า การเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับบุคลิกภาพของเจ้าของได้บ้าง 1. สุนัข บุคลิกภาพ: ผู้ที่เลี้ยงสุนัขมักจะเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ชอบเข้าสังคม และมีความอดทน สุนัขเป็นสัตว์ที่ต้องการการดูแลและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของมีความรับผิดชอบและใส่ใจในสุขภาพของสัตว์เลี้ยง 2. แมว บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงแมวมักจะเป็นคนที่มีความเป็นอิสระ ชอบความสงบ และมีความคิดสร้างสรรค์ แมวเป็นสัตว์ที่ดูแลตัวเองได้ดี และต้องการพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความเข้าใจและเคารพในความเป็นอิสระของผู้อื่น 3. นก บุคลิกภาพ: เจ้าของนกมักจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ รักความสวยงาม และมีความสงบ นกเป็นสัตว์ที่มีสีสันและเสียงร้องที่ไพเราะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของชื่นชอบความงามและความรื่นรมย์ในชีวิต 4. ปลา บุคลิกภาพ: คนที่เลี้ยงปลามักจะเป็นคนที่มีความใจเย็น ใส่ใจในรายละเอียด และมีความสงบ การดูแลตู้ปลาให้สะอาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับปลา ต้องการความอดทนและการดูแลอย่างต่อเนื่อง 5. หนูแฮมสเตอร์ หรือหนูตะเภา บุคลิกภาพ: เจ้าของหนูแฮมสเตอร์หรือหนูตะเภามักจะเป็นคนที่ชอบความน่ารัก ความสนุกสนาน และมีความเป็นเด็กในใจ หนูเหล่านี้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและชอบเล่น ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของมีความใส่ใจและชื่นชอบความสนุกสนานในชีวิต…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 739 days ago
Read More18/07/2024
การนินทา การสื่อสารที่ทรงพลัง ใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์
“การนินทา” เป็นการกระทำที่มักถูกมองในแง่ลบ แต่จะทำยังไงละถึงจะเทิร์นให้เป็นข้อดีได้ มาดูจิตวิทยาของการนินทา และกลยุทธ์ที่จะใช้การนินทาให้เป็นประโยชน์กัน ประโยชน์ของ “การนินทา” คือ การสร้างสายสัมพันธ์ทางสังคม ทำยังไงให้เกิดประโยชน์? ต้องเริ่มจากการนินทาในเชิงบวก+ และสุดท้าย คือ ไม่นินทาคนอื่น ด้วยเรื่องเท็จ! หรือเรื่องที่ไม่เป็นความจริง อย่าพยายามตีไข่ใส่สี พูดแต่เฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือมีหลักฐานเท่านั้น เพราะนอกจากจะทำให้คนอื่นเสียหายด้วยเรื่องโกหกแล้ว สิ่งนี้อาจย้อนหาตัวคุณเข้าสักวันก็ได้ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 739 days ago
Read More11/07/2024
ข้อดีของการสวมหน้ากากเข้าหาคนอื่น (ในบางสถานการณ์)
เราเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงไม่เห็นด้วยกับการ “สวมหน้ากาก” ในการเข้าหาผู้อื่น เพราะมันคือการเข้าหากันแบบ “ไม่จริงใจ” แต่ ! จริง ๆ แล้วสิ่งนี้ก็อาจมีประโยชน์ในยามที่เราต้องเข้าสังคมขนาดใหญ่ หรือสังคมที่เราไม่คุ้นเคย โดยที่เราไม่อาจรู้เลยว่าคนที่เราไปพบแต่ละคนนั้นเขาคิดอะไรกับเราบ้าง เพราะ “ความจริงใจ” จะเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าใช้ถูกคน เนื่องจากบางคนก็อาจจะใช้ความจริงใจของเรา นำไปสร้างผลประโยชน์ให้กับตัวเขา โดยที่เขาก็ไม่ได้แคร์ความรู้สึกของเราเลย หรือนำความจริงใจที่เรามอบให้ ย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกทีหนึ่งก็มี การ “สวมหน้ากาก” ในบางสถานการณ์ ที่เรานำมาแนะนำในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องไปหลอกใคร หรือแสดงความไม่จริงใจกับใคร แต่เพียงแค่สร้าง “กำแพงใจ” ขึ้นมาในระหว่างที่เข้าสังคมนั้นก็พอ เพราะสังคมบางแห่งไม่ได้เหมาะกับเรา คุณเองก็ไม่ต้องไปฝืนใจที่จะพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสังคมนั้น และเลือกแสดงความจริงใจและเปิดเผยความรู้สึก ในสังคมที่คุณรู้สึกว่าเป็น safe zone และทำให้ชีวิตของคุณมีคุณค่าเท่านั้นก็พอ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตก็คือ “ปรับตัวให้เป็น” อยู่ให้ถูกที่ ทำดีให้ถูกคน ใครที่ทำไม่ดีกับเราก็แค่ปั้นหน้าคบไปวัน ๆ ไม่ต้องไปให้ใจอะไรเท่านั้นก็พอแล้ว คุณเองก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียความรู้สึกในภายหลังด้วยภูษิต เรืองอุดมกิจ | 746 days ago
Read More11/03/2024
เรียนรู้ที่ปล่อยวางเรื่องงาน เพราะคนอื่นทำงานไม่ได้ดั่งใจ
คุณเคยรู้สึกแบบนี้รึเปล่า? รู้สึกว่าสั่งงานอะไรคนอื่นไปก็ไม่ได้ดั่งใจเลยสักอย่าง หงุดหงิด อารมณ์เสีย ไปหมด ก่อนอื่น Hack for health ขอให้คุณลองพิจารณาดูก่อนว่า ความไม่ได้ดั่งใจที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะการทำงานของคนอื่นจริง ๆ หรือเป็นเพราะความ Perfectionist ของตัวคุณเอง? ลักษณะนิสัยของคนที่มีความเป็น Perfectionist ถ้าสิ่งที่คุณเป็นอยู่ในตอนนี้ มีมากกว่า 4 ข้อขึ้นไป ก็แสดงว่าตัวคุณเองนั้นเป็นคนที่มีความเป็น Perfectionist เอามาก ๆ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแล้ว ก็จะยังส่งผลต่อสุขภาพจิตของตัวคุณเองอีกด้วย ดังนั้น เราจึงจะมาแนะนำวิธีปรับเปลี่ยนเรื่องนี้กัน วิธีรับมือกับความ Perfectionist เมื่อคนรอบตัวไม่ได้ดั่งใจ 1. คิดในเชิง Positive บ้าง ปกติแล้วคนที่มีความ Perfectionist จะชอบคิดอะไรให้แง่ลบไปก่อน เพราะกลัวเกิดความผิดพลาด ทันทีที่ความคิดลบคืบคลานเข้ามาสู่สมอง ลองปรับความคิดให้เป็นบวกมากขึ้น 2. ฝึกความยืดหยุ่นให้มากขึ้น ถ้าคุณมีความตึงมากเกินไป มักนำความเพอร์เฟกต์ไปเป็นไม้บรรทัดวัดคนอื่น ก็จะทำให้บรรยากาศและประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลงแน่นอน ดังนั้นขอให้ฝึกความยืดหยุ่นให้กับการทำงานดูบ้าง Nobody Is Perfect ไม่มีใครเลยที่จะมีความสมบูรณ์แบบเพอร์เฟกต์อยู่ในตัว แม้แต่ตัวคุณเอง ดังนั้นเรียนรู้ที่จะมองจุดเด่นของคนอื่น และผลักดันให้เขานำข้อดีในตัวของเขาเหล่านั้นมาใช้กับการทำงานจะดีกว่า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 868 days ago
Read More27/02/2024
Imposter Syndrome ภาวะกังขาในความสามารถตัวเอง
อย่าละเลยความรู้สึกแย่ ๆ ที่มาจาก Imposter Syndrome เพราะอาจเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า! Imposter Syndrome คือภาวะในแง่ลบที่เกิดขึ้นจากจิตใจ คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ด้อยค่าในตัวเอง นำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือต่อให้ทำงานสำเร็จก็พาลคิดไปว่าอาจเพราะโชคช่วย เพราะคนโน้นคนนี้ช่วย ไม่ได้เกี่ยวกับความเก่งของตัวเองเลย เรากำลังเสี่ยงต่อการเป็น Imposter Syndrome รึเปล่านะ? ภาวะรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนเลย แต่ว่าจะพบได้มากในหมู่ First Jobber, คนที่เปลี่ยนงานบ่อย ๆ หรือคนที่ได้รับแรงกดดันจากการทำงานในระดับสูง อยู่ในสังคมการทำงานขนาดใหญ่ ที่มีคนเก่งรายล้อมรอบตัวมากมาย และมักจะมีนิสัยติดตัวแบบนี้ 1. วางเป้าหมาย ในช่วงเวลาที่เหมาะสม วางแผนเป้าหมายชีวิตของคุณอย่างเป็นสเต็ป 1 ปี 5 ปี 10 ปีอย่ากดดันตัวเอง อย่าคิดว่าทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นภายในเดือนเดียว เพราะบางเรื่องก็ต้องใช้เวลาจริง ๆ 2. เขียนสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณในทุก ๆ วัน เราจะไม่เอาชนะความคิดลบด้วยการไปต้านมัน แต่จะเปลี่ยนเป็นใส่พลังบวกเข้าไปในความคิดแทน ก่อนนอนทุกคืนให้คุณเขียนสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณในทุก ๆ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 882 days ago
Read More27/02/2024
เสริมคาริสมาในแบบคุณเองด้วยวิธีง่าย ๆ
“Charisma ที่แปลว่า” เสน่ห์ มีความแตกต่างกับความสวย ความหล่อโดยสิ้นเชิง คุณอาจจะเคยเจอคนที่ไม่ได้รู้สึกว่าหล่อมากสวยมาก แต่ทำไมมีเสน่ห์น่าดึงดูดจังเลย นั่นแหละครับนิยามของ คาริสม่า แค่เห็นจากไกล ๆ หรือพูดคุยกันเพียงแค่ไม่กี่ประโยคก็รู้สึกหลงใหลได้ปลื้มแล้ว เหมือนโดนมนต์สะกดใจ ต้องทำยังไงนะถึงจะพัฒนาเสน่ห์ในตัวเองได้ มาดูกันครับ ทุกทักษะล้วนเป็นทักษะที่เราสามารถฝึกฝนได้ ไม่เว้นแม้แต่การเสริมสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเองเช่นกัน อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ OOCA (อูก้า) ปรึกษาปัญหาใจ ***ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 882 days ago
Read More27/02/2024
Obsessive Love Disorder โรครัก หัวปัก หัวปำ
การรักใครสักคนต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดี แต่ถ้ารักแบบคลั่งมากจนเกินไป ระวังอาจเสี่ยงเป็น “โรคความรักครอบงำ” หรือ Obsessive Love Disorder (OLD) ภาวะนี้คืออาการทางจิตที่เกินคำว่ารัก แต่เป็นความต้องการที่จะครอบงำ ควบคุม และไม่อาจยอมรับการปฏิเสธจากอีกฝ่ายได้เลย โรคความรักครอบงำมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งจะมีอาการที่บ่งชี้ เช่น สาเหตุของการเกิดโรค “โรคความรักครอบงำ” รักษาได้! ด้วยการใช้ทั้งยา และการทำจิตบำบัด แต่ผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดก่อนว่าเป็นโรค OLD จริง หรือมีความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ ร่วมด้วย หากต้นตอของโรคเกิดจากปัญหาในช่วงวัยเด็ก คุณหมออาจต้องวางแผนแนวทางการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย และไม่ว่าวันนี้ทุกคนกำลังเจอปัญหาทางด้านจิตใจในเรื่องไหนอยู่ แอดมินก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะครับ อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ OOCA (อูก้า) ปรึกษาปัญหาใจ ***ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 882 days ago
Read More23/02/2024
AI ค้นพบว่าสมองของผู้ชายและผู้หญิงมีรูปแบบการทำงานที่ต่างกัน
จากความแตกต่างที่เหมือนจะเล็กน้อยของโครโมโซม XX ของผู้หญิง และ XY ของผู้ชายส่งผลให้มนุษย์ทั้ง 2 เพศเกิดความแตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งร่างกาย รูปแบบการใช้ชีวิต ไปจนถึงบทบาทหน้าที่ในสังคม แต่นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้วโครโมโซมยังผลต่อรูปแบบให้สมองของผู้ชายและผู้หญิงทำงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะไปถึงเรื่อง AI ที่สามารถแยกแยะรูปแบบการทำงานของสมองระหว่างเพศ ต้องบอกก่อนว่านักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานมาอย่างยาวนานถึงรูปแบบการทำงานของสมองที่แตกต่างกันของมนุษย์ผู้ชาย และมนุษย์ผู้หญิง เพราะด้วยโครโมโซมเพศที่แตกต่างกันส่งผลต่อฮอร์โมนในสมองที่หลั่งออกมาตั้งแต่เกิด เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และวัยชรา ส่งผลให้เกิดความแตกต่างและหลากหลายด้านความคิด พฤติกรรม และปัญหาสุขภาพ แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีเทคนิคหรือองค์ความรู้ที่สามารถยืนยันสมมติฐานข้อนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่การสร้างแบบจำลอง AI ของโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ดสามารถแยกแยะรูปแบบการทำงานระหว่างสมองของผู้ชาย และผู้หญิงได้แม่นยำถึง 90 เปอร์เซ็นต์ AI ตัวนี้ถูกสร้างให้เป็นเครือข่ายระบบประสาทเชิงลึกที่สามารถแยกแยะข้อมูลจากภาพถ่ายเอ็มอาร์ไอสมอง โดยทีมนักวิจัยได้ป้อนข้อมูลลักษณะของสมองขนาดใหญ่ที่รวบรวมไว้ ซึ่งมีภาพถ่ายสมอง และข้อมูลของเพศเพื่อให้ AI ใช้เรียนรู้ ในการทดสอบ ทีมนักวิจัยได้ใช้ตัวอย่างสมองกว่า 1,500 ชุดข้อมูลในการให้ AI ช่วยวิเคราะห์ โดยผลลัพธ์ออกมาถูกต้องเกือบทั้งหมด และพบว่า AI ตัวนี้สามารถแยกแยะลักษณะและรูปแบบการทำงานของสมองแต่ละส่วนที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในคนแต่ละเพศ นอกจากฐานข้อมูลที่ทีมวิจัยนี้นำมาใช้แล้ว ทีมยังได้ทดลองนำเอาฐานข้อมูลจากสถาบัน หรือหน่วยงานอื่นมาใช้ทดสอบ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำเช่นเดียวกัน นอกจากการทดสอบให้ AI…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 885 days ago
Read More20/02/2024
คำถาม 7 สเต็ปที่ใช้ถามเมื่อคนใกล้ตัวมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย
โรคซึมเศร้า และโรคทางจิตใจหลายโรคสามารถเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความคิดทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตายได้ แม้ว่าทุกวันนี้คนรู้จักกับอาการของโรคซึมเศร้ามากขึ้น แต่ยังไม่เข้าใจถึงกลไกเบื้องลึกของโรคนี้ ที่เหมือนกับการไหลไปในแม่น้ำแห่งความคิด ที่มีแต่ความโศกเศร้า ว่างเปล่า ความรู้สึกผิด ไร้ค่า และไร้ซึ่งความสุข เรามักจะถกเถียง และสงสัยว่าจะทำอย่างไรดีเมื่อพบเจอคนที่จะฆ่าตัวตาย หรือมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะด้วยจากโรคทางจิตใจ หรือสาเหตุอะไรก็ตาม ซึ่งผศ.นพ.พนม เกตุมาน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้แนะนำชุดคำถามแบบขั้นบันไดเพื่อใช้ถามคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย โดยก่อนจะเข้าสู่คำถาม เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องเริ่มจากการมีสติ ไม่ตัดสิน ไม่คิดเอง และรับฟังคำพูดของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย อย่างตั้งใจ และจริงใจ จากนั้นให้ใช้คำถามต่อไปนี้ในการถามเขาคนนั้น โดยคุณไม่ต้องถามห้วน ๆ ตามแบบนี้เป๊ะ แต่ปรับให้เป็นคำพูดของคุณ และใช้น้ำเสียงที่แสดงถึงความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจในระดับที่เหมาะสม คำถาม 7 สเต็ปจะช่วยให้คนที่กำลังมีความคิดฆ่าตัวตายได้ค่อย ๆ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เข้าใจความคิด ความรู้สึกของตนเอง และดึงความสนใจจากห้วงอารมณ์ ณ ขณะนั้นได้ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการพยายามฆ่าตัวตาย การพูดคุยโดยไม่ตัดสิน และรับฟังอย่างจริงใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยซึมเศร้า และโรคทางอารมณ์อื่น ๆ สามารถก้าวต่อไป และตระหนักถึงความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย คือ การเข้ารับการตรวจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 888 days ago
Read More16/02/2024
จบบทสนทนาแบบไหน ให้คนไม่ลืม
อยากตัดจบบทสนทนาแบบไม่โดนเคือง เรามีวิธีดี ๆ มาบอก เป็นอีกหนึ่งสกิลที่ถ้ามีติดตัวไว้ จบการคุยได้แบบง่าย ๆ ไม่เสียเวลา และไม่เสียความสัมพันธ์ด้วย อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ OOCA (อูก้า) ปรึกษาปัญหาใจ พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสภูษิต เรืองอุดมกิจ | 892 days ago
Read More08/02/2024
แค่เห็นก็ขนลุก ทำไมหลายคนถึงเป็นโรคกลัวรู?
ใครเคยอ่านการ์ตูนของ อ.จุนจิ ตอน “หนาวบาดเนื้อ” ต้องเข้าใจฟีล “รู” มาเน้น ๆ (ทำใจก่อนเสิร์ชนะ) อาการทางจิตนี้มีชื่อเรียกว่า “โรคกลัวรู” (Trypophobia) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเห็นของที่มีลักษณะเป็นรูถี่ ๆ ยิบ ๆ รูเล็ก ๆ เรียงตัวกัน จะรู้สึกขนลุกขนพอง สยอง ขยะแขยง อึดอัด รูสยองยอดนิยม เช่น รูของฝักเมล็ดบัว รังผึ้ง ไข่แมลงวัน หรือปะการังเวอร์ชันที่มีรู โรคกลัวรูนี้จัดเป็น “ภาวะกลัวอย่างรุนแรง”ชนิดหนึ่ง แต่ข้อมูลอีกด้านจาก อาร์โนด์ วิลกินส์ และ จีออฟ โคล สถาบันจิตวิทยาแห่ง University of Essex สหราชอาณาจักร แย้งว่า อาการที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความ “ขยะแขยง” มากกว่าความกลัว สาเหตของโรคกลัวรู มีปัญหาเรื่องโรคกลัวรู จัดการยังไงดี? ถ้าตามปกติคุณไม่ได้มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นมาอยู่แล้ว แต่อาจจะรู้สึกขยะแขยงได้บ้างเมื่อเห็นภาพที่มีรูเยอะ ๆ วิธีแก้ไขง่าย…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 900 days ago
Read More05/02/2024
เมื่อไหร่ที่คุณควรตัดสินใจเปลี่ยนงาน?
ยิ่งถ้าคุณตัดสินใจไม่ได้สักทีก็ยิ่งต้องอ่าน เพราะเรามีคำแนะนำดี ๆ มาบอก! ลองทำเช็กลิสต์เหล่านี้ดู ถ้าคุณตอบ “Yes” มากกว่า 4 ข้อก็อาจจะถึงเวลาที่คุณจะต้องเปลี่ยนงานแล้ว ถ้าคำตอบของคุณคือ “ใช่” มากกว่า 4 ข้อแล้วละ ก็อาจจะถึงเวลาเปลี่ยนงานแล้วก็ได้ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายมาดูข้อดีข้อเสียของการเปลี่ยนงานกันก่อน ข้อดีของการเปลี่ยนงานใหม่ ข้อเสียของการเปลี่ยนงานใหม่ ทั้งนี้เราก็คงตอบให้คุณไม่ได้ว่าการเปลี่ยนงานของคุณในครั้งนี้ จะเป็นเหมือนกับการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ แต่หลาย ๆ คนก็ยอมเลือกเพราะทนอยู่กับบริษัทเก่าหรือวัฒนธรรมองค์กรเก่า ๆ มาอย่างยาวนานแล้ว เราก็ขอแนะนำเพิ่มเติมว่าให้คุณใช้ “สติ” ในการตัดสินใจให้ดี ห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด ถ้าตัดสินใจดีแล้วก็ลุยโลด! หางานใหม่ได้เลย อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ OOCA (อูก้า) ปรึกษาปัญหาใจ พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสภูษิต เรืองอุดมกิจ | 903 days ago
Read More30/01/2024
จิตวิทยาการทำงานที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ง่าย และดีขึ้น
วิธีการทางจิตวิทยาที่มีประโยชน์ สามารถปรับใช้ในการทำงานได้ทั้งกับตัวเอง เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้า เป้าหมายหลักของการใช้วิธีการทางจิตวิทยานี้ก็คือ การทำให้สถานที่ทำงานเป็นสถานที่เชิงบวก และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการทำงานที่สบายใจกับทั้งตัวคุณเอง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้าและทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ลองมาดูกันซิว่าการเพาะปลูกพลังงานเชิงบวกในที่ทำงานนั้นสามารถทำอย่างไรได้บ้าง จัดการการทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด เริ่มจากการทำงานของตัวคุณเองก่อน จัดการระบบการทำงานของตัวเองให้มีประสิทธิภาพ แบ่งงานใหญ่ ๆ ให้ออกเป็นงานย่อย ๆ เริ่มจากทำงานที่ยากก่อน หลังจากนั้นค่อยไล่ระดับไปสู่งานที่ง่าย จัดการงานให้ตรงกับช่วงเวลาที่ได้รับมอบหมาย และตั้งใจทำงานออกมาให้ดีที่สุด ฝึกการหายใจ เพื่อคลายความเครียด การทำงาน อาจทำให้หลายคนรู้สึกเครียด เหนื่อย มีความล้าเกิดขึ้นได้บ้าง แต่คุณสามารถผ่อนคลายความเครียดหรือความเหนื่อยล้านี้ได้ ด้วยการลุกขึ้นยืน สูดหายใจเข้าและออกลึก ๆ ผ่อนคลาย ชมนกชมไม้เดินไปชงกาแฟบ้าง จะช่วยปรับอารมณ์การทำงานได้ มีความเข้าอกเข้าใจต่อเพื่อนร่วมงาน ปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจ โดยทำความเข้าใจถึงมุมมองและอารมณ์ของผู้อื่น สิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ มีความเข้าใจกันมากขึ้น และมีการซัปพอร์ตซึ่งกันและกัน มีการสื่อสารต่อกันด้วยความชัดเจน และตรงไปตรงมาด้วย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ซึ่งจะทำให้การทำงานสามารถดำเนินการต่อไปได้แบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรณีเกิดข้อสงสัยให้ถามเพื่อความเคลียร์ แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการรับฟัง เป็นเรื่องปกติที่สังคมการทำงานจะมีความขัดแย้งกันบ้าง เพราะว่าการทำงานเป็นสังคมขนาดใหญ่ และนำคนจากทุกเจนมารวมกัน แต่สิ่งสำคัญคือการหาวิธีก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เกิดผิดใจกันในภายหลัง โดยจะต้องมีการรับฟังพูดคุยกัน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 909 days ago
Read More30/01/2024
รู้จักกับ Empathy สุดยอดซอฟต์สกิลในการทำงาน
เพราะ Empathy คือ “ความเข้าอกเข้าใจ” ไม่มีอะไรที่ทำให้คนทำงานใจฟูไปมากกว่า “ความเข้าใจ” ที่ได้รับจากใครสักคน Empathy เป็นความเข้าใจที่มีต่อผู้อื่นในระดับลึก เข้าใจแบบเข้าไปในนั่งอยู่ในใจเขาจริง ๆ “ถ้าเราโดนเร่งงานแบบนั้น เราก็ต้องรู้สึกเครียดเหมือนกัน” “ถ้าเราโดนลูกค้าดุแบบโต๊ะข้าง ๆ เราก็ต้องเสียใจมากแน่ ๆ ” การมี Empathy ติดตัวเป็นหนึ่งในสุดยอดซอฟต์สกิลในการทำงานมาก ๆ เพราะอะไร? 1. ทำให้เข้าใจเพื่อนร่วมงานได้ดีขึ้น การมี Empathy จะทำให้เพื่อนร่วมงานกล้าแชร์ความรู้สึก เปิดอกกับคุณในทุก ๆ เรื่องของการทำงาน ทำให้คุณเข้าใจว่าเพื่อนร่วมงานต้องการอะไร และคุณจะสามารถช่วยเหลือเขาได้ยังไง ก่อเกิดมิตรภาพในการทำงานที่ดีขึ้น 2. นำความเห็นของคนอื่น มาใช้ในการพัฒนาตัวเอง การเปิดใจรับฟังอย่างเข้าใจ จะทำให้คุณเป็นคนที่มีใจเปิดกว้างมากขึ้น และยินดีรับฟังคอมเมนต์ของคนอื่นที่มีต่อตัวคุณเอง ทำให้นำคำแนะนำที่มีประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาตัวเอง แล้วคุณจะแยกได้ว่าคอมเมนต์ไหนจริงใจ คอมเมนต์ไหนเต็มไปด้วยอคติ และไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ 3. แค่มี Empathy ก็ช่วยทำงานได้ดีขึ้น ! เพราะความช่างสังเกต ความเอาใจใส่ จะทำให้คุณคาดเดาความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และนำไปปรับให้ผลงานของคุณถูกใจลูกค้าได้มากขึ้นตามไปด้วย ผลงานดี แก้งานน้อยลง…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 909 days ago
Read More24/01/2024
วิชาเลิกโวย 101: ทำยังไงให้เป็นคนใจเย็น?
วันนี้มาฝึกสติและจิตใจให้เป็นคนที่มีความเยือกเย็นมากขึ้นกันดีกว่า เพราะหลาย ๆ คนไม่ชอบที่ตัวเองใจร้อน แต่ถึงอย่างนั้นเผลอหุนหันพลันแล่นทุกที จะมีวิธีไหนช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้บ้างนะ? ข้อดีของการมีความอดทนมากขึ้น เป็นคนที่ใจเย็นลง “ความอดทน” เป็นสิ่งสำคัญที่เปรียบเสมือนเกราะที่ช่วยทำให้คุณผ่านความทุกข์ยาก และความเครียดในแต่ละวันไปได้ ทำให้คุณมีการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และมีความเห็นอกเห็นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นอีกเยอะ และยังช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้คุณเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นด้วย อยากเป็นคนใจเย็นลงต้องผ่านการ “ฝึก” เช่นเดียวกับศาสตร์ทุกแขนงบนโลกใบนี้ อยากเป็นคนที่ใจเย็นลงและมีความอดทนมากขึ้น ก็จะต้องผ่านการฝึกฝนซึ่งแน่นอนว่า อาจจะไม่ได้สำเร็จเพียงแค่ภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าคุณใช้ความพยายามเข้ามาประกอบอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าคุณจะบ่มเพาะนิสัยใหม่ สามารถเป็นคนใจเย็นลงได้มากขึ้นอย่างแน่นอน และคุณอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่ดีขึ้นด้วย ฝึกการโฟกัสอยู่ที่ ณ ขณะปัจจุบัน เป็นการเพ่งสมาธิและความคิดทั้งหมดอยู่กับ ณ ปัจจุบัน โดยคุณอาจจะจดจ่ออยู่กับลมหายใจหรือสิ่งที่คุณกำลังทำ เพ่งไปที่ความคิดนั้นโดยไม่ตัดสิน ไม่ใส่ความเห็น ไม่ใส่ความรู้สึกเข้าไป เปรียบเสมือนกับการจ้องมองเข้าไปเท่านั้น ฝึกการหายใจ การหายใจช้า ๆ โดยจากทุกขณะจิตไปที่ลมหายใจนั้น จะช่วยทำให้ระบบประสาทสงบและช่วยลดความเครียดได้ ไม่จำเป็นต้องฝึกเยอะ คุณอาจจะกำหนดเวลาในการฝึกวันละ 3 - 5 นาทีก็ได้ คิดถึงสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณ เปลี่ยนกระแสของพลังจิต แทนที่จะไปจับจุดอยู่กับสิ่งที่เป็นแง่ลบหรือสิ่งที่ขาดในชีวิต ก็เปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รู้สึกขอบคุณงานที่ทำอยู่ตอนนี้ เพราะทำให้มีข้าวกิน มีเงินผ่อนบ้าน รู้สึกขอบคุณภรรยาที่คอยทำอาหารต้อนรับไว้ทุกเย็นอยู่เสมอ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 915 days ago
Read More24/01/2024
‘ทำไมคนชอบฟังเรื่องผี?’ กับ 4 เหตุผลทางจิตวิทยา และสังคม
เดี๋ยวนี้การฟังเรื่องผีกลายมาเป็นกิจกรรมทั้งในยามว่าง และยามไม่ว่างของหลายคน ภาพลักษณ์ของเรื่องผีที่เป็นเรื่องสยองขวัญถูกปรับเปลี่ยนตามค่านิยมตามยุคใหม่ และถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิงในมุมมองใหม่ และยังคงมอบความสยองขวัญ แต่ในรูปแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าจะเป็นคนกลัวผีก็ตาม เห็นได้จากยอดการเติบโตของเหล่า เดอะโกสเตอร์ จากช่อง The Ghost Radio หรือช่องจำนวนมากที่ผลิตรายการเล่าเรื่องผีออกมามากมาย เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์การฟังเรื่องผีในทุกที่ทุกเวลา เวลาขับรถ เวลาทำงาน หรือแม้แต่ก่อนนอน จากเดิมที่รายการผีตามโทรทัศน์จะต้องมาหลังละครหลังข่าวจบ พร้อมกับความรู้สึกกลัว และอยากดูในเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจของปรากฏการณ์นี้ คือ เรื่องสยองขวัญ เรื่องผี เรื่องคุณไสยมนตร์ดำ และเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติในสังคมไทยสามารถเติบโตไปพร้อมวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่มาพร้อมกับคนเจเนเรชันใหม่ได้อย่างลงตัว ว่าแต่ทำไมเรื่องผีที่เคยน่ากลัวจนต้องหลับตาปิดหูถึงกลายมาเป็นเรื่องที่สามารถฟังได้ทุกที่ทุกเวลาแบบนี้กันนะ บทความนี้รวบรวมทฤษฎีด้านจิตวิทยา และสังคมที่มีคนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้ได้อ่านกัน 4 เหตุผลที่อธิบายว่าทำไมคนชอบฟังเรื่องผี คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกหลงใหลในเรื่องราวอันแปลกประหลาดที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ จนบางครั้งอาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักเหตุผล หรือถูกเรียกว่าไร้สาระเลยก็ว่าได้ ซึ่งทฤษฎีทางจิตวิทยา และองค์ความรู้ด้านสังคมวัฒนธรรมอาจใช้ในการอธิบายเหตุการณ์นี้ได้ เหตุผลที่ 1: ความกระหายใคร่รู้ที่ไม่ถูกเติมเต็ม ความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ถูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ ที่ทำให้เราศึกษา และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จนวิวัฒนาการได้เร็วกว่าสัตว์อื่น ซึ่งเรื่องลึกลับที่มนุษย์คุ้นเคยมาแต่โบราณก็เป็นหนึ่งในความกระหายใคร่รู้ของมนุษย์ที่ไม่เคยถูกเติมเต็มด้วยการพิสูจน์ หรืออธิบายได้อย่างชัดเจน มนุษย์ทำได้เพียงตั้งสมมติฐาน และทฤษฎีต่าง ๆ ออกมาในรูปแบบของปรัชญา เรื่องเล่า หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าผีคืออะไร?…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 915 days ago
Read More23/01/2024
ทาสหมาต้องรู้ วิดีโอแบบไหนที่น้องหมาชอบดู?
ในยุครุ่งเรืองแห่งโซเชียลมีเดีย มนุษย์เราเสพสื่อในรูปแบบวิดีโอกันแทบทุกวัน ทั้งสั้น และยาวจากหลากหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งแนววิดีโอที่แต่ละคนดูก็แตกต่างกันไป แต่เชื่อว่าหลายคนคงชื่นชอบคลิปน้องหมาน้องแมวที่น่ารัก ชวนใจฟู แต่นอกจากมนุษย์อย่างเรา ๆ ที่ชอบดูคลิปสัตว์แล้ว การศึกษาพบว่าน้องหมาก็ชอบดูคลิปที่มีสัตว์ชนิดอื่นอยู่ในภาพด้วยเหมือนกัน การศึกษาชิ้นนี้เป็นการศึกษามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ทำโดยสัตวแพทย์ที่เป็นจักษุแพทย์เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการมองเห็นของน้องหมา เช่น อายุ การมองเห็น รวมไปถึงรูปแบบของวิดีโอที่น้องหมาชอบดูด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาการตรวจสุขภาพการมองเห็นของน้องหมา โดยเหตุผลที่ทีมสัตวแพทย์ทีมนี้ต้องการรู้ว่าน้องหมาชอบวิดีโอแบบไหนเป็นพิเศษนั่นเพราะพวกเขาคาดว่าวิดีโอที่สามารถดึงความสนใจของน้องหมาได้นานพอจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจการมองเห็นของน้องหมาได้ ซึ่งการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในช่วงต้นปี 2024 พบว่าน้องหมาให้ความสนใจกับวิดีโออะไรก็ตามที่มีภาพของสัตว์ชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบ นักวิจัยรู้ได้อย่างไรว่าน้องหมาชอบ? การศึกษานี้ได้ทำแบบประเมินออนไลน์ให้กับเจ้าของหมาจำนวน 1,246 รายได้ตอบแบบสอบถามว่าวิดีโออะไรที่ทำให้น้องหมาของบ้านนั้น ๆ จ้องจอเป็นเวลานาน รวมถึงอายุ สายพันธุ์ และเพศของหมาด้วย นักวิจัยได้ให้โจทย์กับเจ้าของหมาด้วยการเปิดคลิปวิดีโอสั้นที่มีภาพต่างกันออกไป เช่น ภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ การ์ตูน ภาพมนุษย์ ภาพการจราจร และภาพอื่น ๆ จากนั้นให้เจ้าของตอบแบบสอบถาม ซึ่งพบว่า ทีมนักวิจัยก็ได้รู้ว่าน้องหมาชอบดูวิดีโอแบบไหนมากเป็นพิเศษ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับการมองเห็นของน้องหมา ซึ่งทีมนักวิจัยวางแผนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาเป็นวิธีประเมินสุขภาพการมองเห็นของน้อง เพราะด้วยองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่อายุยืนขึ้น น้องหมาก็อายุยืนขึ้นด้วยเหมือนกัน ทีมสัตวแพทย์เลยอยากให้น้องหมาที่มีอายุมากมีคุณภาพชีวิต และสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ การเฝ้าสังเกตผลกระทบจากการดูวิดีโอของน้องหมาอาจนำมาใช้ทำนายปัญหาสายตาของมนุษย์ที่เป็นเจ้าของของน้องได้ด้วย ที่มา:…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 916 days ago
Read More19/01/2024
เปิดโลกประโยชน์ของการกอดต่อสุขภาพ และความสัมพันธ์
การกอดเป็นรูปแบบการแสดงความรักที่เป็นสากลมากวิธีหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน คุณก็สามารถกอดได้ ตั้งแต่คนรู้จัก เพื่อน คนรัก หรือครอบครัว ซึ่งในช่วงเวลาที่คนเรากอดกัน และเกิดสัมผัสทางร่างกาย สมอง และร่างกายของเราจะเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นพบว่าการกอดกันส่งผลดี ทั้งกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ของผู้คนด้วย ในบทความนี้จะพาคุณไปเปิดโลกประโยชน์ของการกอดที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ และความสัมพันธ์ด้วย วิทยาศาสตร์ของการกอด มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยความแน่นแฟ้นในความสัมผัสเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งการกอดเป็นหนึ่งในวิธีที่มนุษย์สร้างความแข็งแรงของความสัมพันธ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าที่สุดที่ยืนยันว่ามนุษย์มีการกอดกัน คือ เมื่อ 6,000 ปีก่อน แต่เชื่อกันว่าการกอดเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่กว่านั้น ในช่วงเวลาที่เรากอด หรือถูกกอด ร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า ‘ออกซิโทซิน’ (Oxytocin) หรือรู้จักกันในชื่อสุดโรแมนติกว่าฮอร์โมนแห่งความรักออกมา ออกซิโทซินทำหน้าที่สำคัญในการสร้างความรู้สึกผูกพันระหว่างสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างแม่กับลูก คนรักกับคนรัก หรือเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ช่วยให้ความรู้สึกที่ดี และช่วยลดระดับความเครียด เหตุผลอาจพออธิบายได้ว่าทำไมช่วงเวลาแห่งการกอด ถึงทำให้มนุษย์รู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย และรู้สึกเป็นที่รักจนล้นออกมา แม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ซึ่งกลไกที่เกิดขึ้นระหว่างการกอดยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ และสุขภาพด้วย ประโยชน์ของการกอดกับสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ ออกซิโทซินที่เกิดจากการกอดสามารถช่วยปรับอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น ลดความรู้สึกเศร้าหรือหดหู่ และลดการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด อย่างคอร์ติซอลลงได้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 920 days ago
Read More18/01/2024
การศึกษาพบว่าการเปิดเผยความลับแง่ลบไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงแบบที่คนคิดกัน
คุณมีความลับไหม? ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความลับอะไรบางอย่างที่เก็บเอาไว้ตัวเอง ความลับที่ต่อให้คนที่ไว้ใจที่สุดก็ไม่กล้าเปิดเผยให้เขารู้ ซึ่งส่วนใหญ่ความลับเหล่านี้มักจะเป็น Dark secret หรือความลับอันดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้ เพราะกลัวว่าถ้าเขารู้ความจริงแล้ว เราเองจะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรง หรือไม่ได้รับการให้อภัย ผู้เขียนอยากให้คุณลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเปิดเผยความลับที่คุณกำลังเก็บซ่อนอยู่ให้คนที่สนิทฟัง เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร คนส่วนใหญ่ต้องคิดว่าเรื่องราวต้องใหญ่โตบานปลาย และนำไปสู่ปัญหาอื่นตามมาอีกมากมาย อย่างการถูกรังเกียจ ถูกตัดสิน หรือปัญหาความสัมพันธ์ แต่ผลลัพธ์ของการพูดความจริงจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปจริงหรือ? การศึกษาจาก McCombs School of Business มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน (University of Texas at Austin) กลับพบว่าผลลัพธ์ของการเปิดเผยความลับแง่ลบอาจไม่ได้เลวร้ายแบบที่คนจินตนาการ ในทางกลับกันอาจส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในบางด้านด้วย โดยทีมนักวิจัยได้ลองถามกับกลุ่มอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองด้วยคำถามเดียวกับที่ผู้เขียนถาม คือ คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเปิดเผยความลับด้านที่ไม่ดีให้กับคนอื่นฟัง แน่นอนว่าอาสาสมัครเหล่านั้นพูดถึงผลกระทบที่รุนแรงจากการเปิดเผย และคิดว่าความน่าเชื่อถือในตัวของเจ้าของความลับจะต้องลดลง หรือถูกตัดสินในแง่ลบแบบอื่น ๆ แล้วให้อาสาสมัครเหล่านั้น เล่าความลับในด้านลบของตัวเองให้กับคนอื่นฟัง ซึ่งมีตั้งแต่คนแปลกหน้า เพื่อนสนิท คนรู้จัก ญาติ และคนรัก เรื่องที่สารภาพมีตั้งแต่การขี่จักรยานไม่เป็น ไปจนถึงการนอกใจ ซึ่งผลลัพธ์ที่ทีมนักวิจัยเฝ้ารอกลับออกมาตรงข้ามกับที่อาสาสมัครเหล่านั้นคาดไว้ ผู้คนที่ทำหน้าที่ในการฟังความลับของอีกฝ่าย กลับให้คะแนนความน่าเชื่อถือ และความซื่อสัตย์กับอีกฝ่ายมากกว่ากลุ่มอาสาสมัครคาดไว้ โดยผลลัพธ์ออกมาใกล้เคียงกันสำหรับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นกับคนแปลกหน้า คนรัก…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 921 days ago
Read MorePR Partners
See All24/07/2026
กานต์สิรี บัววิชัยศิลป์ | 3 days ago
สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global
ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น23/07/2026
รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน
เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More13/07/2026
มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่
มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 14 days ago
Read More13/07/2026
ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026
ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส - ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 14 days ago
Read More































