Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ย้อนอดีตการแฮกสถานีโทรทัศน์ในอเมริกาและอังกฤษ ถูกคนส่งสัญญาณแทรก!

Published

on

สวัสดีครับ วันนี้จะมานำเสนอเรื่องกระบวนการ Hijack สถานีโทรทัศน์ระบบ Analog ที่เคยเป็นข่าวอันโด่งดังในประเทศที่เกิดเหตุเมื่อกว่า 30-40 ปีที่แล้ว และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังตามหาคนที่ก่อเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เลย

เหตุการณ์ปี 1987 ในชิคาโก อเมริกา

เหตุการณ์แรกเกิดกับสถานี WGN TV ของบริษัท Tribune ออกอากาศที่ช่อง VHF 9

ระหว่างที่กำลังออกอากาศรายการข่าว The Nine O’Clock News รายงานข่าวกีฬาอยู่ อยู่ดีๆ ภาพจากสถานี WGN ก็หายไปเป็นจอดำสักพักแล้วก็ปรากฏภาพใบหน้าแม็กซ์ เฮดรูม ที่มีฉากหลังโย้เย้ไปมา เป็นเวลา 30 วินาที

เมื่อสัญญาณตัดกลับสู่ภาพจากสถานีตามปกติ ผู้ประกาศข่าวกีฬาคนที่รายงานข่าวไปก่อนหน้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นถึงกับพูดว่า “ถ้าคุณสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นเมื่อตะกี้ ผมเองก็สงสัยเหมือนกัน”

ชมคลิปเหตุการณ์ที่อัดจากทีวี ณ เวลานั้น

แต่ยังไม่จบแค่นี้ หลังจากผ่านเหตุการณ์แรกไปได้ 2 ชั่วโมง ได้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันแต่ยาวนานกว่ากับสถานี WTTW PBS ออกอากาศที่ช่อง VHF 11

ระหว่างที่กำลังออกอากาศ Doctor Who อยู่ดีๆ ก็เริ่มมีสัญญาณรบกวน แล้วตัดไปเป็นภาพคนสวมหน้ากากยาง ใบหน้าแม็กซ์ เฮดรูม ออกมาเสนอหน้าพร้อมกับพูดคำพูดที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พอถอดคำพูดได้ว่า

“เขาเป็นตัวประหลาดเพี้ยนๆ”
“ตาคนนี้เจ๋งกว่า ชัค สวิรสกี้” (คนพยากรณ์ผลการแข่งกีฬาของสถานีโทรทัศน์ WGN TV ที่เกิดเหตุการณ์ก่อนหน้า)
“พระเจ้าช่วย! Catch The Wave” (สโลแกนของ New Coke เพราะสมัยนั้น Coke ใช้ภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก แม็กซ์ เฮดรูม Max Headroom นี่แหละในการโฆษณา แต่สัญญาณที่แทรกช่อง WTTW กลับใช้เป็นคนใส่หน้ากากแทน)

“ความรักของคุณกำลังจืดจางลง” (แม็กซ์หยิบกระป๋อง Pepsi [คู่แข่ง Coke] แล้วโยนมาที่คนดู)

“ผมขโมย CBS” (สถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา แต่ไม่มีข้อมูลว่าสถานี CBS ไหนโดนเหตุการณ์นี้บ้าง มีแต่ WGN ของ Tribune ที่เพึ่งโดนไป)

“ผมเพิ่งผลิตสิ่งพิมพ์ที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลกของหนังสือพิมพ์” (เป็นการล้อเลียนสถานีโทรทัศน์ WGN ซึ่งชื่อสถานีย่อมาจาก World’s Greatest News หรือ World’s Greatest Newspaper เนื่องจากเจ้าของสถานีนี้คือบริษัท Tribune เจ้าของหนังสือพิมพ์ชื่อดังในอเมริกา)

“น้องชายผมใส่อีกข้าง” (แม็กซ์หยิบถุงมือขึ้นมาใส่ข้างนึง)
“มันสกปรก” (แม็กซ์ขว้างถุงมือทิ้ง)
“พวกเขามาจับผมแล้ว” (ภาพตัดไปเป็นภาพแม็กซ์ถอดกางเกงแอ่นก้นให้หญิงสาวเอาไม้ตีแมลงวันฟาดก้น)

หลังจากนั้นจอดำไปสักครู่แล้วตัดภาพมาที่ Doctor Who ของสถานี WTTW ตามปกติ

ชมคลิปเหตุการณ์ที่อัดจากทีวี ณ เวลานั้น

ชมคลิปแบบมี Subtitle ถอดความจากสัญญาณแทรก

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันต่อมาก็มีการรายงานข่าวเหตุการณ์ดังกล่าว

ชมคลิปข่าวเหตุการณ์ดังกล่าวจากรายงานข่าวของสถานี FOX 32 Chicago WFLD-TV

ชมคลิปข่าวเหตุการณ์ดังกล่าวจากรายงานข่าวของสถานี ABC 7 Chicago WLS-TV

ชมคลิปข่าวเหตุการณ์ดังกล่าวจากรายงานข่าวของสถานี NBC 5 Chicago WMAQ-TV

วันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว FBI เชื่อว่าผู้โจรกรรมสัญญาณยิงสัญญาณที่แรงกว่ามาจากอาคารข้างเคียงหรือไม่ก็เข้าไปแทรกสัญญาณในสถานีส่งสัญญาณภาคพื้นดิน ได้ตรวจสอบทั้งสถานีโทรทัศน์ทั้ง 2 ช่อง รวมถึงสถานที่ตั้งเครื่องส่งโทรทัศน์และเสาส่งสัญญาณ รวมถึงตึกใกล้เคียงกลับไม่พบร่องรอยใดๆ เลย

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกอากาศสัญญาณโทรทัศน์ให้ความเห็นว่า ผู้ที่โจรกรรมสัญญาณจะต้องยิงสัญญาณที่มีความเข้มมากกว่าสัญญาณของสถานี WGN และ WTTW โดยใช้เครื่องส่งสัญญาณคุณภาพสูงมูลค่า 25,000 ดอลลาร์ (โดยส่งสัญญาณที่ช่อง VHF 9 และ VHF 11 ทับสถานี WGN และ WTTW หรือส่งที่ช่อง VHF ที่ใกล้เคียง เหมือนกับการส่งคลื่นแทรกทับนั่นเอง)

อีกกรณีคาดว่าเกิดจากการยิงสัญญาณตรงเข้าสู่เสาส่งของสถานี WGN และ WTTW โดยใช้คลื่นที่แรงและเข้มกว่าที่ทางสถานีใช้เชื่อมโยงจากสถานีไปยังเสาส่ง

รายงานข่าวจากสถานี CBS 2 Chicago WBBM-TV

เขาบอกว่าน่าจะเกิดจากการที่สถานี WTTW และ WGN ใช้วิธียิงไมโครเวฟจากสถานีไปยังเสาส่งสัญญาณเพื่อกระจายคลื่นไปยังผู้ชม

แต่คนที่จะแทรกคลื่นกลับยิงคลื่นไมโครเวฟที่มีความเข้มและแรงกว่าไปยังเสาส่งแทน ทำให้เสาส่งกระจายคลื่นแทรกให้ผู้ชมแทน

แต่ยังมีข้อสงสัยคือ สมัยนั้นใครทำแบบนี้ได้ต้องเก่งและเทพมาก และมีเงินเยอะด้วย เพราะใช้งบประมาณสูงมาก และไม่เก่งจริงไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ด้วยตัวเองได้ (ส่วนอุปกรณ์แนวนี้ไม่น่ามีขายซี้ซั้ว ต้องขายตามเงื่อนไขทางกฎหมาย)

ทั้งนี้ ณ ช่วงนั้นจนถึงทุกวันนี้ทาง FBI ยังตามหาคนที่กระทำเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ และไม่ทราบเหตุผลที่ทำ ทราบแค่จากการถอดรหัสสัญญาณแทรกว่าจะล้อเลียนสถานี WGN และ Coke

เหตุการณ์ปี 1977 ในประเทศอังกฤษ

ที่สถานีทวนสัญญาณช่อง ITV ประเทศอังกฤษ (คนละเจ้ากับ iTV ของไทยนะ แค่ชื่อเหมือนกันเฉยๆ) ซึ่งดำเนินงานสถานีทวนสัญญาณโดย Southern Television

ขณะที่กำลังออกอากาศรายการข่าวโดยคุณ Andrew Gardner อยู่ดีๆ ก็มีสัญญาณรบกวนจนเสียงจากรายการเบาลงแล้วมีภาพมัวๆ สั่นๆ กระตุกเต้นๆ ขึ้นบนจอ สักพักมีเสียงพูดแทรกเข้ามา เป็นเสียงคล้ายๆ มนุษย์ต่างดาว

หลังจากสิ้นสุดเสียงพูดดังกล่าว ก็ยังคงมีคลื่นแทรกจนไม่ค่อยได้ยินเสียงจากสถานีซึ่งขณะนั้นออกอากาศโฆษณาสินค้าคั่นรายการข่าวอยู่ ภาพก็ยังมัวๆ สั่นๆ แต่พอเห็นโฆษณาสินค้าจากทางสถานีบ้าง และสถานีนี้ก็ยังถูกสัญญาณรบกวนแต่ไม่มีเสียงพูดแทรกสักพัก จนกระทั่งจบรายการการ์ตูนปิดเบรคโฆษณาเรื่อง Looney Tunes สัญญาณรบกวนก็หายไป และทางสถานีก็เข้ารายการข่าวของคุณ Andrew Gardner หลังจบโฆษณาและการ์ตูนเบรคข่าวตามปกติ

ชมคลิปที่อัดเหตุการณ์ดังกล่าวไว้

ชมคลิปที่มีการถอดคำพูดจากคลื่นแทรก

เคสของประเทศอังกฤษจนถึงทุกวันนี้ก็ยังตามตัวคนที่ก่อเหตุการณ์ไม่ได้เช่นกัน สุดท้ายนี้ผู้เขียนขออภัยด้วยนะครับหากมีการแปลบทความและเรียบเรียงผิดพลาดครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Max_Headroom_broadcast_signal_intrusion

https://en.wikipedia.org/wiki/Southern_Television_broadcast_interruption

และการสนทนาจากเว็บบอร์ด

http://forum.serithai.net/viewtopic.php?f=2&t=8886

ดูคำถอดความแปลเป็นไทย (กึ่งซับนรก) ของสัญญาณแทรก Southern Television ITV ประเทศอังกฤษได้ที่ : http://board.palungjit.org/9728874-post16173.html เริ่มต้นที่บรรทัด “นี่คือเสียงของ Gramaha ผู้แทนของ Asta”

 

หมายเหตุ ผู้เขียนบทความนี้เคยเขียนที่ Pantip มาก่อนเมื่อปีที่แล้ว และเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์จึงนำมาเขียนที่นี่ด้วย ขอยืนยันว่าเป็นคนเดียวกับคนที่ตั้ง กระทู้นี้ ไม่ได้ไปลอกบทความจากคนอื่นครับ

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

หน้าบัตรประชาชนหลุดอันตรายแค่ไหน? มีแค่สำเนา ทำธุรกรรมกับรัฐและเอกชนได้จริงหรือ?

Published

on

By

ช่วงนี้มีข่าวเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลจากหน้าบัตรประชาชนหลุด จึงมีคำถามว่าข้อมูลจากหน้าบัตรประชาชนนั้นทำอะไรได้บ้าง ข้อมูลบนบัตรประชาชนอันตรายจริงหรือ? และมีแค่สำเนา ทำธุรกรรมกับรัฐและเอกชนได้จริงหรือ? และควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันตัวเอง ไม่ให้ข้อมูลหลุดไปในระดับนึงถ้ามีอันตรายจริง

ข้อมูลบนหน้าบัตรประชาชนและเลขประจำตัวอันตรายจริงหรือ?

หลายคนยังกังวลใจว่า “ข้อมูลบนบัตรประชาชน” นั้นอันตรายจริงหรือ ทางเราได้สอบถามผู้รู้มา ได้สรุปดังนี้

ข้อมูลหน้าบัตรเป็นข้อมูลทั่วๆไป ซึ่งปัจจุบันสถาบันองค์กรต่างๆ ไม่ค่อยยอมให้ใช้แค่สำเนาบัตรทำธุรกรรมอะไรแล้ว และแม้จะใช้บัตรประชาชนตัวจริงหรือเลขบัตรประชาชน แต่ถ้าเจ้าของไม่ได้มาก็ไม่สามารถทำธุรกรรมทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนได้ เพราะเคยมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ทำให้ถูกต้อง หรือมีส่วนรู้ร่วมคิดกับขบวนการโกง จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่องค์กรต้องเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบบัตรและตัวตนอย่างรัดกุม [อ่านเพิ่มเติมจากกรณีนักข่าว NEW TV ทดลองนำบัตรประชาชนคนอื่นไปเปิดบัญชีจนสำเร็จ] ถ้าพบว่าเจ้าหน้าที่ยังฝ่าฝืน ก็ต้องรับโทษ ถ้าจะทำแทนต้องมีใบมอบอำนาจมา (อิงจากที่ผู้เขียนไปทำธุรกรรม ใช้บริการต่างๆ จริง บางครั้งพ่อแม่ฝากมาทำ ให้บัตรประชาชนจริงมา เขายังไม่ให้ทำธุรกรรมเลย) แต่ตรงนี้ก็มีจุดอ่อนตรงที่อาจมีการปลอมใบมอบอำนาจได้ ถ้าสามารถปลอมลายเซ็นได้

แต่มีข้อสังเกตหนึ่งที่อยากเตือนเพิ่มคือ

สำเนาบัตรประชาชนหรือภาพบัตรประชาชนอาจนำไปใช้แอบอ้างขายของหลอกลวงทางออนไลน์ หรือทำธุรกิจผิดกฎหมายได้ หรือสวมรอยหลอกลวงผู้อื่น และหลายบริการออนไลน์ที่ให้สมัครครั้งแรกแล้วยืนยันตัวตนด้วยพวกวันเกิดหรือเลขประชาชน อันนี้ควรระวัง ใครที่เคยสมัครพวกนี้แล้วควรตั้งพาสเวิร์ดใหม่ทันที รวมถึงพวกเกมออนไลน์และบริการต่างๆ ที่แค่กรอกเลขบัตรประชาขนก็สมัครได้ทันที (ไม่เหมือนบางเว็บเช่น Pantip ต้องถ่ายรูปตัวเองคู่บัตรประชาชนส่งไปเพื่อยืนยัน) (เอาจริงๆ แค่ไปดูตามคูหาเลือกตั้ง หรือแอบจดจากบัตรอื่นมาก็ใช้สมัครได้แล้ว ไม่ต้องข้อมูลหลุดเท่านั้น)

ข้อมูลหลังบัตรประชาชนนั้นสำคัญกว่า

ข้อมูลหน้าบัตรไม่เท่าไหร่ แต่ข้อมูลหลังบัตรสำคัญกว่า จริงๆ ก็เพิ่งสังเกตตามที่เพื่อนบอกว่ามันจะมีชุดรหัสหลังบัตร ตรงนี้คือรหัสยืนยันตัวตนของเจ้าของบัตรลักษณะคล้าย cvv ในบัตรเครดิต ที่ไม่ค่อยรู้เพราะยังไม่ค่อยมีบริการไหนที่ขอเลขนี้ แต่เพื่อนผมเพิ่งเจอหน่วยงานที่ขอเลขนี้เมื่อไม่นานนี้คือกรมสรรพากร อนาคตหน่วยงานรัฐอาจใช้ประโยชน์จากเลขนี้อย่างอื่นได้

เราจึงอยากแนะนำว่า เวลาถ่ายเอกสารให้ถ่ายแค่หน้าบัตร ยกเว้นหน่วยงานที่ติดต่อขอเลขหลังบัตรจริงๆ ซึ่งก็ต้องขีดคร่อมเซ็นต์รับรองให้ปลอมแปลงยาก เพราะหากขีดคร่อมไม่ดี อาจมีการนำไปสแกนแล้วตกแต่งใหม่ได้

แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าสำเนาแบบไหน ก็มีลายเซ็นต์ อาจนำไปถอดแบบเพื่อปลอมทำอย่างอื่นได้ และข้อมูลเหล่านี้อาจถูกแอบอ้างเพื่อใช้บริการสถาบันการเงินนอกระบบ บริการผิดกฎหมายที่อาจไม่มีการตรวจสอบยืนยันตัวตนได้

การเซ็นรับรองสำเนา และระบุว่าใช้ทำอะไร หากเอาไปทำนอกเหนือมีความผิดทางกฎหมาย แต่…

จริงๆ เราการนำสำเนาที่มีการเซ็นต์รับรองและระบุว่าเอาไปทำอะไรนั้น หากนำไปใช้นอกเหนือจากนี้แล้วพิสูจน์ได้ ถือว่าผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่ว่าการเซ็นต์ของบางคนนั้นจะถูกนำสำเนาไปแก้ไขด้วยโปรแกรมแต่งภาพอย่าง Photoshop แล้ว Print ออกมาใหม่ก็เนียนแล้ว

และหากรู้ว่าข้อมูลหลุดควรทำอย่างไร

 ก็ไม่พ้นแจ้งความครับ เป็นสิ่งที่ควรรีบทำเลยครับ

สถานการณ์ใกล้ตัว มีน่ากลัวกว่าเยอะ แม้ข้อมูลไม่หลุด ควรใส่ใจ!


กรณีที่ฝากบัตรไว้กับคนอื่น เช่นแลกบัตรเข้าสถานที่ต่างๆ ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ใช้บัตรอื่นแลกแทนบัตรประชาชน เพราะเราไม่รู้ว่าเขาอาจจะทำอะไรกับบัตรหรือเลขประจำตัวประชาชนของเราบ้าง อันนี้เค้าได้บัตรจริงเราไปเลย จะเอาไปสำเนา หรือเอาไปทำอะไรก็ได้ น่ากลัวไม่แพ้ข้อมูลหลุดเลย

ภาพประกอบจาก: Pixabay (1, 2) Kapook, Galaxy Gift Card iBaht

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

Deep Tech ไทย ทำอย่างไรให้ถึงฝัน

Deep Tech คือความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก ที่ยากจะลอกเลียนแบบได้

Published

on

ถ้ายกคำว่า Deep Tech ขึ้นมา เชื่อว่าหลายคนก็จะทำหน้าสงสัย แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคำที่เราคุ้นหูกันดีในตอนนี้อย่าง AI VR Blockchain ก็จะทำให้เราเริ่มเข้าถึงมันได้ง่ายขึ้น สาเหตุที่เราเริ่มคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าในต่างประเทศมีความตื่นตัวและให้การสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีแล้ว บางเรื่องพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดให้ใช้งานกันได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่วนบ้านเราเรื่องนี้ยังดูเป็นหน้าที่ของนักวิจัย ผู้สวมชุดขาวอยู่แต่ในห้องทดลอง ทำให้หลายคนคิดไปว่างานวิจัยเรื่องพวกนี้ทำแล้วไม่มีการนำเอามาต่อยอดทำธุรกิจ นักวิจัยทำแล้วก็แล้วกันไป

Deep Tech คือความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก ที่ยากจะลอกเลียนแบบได้

จริงอยู่ที่ Deep Tech เป็นเรื่องของความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับสูง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะหากทำแล้วจะพบว่ามีคู่แข่งน้อยทำให้โอกาสทางธุรกิจก็มีมากขึ้นตามไปด้วย น่าเสียดายที่บ้านเราขาดความเข้าใจในเรื่องนี้หลายด้าน หรือที่เรียกว่าอีโคซิสเต็มของ Deep Tech ในบ้านเรายังไม่ถูกเติมเต็มนั่นเอง

ย้อนดูความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกจากเทคโนโลยี

หากเราย้อนดูการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกจากอุตสาหกรรมระบบไอน้ำมาถึงปัจจุบัน ใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงถึงสองร้อยปี ทำให้มนุษย์มีเวลาในการปรับตัว แต่การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบ Deep Tech รอบนี้ จะไม่ได้ใช้เวลานานแบบข้ามศตวรรษอย่างที่เป็นมา!!!

ศตวรรษที่ 18 จุดเริ่มต้นยุคเครื่องจักร

ช่วงปลายของศตวรรษที่ 18 เปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบพึ่งพาแรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก ไปเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาเครื่องจักรเป็นหลัก การผลิตชิ้นส่วนเครื่องกลสามารถสับเปลี่ยนกันได้ ทำให้การผลิตสินค้ามีความละเอียดแม่นยำสูงและสามารถผลิตซ้ำได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาสินค้าจากการผลิตแบบนี้ลดลงไปอย่างมหาศาล


ศตวรรษที่ 19 พลังงานไอน้ำเปลี่ยนโลก

สองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 19 มีการกำเนิดขึ้นของเครื่องจักรไอน้ำ ทำให้กำลังการผลิตขยายตัวอย่างมาก   เกิดผลกระทบอย่างมโหฬารต่อสังคม มาจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 คำว่านวัตกรรม หรือ Innovation ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ทางเทคโนโลยี

Thomas P. Hughes

โทมัส ฮิวส์ ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้ว่า “เป็นการนำเอาวิธีการใหม่ มาปฏิบัติหลังจากที่ได้ผ่านการทดลองและได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับแล้ว และมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา” และคำว่านวัตกรรมยังถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงศตวรรษที่ 20 ในปัจจุบัน

ศตวรรษที่ 20 ยุคคอมพิวเตอร์นำไปสู่ Deep Tech

Deep Tech เกิดขึ้นเป็นระลอกแรกในช่วงระยะเวลานี้ จากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่สั่งสม จนเริ่มเกิดจักรกลช่วยคำนวณหรือคอมพิวเตอร์

ความหมายของ DEEP TECH แตกต่างกับคำว่านวัตกรรม เรียงลำดับคำจำกัดความของ DEEP TECH ได้ดังนี้

  • DEEP TECH เป็นเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นใหม่จากนวัตกรรม
  • นวัตกรรมที่ถูกนำมาพัฒนานั้นต้องเป็นนวัตกรรมเชิงวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
  • กระบวนการคิดค้นต้องผ่านการวิจัยและทดลองอย่างต่อเนื่อง
  • เทคโนโลยีที่ได้ต้องมีความล้ำหน้า ทันสมัย ยากต่อการลอกเลียนแบบ แก้ปัญหาที่เทคโนโลยีปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้

แล้วอะไรบ้างที่จะถูกจัดเข้าไปเป็น Deep Tech ได้ ???

รายชื่อเทคโนโลยีที่ผ่านหูผ่านตาอย่างมากในช่วงนี้ เช่น AI, Blockchain, VR & AR, Clean Energy, Space Tech หรือ Quantum Computing มาดูเหตุผลที่รายชื่อเหล่านี้สมควรที่จะจัดอยู่ใน Deep Tech

Artificial Intelligence (AI)

ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ซับซ้อนมากขึ้น วิเคราะห์และโต้ตอบกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ราวกับมีสติปัญญาเป็นของตนเอง ภาพจากหนังไซไฟโลกอนาคตหลายเรื่อง เสมือนคำทำนายล่วงหน้าที่เราจะได้ทันเห็นของจริงกันในศตวรรษนี้

Blockchain

การเก็บข้อมูลของระบบแบบไร้ศูนย์กลาง ถูกนำมาใช้ในธุรกิจการเงินการธนาคาร ตัวอย่างที่ทำให้โลกได้รู้จักกับ Blockchain คือสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ ตั้งแต่ Bitcoin, Ethereum, ADA, OmiseGo และอีกหลายพันสกุลเงินดิจิทัลที่แห่กันออกมาทำ ICO (Initial Coin Offering) โดยใช้เทคโนโลยีนี้ พัฒนาไปสู่การทำ Smart Contract ให้การทำสัญญาอยู่ในระบบ เพื่อที่ทุกคนจะได้เห็นข้อมูลตรงกัน ปฏิบัติงานตามที่ระบุในสัญญาได้ และมีหลายคนที่เสนอว่าในอนาคต Blockchain จะเป็นระบบที่เหมาะสมสำหรับระบบจัดการเลือกตั้งของทุกประเทศในโลก เพราะการไร้ศูนย์กลาง การเห็นข้อมูลร่วมกัน จะทำให้เกิดความโปร่งใสและไม่สามารถทุจริตได้

VR & AR

การจำลองโลกจริงลงในโลกดิจิทัล ทำให้เกิดเป็นโลกเสมือนจริงที่กำลังนิยมไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในทางการศึกษา VR ได้ทำให้ผู้สอนตื่นเต้นกับเนื้อหา และสนใจที่จะนำไปใช้ในการสอน และแน่นอนว่าผลที่ตามมาคือความสนใจของผู้เรียน ที่จะได้รับประสบการณ์ทางการเรียนรู้มากกว่าในตำราแบบเดิม ๆ หากจะอ่านให้เห็นภาพ แนะนำให้ดูซีรี่ส์สำหรับอนาคตเรื่อง Altered Carbon จะได้เห็นงานโฆษณาในรูปแบบ VR มากมาย การดูสื่อโฆษณาผ่านทางคอนแทคเลนส์แทนการใช้แว่น VR ทำให้สื่อมีความน่าสนใจ ซีรี่ส์เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงการส่งผ่าน Content อย่างน่าสนใจเมื่ออยู่ในเทคโนโลยี VR ฝั่ง AR Augmented Reality เป็นส่วนต่อขยายระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ภายนอกให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อทำงานร่วมกัน

Clean Energy

Honda Clarity Fuel Cell

เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูง เป็นที่ถูกพูดถึงและรับรู้ได้มากขึ้น เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากผู้นำอย่าง Tesla ซึ่งอีลอน มัสก์ ได้ทวิตหลังจากผลสำเร็จของ Tesla ว่า “ผมสัญญาว่าพวกเราจะทำรถกระบะ (EV) ออกมาหลังจากที่เปิดตัว Model Y ผมมีดีไซน์หลักๆ โครงสร้าง และองค์ประกอบทางวิศวกรรมอยู่ในหัวผมนานเกือบ 5 ปีแล้ว ผมจะถวายชีวิตเพื่อสร้างมัน” หรืออย่าง Honda Clarity รถระบบพลังงานไฮโดรเจน ที่มีระยะทางการขับเคลื่อนกว่า 480 กิโลเมตร ต่อการเติมไฮเดรเจน 3-5 นาที และ Nissan Leaf รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ใช้จุดขาย Zero Emission รถไร้มลพิษ

Space Tech

SpaceX CEO Elon Musk unveils the company’s new manned spacecraft, The Dragon V2

คำนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ จรวด ดาวเทียม ยานอวกาศ หรือสถานีอวกาศอีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นประจักษ์แก่สายตาชาวโลกไปแล้ว คือการปล่อยจรวด Space X ที่บรรทุกดาวเทียม 10 ดวงขึ้นไปในวงโคจรระดับต่ำ เป็นจรวดรีไซเคิล คือปล่อยออกไปและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการพาดหัวข่าวที่ทำให้โลกรู้ว่าอวกาศไม่ใช่เรื่องของ NASA เจ้าเดียวอีกต่อไป

Quantum Computing

แนวคิดการประมวลผลรูปแบบใหม่ที่นำคุณสมบัติพิเศษเหนือสามัญสำนึกของอะตอมมาใช้ เช่น อะตอมทำได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน หรือสามารถสื่อสารกับอะตอมอีกตัวที่อยู่ไกลออกไปได้ ทำให้พัฒนาคอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่าปัจจุบันเป็นพันล้านเท่าได้ แต่เทคโนโลยีนี้ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก ต้องแก้ไขข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นตอนนี้ เครื่อง Quantum Computing ต้นแบบต้องทำงานที่อุณหภูมิ 0 องศาสัมบูรณ์ (-273.15 องศาเซลเซียส) ทำให้เครื่องยังมีขนาดใหญ่ และยังมีเรื่องการของควบคุมอะตอมให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ ซึ่งตอนนี้ยังทำไม่สำเร็จ

เมื่อรู้จัก Deep Tech กันแล้ว คำถามคือ Deep Tech ไทย ทำอย่างไรให้ถึงฝัน

ต้นกำเนิดของ Deep Tech ส่วนหนึ่งมาจากสถาบันการศึกษาที่ทำงานวิจัยออกมา แต่ที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินคำว่า ทำงานวิจัยออกมาแต่ไม่มีที่ไป เหมือนทำงานวิจัยมาเก็บบนหิ้ง ซึ่งเมื่องานวิจัยไทยใช้หวังผลในเชิงธุรกิจไม่ได้ จึงมีปัญหาต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ

การแก้ไขปัญหาภาคการศึกษา

ทางแก้ไขเรื่องนี้ฟังแล้วง่ายมากคือสถาบันการศึกษาต้องก้าวให้ทันโลก ต้องเร็วพอที่จะรับความรู้ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ววิจัยเสริมขึ้นไปจากความรู้นั้น แต่แน่นอนการปฏิบัติจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะข้อจำกัดหลายด้าน อย่างการบริหารงาน หรือการจัดการบุคคลที่ทำให้กระบวนการนั้นเชื่องช้าลงไป แต่เราเชื่อว่าทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่การร่วมมือกับภาคธุรกิจ ให้องค์กรภายนอกเข้ามาช่วยนำทางว่าตลาดกำลังต้องการอะไร เพื่อค้นหาองค์ความรู้ที่ตรงกับสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งเมื่อมีทิศทางที่แน่นอนแล้ว จะทำให้งานวิจัยที่ปกติเป็นแค่ทฤษฎีเก็บอยู่บนหิ้ง กลายเป็นงานปฏิบัติที่ใช้งานได้จริง สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้

แต่ปัญหาด้านการศึกษาอีกอย่างหนึ่งที่จุกอกจนทำให้ Deep Tech ไทยไม่ไปถึงฝั่งฝันสักที คือปัญหาขาดแคลนแรงงานในสาขาที่จำเป็น โดยเฉพาะแรงงานที่เชี่ยวชาญวิชาในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ที่เป็นรากฐานสำคัญของ Deep Tech ซึ่งแรงงานในกลุ่มนี้ต้องการการบ่มเพาะมากเป็นพิเศษ

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ คือเราสามารถเรียนจบอะไรก็ได้เพื่อไปเป็นพ่อค้า ขอแค่มีทักษะพูดได้ คิดเลขไม่ผิด จะเรียนวิศวกรรม วิทยาศาสตร์แล้วจบไปขายของก็ทำได้ แต่เราไม่สามารถสร้างนักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงได้จากการเรียนทั่วไป มีน้อยคนมากๆ ที่จบอะไรก็ได้แต่สามารถพัฒนา Deep Tech ขึ้นมาได้ เช่น ตอนนี้ในแต่ละปีเราจะมีเด็กจบใหม่จากคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จำนวนมากแต่ประเทศไทยก็ยังขาดแคลนโปรแกรมเมอร์เก่งๆ อยู่ดี เด็กหลายคนเรียนจบวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มาโดยที่ยังโค้ดโปรแกรมไม่ได้ หรือโค้ดได้แต่ขาดทักษะในการพัฒนาตัวเอง ในที่สุดความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมของตัวเองก็เก่าลงอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถทำงานในตลาดได้

ภาครัฐต้องกำหนดทิศทางให้ชัด

ซึ่งตรงนี้เป็นงานใหญ่ของภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ที่ต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล ปูความรู้แต่เด็ก ปรับปัจจัยพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับประถม มัธยม ให้มีความเข้มข้นและนำไปใช้ต่อยอดได้จริงเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย

งานต่อมาของภาครัฐคือให้การสนับสนุนงานค้นคว้าวิจัย งานทดลองในระดับมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างนักพัฒนาอนาคต อย่างการปรับปรุงข้อกฎหมายและให้ความคุ้มครองด้านสิทธิบัตร ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยี มีการตรวจสอบที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้สร้าง Deep Tech ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

และต้องผลักดันหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม (ที่จัดตั้งขึ้นเป็นจำนวนมาก) ให้เห็นความสำคัญของ Deep Tech มากขึ้น สร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยง นำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่เหมาะสม เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่นักพัฒนาและลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้มาตรการสร้างความต้องการสินค้าเทคโนโลยี เช่น การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในการจูงใจให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี ในระดับ Deep Tech มีแผนและนโยบายที่ชัดเจนในทางมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ เผยแพร่ให้ประชาชนและเยาวชนรับรู้ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญ

การร่วมมือการระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ทางออกของการพัฒนา Deep Tech

สำหรับหน่วยงานภาคเอกชน ต้องมีการส่งต่อเทคโนโลยีจากภาคธุรกิจ เข้าสู่สถาบันการศึกษาให้มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้กับนักพัฒนารุ่นใหม่ ในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับให้ความรู้ในเชิงธุรกิจสู่นักพัฒนา เพื่อร่วมกันพัฒนา

อย่างการร่วมมือกันพัฒนาของ Pixar, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, แซนตาบาร์บารา (UCSB) และ Disney Research หน่วยงานวิจัยพัฒนาของดิสนี่ย์ (ที่เครื่องเล่นใน Disneyland มันว้าวมากๆ ก็เพราะงานวิจัยจาก Disney Research นี่แหละ) นำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเร่งการสร้างภาพ 3 มิติ แทนที่จะใช้วิธีสร้างภาพหรือเรนเดอร์แบบเดิมที่ต้องประมวลผลวัตถุ และแสงเงาตกกระทบอย่างละเอียดซึ่งต้องใช้พลังในการประมวลผลสูง ทำให้เสียเวลาเรนเดอร์นาน มาใช้การประมวลผลแสงแบบคร่าวๆ ที่ให้ผลลัพธ์ภาพมีสัญญาณรบกวนหรือ Noise เยอะ แล้วใช้ AI ที่ฝึกฝนมาเพื่องานนี้ลบ Noise ออกจากภาพวิดีโอ ก็ทำให้ได้วิดีโอที่มีคุณภาพพอๆ กัน แต่ใช้เวลาประมวลผลเร็วกว่าเดิม ช่วยทุ่นแรงในการทำงานไปเยอะ

ส่วนในเมืองไทยก็มีการสนับสนุนการพัฒนาและวิจัย Deep Tech ที่น่าสนใจคือโครงการ U.REKA ที่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ผู้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับไมโครซอฟท์ The Knowledge Exchange (KX) และมหาวิทยาลัยชั้นนำ 7 แห่งของไทยได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผ่านเทคโนโลยีชั้นสูง (Deep Technology) ตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ

โดยโครงการ U.REKA มุ่งเน้นให้กลุ่มอาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และผู้สนใจเทคโนโลยีชั้นสูง รวมกลุ่มกันเป็น Startup นำเสนอไอเดียจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรม ที่สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งในระยะแรกมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมการค้าปลีก การท่องเที่ยว การเดินทาง และ บริการทางการเงิน เพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ และนำออกสู่ตลาดได้จริงในอนาคต ซึ่งสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนได้ที่ u-reka.co

โครงการ U.REKA จึงเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ภาคการศึกษาและภาคเอกชนได้ร่วมมือกันส่งเสริมเทคโนโลยีเชิงลึกหรือ Deep Tech ให้ได้มีโอกาสปรากฏตัวได้มากขึ้นในไทย ก็หวังว่าภาครัฐจะเข้ามาส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงต่อเนื่องจากเอกชน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการแข่งขันกับนานาประเทศต่อไป

จากปัจจัยสำคัญทุกด้านที่กล่าวมา

จะทำให้ Deep Tech เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างยั่งยืน Key Success ก็คือการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น ต้องมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งหากเกิดความร่วมมืออย่างแท้จริงแล้ว เชื่อว่า Deep Tech ไทยไปได้ถึงฝันอย่างแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รีวิวภาพถ่ายจาก Huawei Y9 2018 เอาตรงๆ กล้องดีเกินมือถือราคา 6,990 บาท

น้องเล็กอย่าง Huawei Y9 2018 ก็อัดกล้องหน้า 2 ตัว กล้องหลังอีก 2 ตัว รวมเป็น 4 ตัวในราคา 6,990 บาท บทความนี้เราจะมาเจาะลึกคุณสมบัติของกล้องและตัวอย่างภาพถ่ายจาก Huawei Y9 2018 กันครับ

Published

on

ประเดิมภาพถ่ายที่รุ่นพี่ Huawei P20 Pro ถ่ายให้รุ่นน้อง Huawei Y9 2018

(Advertorial)

สมาร์ทโฟนจาก Huawei นั้นจริงจังเรื่องกล้องในทุกรุ่นนะครับ ตั้งแต่เรือธงดาวเด่นแห่งปีอย่าง Huawei P20 ที่อัดสเปกกล้องแบบไม่เกรงใจคู่แข่ง ที่เราแบไต๋เราก็คลิปรีวิวภาพจาก Huawei P20 Pro ให้ดูกันไปแล้ว แม้แต่น้องเล็กอย่าง Huawei Y9 2018 ก็ไม่น้อยหน้าครับ อัดกล้องหน้า 2 ตัว กล้องหลังอีก 2 ตัว รวมเป็น 4 ตัวในราคา 6,990 บาท บทความนี้เราจะมาเจาะลึกคุณสมบัติของกล้องและตัวอย่างภาพถ่ายจาก Huawei Y9 2018 กันครับ

ทำไม Huawei Y9 2018 ต้องมี 4 กล้อง

ในยุคที่เราใช้กล้องฟิล์มนั้น เราสามารถสร้างภาพแบบตัวแบบชัด ฉากด้านหลังเบลอให้ตัวแบบโดดเด่นได้ง่ายมาก เพราะตัวฟิล์มที่เป็นเหมือนเซนเซอร์นั้นมีขนาดใหญ่มาก (ศัพท์ปัจจุบันคือมันคือขนาด Full Frame นั้นแหละ) ซึ่งเมื่อพื้นที่รับภาพมีขนาดใหญ่ ก็ทำให้ถ่ายหลังเบลอได้ง่าย แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน เราถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน ขนาดพื้นที่รับภาพของเซนเซอร์ก็เล็กลงไปตามขนาดกล้องครับ สมาร์ทโฟนมีเซนเซอร์ขนาดเล็กยังกับหัวไม้ขีด ทำให้การถ่ายหน้าชัดหลังเบลอเป็นไปได้ยากขึ้น คือถ่ายคนยังไงฉากหลังก็ชัด ภูเขาในฉากหลัง ลูกที่ห่างไป 2 กิโลยังดูชัดเลยเมื่อถ่ายด้วยกล้องมือถือ

เพื่อแก้ปัญหานี้ หัวเว่ยจึงสร้างสมาร์ทโฟนที่มี 2 กล้อง โดยนำกล้อง 2 ตัวที่มีเลนส์ทางยาวโฟกัสเดียวกัน แต่วางเหลื่อมกันเพื่อนำมาคำนวณเป็นแผนที่ระดับความลึกของภาพ ซึ่งวิธีนี้คือเลียนแบบการทำงานของดวงตามนุษย์ ที่สมองจะรวมภาพจากตาซ้ายและตาขวาออกมาเป็นภาพ 3 มิติ มนุษย์จึงสามารถรับรู้ความลึกของภาพที่อยู่ตรงหน้าได้

ซึ่งใน Huawei Y9 2018 นั้น กล้องหลักด้านหลังจะมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.2 และมีกล้องรองความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับจับระยะเพื่อทำหน้าชัดหลังเบลอครับ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าชัดหลังเบลอได้แบบตรงหน้าตอนถ่ายแล้ว ยังสามารถปรับภาพที่ได้จากโหมดรูรับแสงกว้าง (Wide Aperture) เลือกจุดชัดและระดับความเบลอของฉากหลังได้ในภายหลังอีกด้วย

โหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ดูเป็นธรรมชาติกว่ากล้อง Huawei รุ่นก่อนๆ

นอกจากนี้ Huawei Y9 2018 ยังมีโหมดภาพอีกหลายแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย เช่นโหมดถ่ายน้ำตกให้สายน้ำนุ่มนวลเป็นฟอง หรือถ่ายแสงไฟรถยนต์ยามค่ำคืนให้เป็นเส้น รวมถึงโหมดถ่ายภาพแบบยาวหรือ Panorama และโหมดโปรที่ปรับค่า ISO และความเร็วซัตเตอร์ได้

Huawei Y9 2018 เก็บแสงในยามเย็นได้สวยงาม โหมด HDR ทำงานได้ดี

แม้ในที่แสงน้อย Huawei Y9 2018 ก็ยังเก็บแสงสีมาได้ สีสันยังคงสดใส

ภาพถ่ายอาหารมีการเร่งสีสันให้สดใส ดูน่ากิน

ภาพในยามแสงน้อยจริงๆ เริ่มเห็น Noise บ้าง และต้องถือกล้องนิ่งมากขึ้น

มาดูภาพจากกล้องหน้าของ Huawei Y9 2018 กันบ้าง

หัวเว่ยทำ Huawei Y9 2018 ให้กล้องหน้านั้นมีความละเอียดมากกว่ากล้องหลังครับ โดยกล้องหลักด้านหน้ามีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2 และกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่าย Portrait Mode หน้าชัดหลังเบลอได้แม้จะใช้กล้องหน้าอยู่ พร้อมความสามารถ Smart Face Recognition กล้องจะวิเคราะห์เองว่านี่กำลังถ่ายหน้าผู้ชายหรือหน้าผู้หญิง เพื่อปรับระดับความเนียนของภาพให้เหมาะสม

เซลฟี่กล้องหน้า ก็ละลายฉากหลังได้เนียนตาดี สีผิวดูสุขภาพดี

ถ่ายผู้ชายหน้าโหดๆ ก็ไม่ได้ปรับหน้าเนียนจนเกินไป เพราะกล้องรู้ว่านี่คือผู้ชาย

Huawei Y9 2018 สมาร์ทโฟนราคาไม่ถึง 7,000 บาทที่กล้องโหดที่สุด

การแข่งขันทำให้เทคโนโลยีดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด เรื่องนี้เป็นจริงเสมอครับ เมื่อปีนี้ Huawei ปล่อยยาแรงออกมาทั้ง Huawei Y9 2018 ราคา 6,990 บาท สมาร์ทโฟนสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ได้กล้องดีเทียบชั้นสมาร์ทโฟนราคาหลักหมื่นได้ และ Huawei P20 สมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงที่อัปเกรดประสิทธิภาพกล้องขึ้นไปอย่างก้าวกระโดด ต่อไปนี้คู่แข่งที่จะมาสู้เรื่องความคุ้มค่ากับหัวเว่ยคงต้องทำการบ้านมาอย่างหนักเลยทีเดียว

ผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อ Huawei Y9 2018 ได้แล้วที่หัวเว่ย แบรนด์ช้อป และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้เลยครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!