Connect with us

บทความเทคโนโลยี

แบไต๋ลุยอุตลุดไปกับ Sony ในญี่ปุ่น หาความหมายของดีไซน์หลังเต่าใน Sony Xperia XZ2

Published

on

เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาทีมงานเว็บแบไต๋ได้มีโอกาสร่วมทริปเจาะลึกเทคโนโลยีใน Sony Xperia XZ2 (อ่านรีวิว Sony Xperia XZ2 ได้ที่นี่) สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดของโซนี่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีล้ำยุคที่ใส่ในมือถือตัวนี้ อย่างการถ่ายวิดีโอแบบ HDR ในตัว หรือระบบ Dynamic Vibration System ที่สั่นตามเสียง และขาดไม่ได้กับการถามคำถามคาใจผู้ใช้ Sony Xperia ตรงถึงวิศวกรผู้สร้างและผู้บริหารแผนกมือถือครับ

เจาะลึกประเด็นกันในสำนักงานใหญ่ Sony ในกรุงโตเกียว

ทริปเจาะลึกเทคโนโลยีภายใน Sony Xperia XZ2 นี้เราใช้เวลาเรียนรู้เรื่องเด่นๆ ของ XZ2 อยู่ 2 วัน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในสำนักงานใหญ่ของ Sony ที่กรุงโตเกียวครับ

เริ่มต้นจากคุณ Hideyuki Furumi ผู้บริหารฝ่าย Global Sales & Marketing ของ Sony Mobile Communication ขึ้นมาเปิดเวทีทักทาย และเล่าความพิเศษของ Sony ที่พัฒนานวัตกรรมหลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นบนโลก อย่าง Sony Walkman ในปี 1979 ก็เป็นเครื่องเล่นเพลงขนาดเล็กรุ่นแรกของโลก หรือ Sony PlayStation ในปี 1994 ที่โซนี่เป็นผู้เปิดวงการเกมในยุคใหม่ เน้นภาพสมจริง เหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากขึ้น

Hideyuki Furumi ผู้บริหารฝ่าย Global Sales & Marketing ของ Sony Mobile Communication

ซึ่ง Sony Xperia XZ2 ก็เป็นการนำสุดยอดเทคโนโลยีของ Sony เองอย่างการประมวลผลภาพจาก Sony Alpha, เสียงระดับ Hi-Res จาก Sony Walkman และจอ HDR จาก Sony Bravia มาอยู่ในตัวเดียว ด้วยแนว 1-Sony ครับ

ถ้านับประวัติการทำงานของคุณ Furumi ต้องบอกว่าอยู่กับโซนี่มายาวนานหลายสิบปี ไล่ตำแหน่งกันยาวเหยียด ช่วงต้นยุค 90s เคยเป็นผู้บริหารของ Sony Thai ด้วย จึงไม่แปลกใจที่แกสามารถพูดภาษาไทยได้มากพอที่จะทักทายเราเป็นภาษาไทย

Kaz Tajima – Senior Vice President Head of Product Planing

หลังจากนั้นคุณ Kaz Tajima – Senior Vice President Head of Product Planing ของโซนี่ก็ขึ้นอธิบายความหมายของคำว่า Xperia ว่ามาจาก

คำว่า Experience + IA (คำลงท้ายชื่อสถานที่เช่น Asia, Eurasia) = Xperia

Xperia จึงหมายความกลายๆ กว่าดินแดนแห่งประสบการณ์ใหม่ๆ นั้นเอง โดยจากอดีตมาถึงปัจจุบันเราแบ่ง Xperia ออกเป็น 3 ยุคแล้วคือ

  • ยุคแรก ยุคเริ่มต้น เริ่มต้นใช้ OS แบบเปิด สมัยเครื่องโค้งอย่าง Xperia Arc ราวปี 2011
  • ยุคที่ 2 ยุคเอาเทคโนโลยีชั้นนำของโซนี่มาใส่ เริ่มต้นที่ Xperia Z ในปี 2013 ไล่ต่อเนื่องมาถึงยุคของ Xperia Z5
  • ยุคที่ 3 ยุคการสื่อสารใหม่อย่าง IoT วางให้สมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เริ่มต้นที่ Xperia X ในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

ถามสัพเพเหระกับคุณ Hideyuki Furumi

ทำไม Sony Xperia ถึงผลิตในไทย?

ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโซนี่มานาน บุคลากรในไทยของโซนี่นั้นมีคุณสมบัติพร้อมที่จะรองรับเป้าหมาย ปรัชญาในการผลิต ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ก่อตัวมานานแล้ว จึงพร้อมที่จะผลิตในไทย

โซนี่ให้ความสำคัญกับลูกค้า Xperia ในต่างประเทศอย่างไรบ้าง?

ตอนนี้เรามองตลาดญี่ปุ่นอย่างเดียวไม่ได้ เราพยายามทำ High-spec smartphone แน่นอนว่าต้องออกแบบให้รองรับความต้องการในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญในเรื่องคุณค่าของตัวผลิตภัณฑ์ เช่นภาพที่มีคุณภาพสูง เสียงที่มีประสิทธิภาพสูง การใช้งานง่าย โดยมีการทำวิจัยโดยมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ นำข้อมูลจากการสำรวจตลาดเพื่อปรับปรุง

ในขณะที่คู่แข่งแข่งกันเรื่องกล้อง เรื่องจอ โซนี่เลือกที่จะตามคู่แข่ง หรือพัฒนาตามทางของตัวเอง?

สมาร์ทโฟนในตลาดโลกจะมีเทรนด์ของมัน สิ่งที่โซนี่ตามคือเทรนด์ ให้ไม่หลุดเทรนด์ แต่ก็ไม่ตามทั้งหมด ต้องสร้างความแตกต่าง สร้างจุดแข็งที่แตกต่างจากเทคโนโลยีเฉพาะของเทคโนโลยี เช่นระบบสั่นที่ใส่ใน XZ2 สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสร้างความสมดุลย์ ไม่ไปทางคนอื่น และไม่ไปในทางของตัวเองมากเกินไป

เรามองว่าแบรนด์ Sony มีภาพลักษณ์เป็นอย่างไรในต่างประเทศ?

เราไม่ได้มองเหมือนสมาร์ทโฟนเจ้าอื่นที่พิจารณาจากสเปกเป็นหลัก เพราะผู้ใช้ส่วนหนึ่งของเราเลือกเพราะว่าเป็นแบรนด์โซนี่ ซึ่งความคาดหวังของโซนี่จะเน้นลูกค้าที่มีพฤติกรรม active ในการใช้ เช่นใช้เพื่อเล่นเกม เพื่อกิจกรรม มากกว่าที่จะเน้นว่าเป็นเพศอะไร อายุเท่าไหร่เหมือนแบรนด์อื่นๆ

หน้าที่ของเราตอนนี้ก็คือเพิ่มลูกค้าในไทยให้ได้มากขึ้นกว่าแฟนประจำของโซนี่เป็นหลัก สิ่งที่เขาจะต้องทำคือทำสมาร์ทโฟนของโซนี่ให้มีเสน่ห์มากกว่านี้ สิ่งหนึ่งที่กำลังทำคือร่วมมือกับส่วนอื่นๆ ของโซนี่ อย่างด้านเกมมากขึ้น

คาดหวังกับ 4K HDR แค่ไหน?

HDR จะเป็นเทคโนโลยีแกนหลักตัวหนึ่งของโซนี่เลย ซึ่งมาจากเทคโนโลยีของทีวี ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นจะเด่นของโซนี่เลยที่ให้ภาพคมชัด สีสันตรงตามที่ตาเห็น (ก็คือคาดหวังไว้พอสมควรนั้นเอง)

สิ่งที่ชอบที่สุดใน XZ2 โดยส่วนตัวคืออะไร

ส่วนตัวผมยังไม่ได้ใช้ Xperia XZ2 มากนัก แต่ชอบกล้องที่ดีขึ้น ถ่ายภาพได้คมชัดขึ้น และชอบสีเขียวของตัวเครื่องครับ!

ว่าด้วยเรื่องการออกแบบ ดีไซน์หลังเต่าของ Xperia XZ2 มาจากไหน

กิจกรรมของทริปเจาะลึกเทคโนโลยีนี้ Sony จะแบ่งผู้สื่อข่าวแต่ละประเทศออกตามฐานเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้เวลาเรียนรู้เทคโนโลยีพร้อมได้ซักถามวิศวกรและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างครับ เรามาเริ่มต้นจากงานออกแบบของ Sony Xperia XZ2 ที่เปลี่ยนดีไซน์เป็นแบบหลังเต่ากันก่อนเลย

แน่นอนว่าด้วยความที่ Sony เป็นบริษัทญี่ปุ่น งานออกแบบจึงต้องมีปรัชญาในการออกแบบ ซึ่งหลักที่โซนี่นำมาใช้นั้นเรียกว่า KANDO (คันโด) หรือความประทับใจอย่างยิ่งยวด (แปลไทยอย่างง่ายคือฟินอย่างสุดๆ) ผู้ออกแบบจะคิดเสมอว่าผู้ใช้ต้อง KANDO (ต้องฟิน) ซึ่งรวมมาถึงตัว Xperia XZ2 ด้วย

โดยดีไซน์หลังเต่าที่เรียกว่า Ambient Flow นี้พัฒนาร่วมกันโดยนักออกแบบชาวญี่ปุ่นและสวีเดน จุดเด่นของดีไซน์นี้คือฝาหลังจะไม่มีที่ราบเลย โค้งรับกับฝ่ามือไปหมด และให้สีแบบเรืองเหลือบ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฤดูกาลของญี่ปุ่น เช่น Liquid silver เป็นสีเงินอมประกายแสง หรือ Deep green คือเขียวอมน้ำเงิน

ไฮไลท์คือการผลิตที่ซับซ้อน ทุ่มเท

เรื่องที่เราสนใจมากที่สุดในเซสชั่นการออกแบบ Sony Xperia XZ2 คือกระบวนการผลิตครับ เบื้องหลังกว่าจะได้ฝาหลังโค้งสวยงามมีรายละเอียดไม่น้อยเลยทีเดียว กระบวนการผลิตคร่าวๆ เป็นแบบนี้ครับ

  1. จากกระจกแผ่นใหญ่ เอามาตัดเป็นสี่เหลี่ยมที่ขอบป่องออก เพื่อให้กลายเป็นเส้นตรงหลังจากดัดโค้ง
  2. ใช้ความร้อนดัดกระจกให้โค้ง
  3. เจาะรู ขัดเงากระจก
  4. เคลือบฟิล์มสีลงไปกับกระจก ด้วยวิธีการ NCVM – Non Conductive Vacuum Metallization (เป็นวิธีการเดียวกับการทำสีของ Huawei P20) ทำสีทับไปทับมาประมาณ 7 ครั้ง ทำให้มีประกาย
  5. เคลือบกันรอยนิ้วมือ

ซึ่งกระบวนการผลิตฝาหลังใช้เวลาประมาณ 40-60 นาทีครับ กว่าจะออกมาได้ก็ต้องแก้ไขการออกแบบ แล้วเอาไป Drop Test อยู่หลายครั้งจนมั่นใจว่าเครื่องแข็งแรง เพราะโครงสร้างเครื่องจะมีเฟรมโลหะรับแรงกระแทกอยู่ภายในด้วยครับ

ถามประเด็นคาใจ ดีไซน์ใหม่มันลื่นนะ

จากรีวิว Sony Xperia XZ2 มีประเด็นหนึ่งที่เราตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับดีไซน์ใหม่ของ XZ2 คือฝาหลังที่เป็นแก้วและโค้งแบบนี้ ทำให้เวลาหยิบออกจากกระเป๋า หรือเอาไปวางที่ไหนก็ต้องมีสติตลอดเวลา เพราะถ้าวางไม่ดีเครื่องอาจลื่นตกได้ (โดยเฉพาะการใช้งานแบบไม่ใส่เคสของทีมงาน) เราจึงถามทีมออกแบบว่ามีคำแนะนำการในจับถืออย่างไรบ้าง

ทีมงานก็ตอบว่าสำหรับการถือในมือ พวกเขามั่นใจว่าดีไซน์ใหม่ทำให้เข้ากับอุ้งมือมากขึ้น แต่สำหรับการวางเครื่องแล้วลื่นนั้น ก็ขอเก็บเป็นฟีดแบ็กเพื่อพิจารณากันต่อไปครับ

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

5 เรื่องขัดใจใน iPhone Xs ที่คุณควรรู้ไว้ก่อน จะได้ไม่ช้ำใจทีหลัง!

Published

on

หลังจากที่ iPhone Xs และ iPhone Xs Max เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ (มั้ง) ไปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา รายละเอียดของ iPhone Xs สามารถอ่านได้จากข่าวเก่าของแบไต๋ แต่บทความนี้เรามาวิเคราะห์เรื่องขัดใจของ iPhone Xs กันดีกว่าครับว่า 5 เรื่องที่เราขัดใจกับ iPhone Xs จะมีอะไรบ้าง

1. ตระกูล iPhone Xs มีเลนส์ชุดเดิม การจัดวางก็เหมือนเดิม เปลี่ยนแค่เซนเซอร์

ในขณะที่ 1 ปีบนโลกกล้องของ Android นั้นปรับปรุงไปเยอะมาก เราเห็น Huawei P20 Pro สามารถถ่ายภาพที่มืดได้อย่างแจ่ม หรือมือถือ Vivo, OPPO พัฒนาเรื่องการถ่าย Portrait ไปมากจนมือถือราคาหมื่นกว่าๆ ก็สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างเป็นธรรมชาติ (กล้าพูดเลยว่าสวยกว่า iPhone X เวลาถ่ายคนแน่นอน)

แต่หนึ่งปีของ iPhone Xs เปลี่ยนแปลงแค่เซนเซอร์รับภาพตัวใหม่ กับส่วนประมวลผลภาพในชิป A12 เท่านั้น ถึงจะได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอที่สามารถปรับ f-stop ได้ด้วยซอฟต์แวร์ (ที่มือถือจีนทำมาได้หลายปีแล้ว) หรือการทำงานของ Smart HDR ที่จัดการแสงในภาพได้ดีขึ้น แต่เรื่องที่แอปเปิ้ลเน้นน้อยมากในงานเปิดตัวคือความสามารถในการถ่ายในที่แสงน้อย ซึ่งคาดว่าจะสู้ฝั่ง Android ไม่ได้แน่นอน

นอกจากนี้เรื่องกล้องหน้าที่สเปคมาเหมือนเดิมเลย ก็ต้องวัดกันต่อไปว่าซอฟต์แวร์จะช่วยปรับปรุงคุณภาพได้แค่ไหน

2. จุดอ่อนของ iPhone X มียังไง iPhone Xs ก็มีเหมือนเดิม

ในขณะที่ฝั่ง Android เลียนแบบรอยบากของ iPhone X จนลดขนาดรอยบากลงไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ได้ดีไซน์จอเต็มแบบไม่มีบากไปแล้ว หันไปซ่อนกล้องแทน กลับมาที่มือถือต้นแบบอย่าง iPhone Xs นั้นไม่มีการปรับอะไรเกี่ยวกับรอยบากเลย ไม่มีการลดขนาดลง หรือทำให้มันดีขึ้นแต่อย่างใด ถ้าพูดกันตรงๆ รอยบากของ iPhone Xs กลายเป็นดูเทอะทะไปแล้วในตอนนี้ เสียพื้นที่จอมาก การแสดงไอคอนระบบก็ทำได้ไม่ครบ พี่แอปเปิ้ลไม่คิดจะทำให้มันดีขึ้นจริงๆ เหรอ

ส่วนเรื่องสแกนลายนิ้วมือ หลายคนใช้ iPhone X ก็ว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว แต่เราก็ยังอยากให้มีอยู่ดีนะ ถ้าสามารถมีทั้งสแกนหน้าและสแกนลายนิ้วมือได้ก็ดี มันสะดวกขึ้นอีกเยอะ

3. ไม่แถมหัวแปลง Lighting เป็น 3.5 mm แล้ว นี่ไม่ใช่มือถือราคาถูกๆ นะ

หลังจากแอปเปิ้ลตัดช่องหูฟังออกจนเป็นเหตุการณ์ช็อคโลกใน iPhone 7 และสร้างวัฒนธรรมเลียนแบบที่ไม่ดีจนมือถือหลายรุ่นก็ตัดช่องนี้ตาม ไม่เว้นแม้แต่ Google Pixel ซึ่งเราเคยให้ความเห็นไปแล้วว่ามันเป็นเรื่องมักง่ายของคนทำมือถือ ก็พอใส่ช่อง 3.5 mm มันทำให้ออกแบบมือถือยาก ก็เลยตัดทิ้งแม่มเลย แล้วให้คนใช้ไปหาทางดิ้นรนเอา

ซึ่งตอนแรกแอปเปิ้ลก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยแถมสายแปลง Lighting เป็น 3.5 mm อยู่ แต่ iPhone ชุดใหม่ที่ขายในปีนี้ดันไม่แถมสายตัวนี้แล้วครับ ผู้ใช้ก็ต้องใช้ EarPods แบบ Lighting ที่แถมให้ในกล่อง หรือก็ต้องหาซื้อหูฟังไร้สายมาใช้แทน หรือถ้าจะซื้อหัวแปลงตัวนี้ แอปเปิ้ลก็ยังขายในราคา 390 บาทนะ คุณบร๊ะ

สำหรับคนที่ชอบมาเถียงว่าไม่มีรู 3.5 mm มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ ใช่ครับมันอาจจะดีขึ้นในบางเรื่อง แต่มันก็ต้องเสียเงินมากขึ้น จากเดิมที่คุณสามารถพกหูฟังตัวเดียวใช้กับอะไรก็ได้ ใช้กับเครื่องเล่นเพลง หรือเครื่องเกมก็ได้ แต่ตอนนี้คุณต้องพกหูฟัง 2-3 ตัวสำหรับงานต่างๆ มันใช่เรื่องไหม พก EarPods แบบ Lighting มันก็เสียบกับ Nintendo Switch ไม่ได้ ก็ต้องพกอีกเส้น หรือต้องไปหาหัวแปลง 3.5 mm มาใช้ ที่ไม่ได้แถมแล้ว

4. เมื่อไหร่จะทำให้ชีวิตคนใช้ดีขึ้น แถมแต่ที่ชาร์จที่กากที่สุดในโลกมาให้

คุณรู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ iPhone 8 และ iPhone X แอปเปิ้ลได้ใส่ระบบชาร์จเร็วมาให้ด้วย โดยแอปเปิ้ลเคลมว่าสามารถชาร์จได้ 50% ใน 30 นาทีเท่านั้น แต่ดูสิ่งที่คุณได้ในกล่องสิครับ หัวชาร์จ 5V 1A หรือหัวชาร์จ 5W ที่แม้แต่มือถือ Android ราคาไม่กี่พันยังแถมที่ชาร์จแบบ 10W ที่จ่ายไฟได้มากกว่าหัวชาร์จกากๆ ของ iPhone ได้เท่าตัว หอยหลอด!

ถ้าคุณต้องการชาร์จเร็วบน iPhone Xs หรือ iPhone Xr (รวมถึง iPhone X และ iPhone 8) คุณต้องซื้อ 2 อย่างนี้ครับ

  1. สายชาร์จแบบ USB-C to Lighting ราคา 690 บาท
  2. หัวชาร์จ 30 Watt แบบ USB-C ราคา 1,700 บาท (หรือจะใช้หัวชาร์จ USB-C อื่นๆ ที่จ่ายไฟตามมาตรฐาน USB-PD ได้ เช่น Innergie PowerGear 60C ที่เราเคยรีวิวไป)

สรุปคุณต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 2,400 บาทสำหรับฟีเจอร์การชาร์จเร็ว นี่แอปเปิ้ล นายก็ตัดหัวแปลง Lighting to 3.5 mm ไปแล้ว จะเอางบมาแถมหัวชาร์จที่ดีขึ้นให้ผู้ใช้ไม่ได้เหรอ ต้องปล่อยให้คนใช้โทรศัพท์ราคา 30,000 บาท ต้องชาร์จช้าที่สุดในโลกแบบนี้เหรอ

5. ถ้าใช้ iPhone X อยู่แล้ว อย่าไปซื้อเลย iPhone Xs มันแทบจะเหมือนเดิม

อันนี้ถือเป็นเรื่องดีๆ สำหรับผู้ใช้ iPhone X ก็ได้ เพราะนอกจากชิป Apple A12 ตัวใหม่แล้ว ความสามารถของ iPhone Xs นั้นคล้ายเดิมมาก จนไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้ครับ เก็บเงินไว้รอดู iPhone ปีต่อไปเถอะ

ปิดท้ายแก้เครียด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

สรุปครึ่งปี 2018 หัวเว่ยงัดของแรงลงตลาดมากแค่ไหน

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Published

on

(Advertorial)

เราผ่านครึ่งปี 2018 มาหน่อยๆ แล้วนะครับ ซึ่งปีนี้หัวเว่ยก็แรงดีไม่มีตก ส่งผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่ประสิทธิภาพสูงลิบ จนถึงราคาสุดคุ้มค่าให้ซื้อหากันได้อย่างสบายกระเป๋า เรามาสรุปกันดีกว่าว่าครึ่งปี 2018 ของหัวเว่ยนั้นมีสมาร์ทโฟนอะไรออกมาบ้าง

เปิดพอร์ตมือถือหัวเว่ยครึ่งปี 2018

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Huawei Mate RS Porsche Design มือถือรุ่นใหญ่ใจต้องนิ่ง

ครองตำแหน่งมือถือระดับท็อปยอดมงกุฎเพชร 3 ดวงไปอย่างเต็มภาคภูมิกับ Huawei Mate RS Porsche Design สมาร์ทโฟนหรูที่สุดประจำปีนี้ ด้วยการออกแบบเครื่องร่วมกับ Porsche Design สำนักออกแบบชื่อดังของโลก ให้เครื่องที่โค้งมนสวยงาม ให้สัมผัสที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นอื่นๆ สะท้อนตัวตนคนใช้ พร้อมอัดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของหัวเว่ยประจำปีนี้ ทั้งกล้องหลัง 3 ตัวที่พัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยประมวลผลภาพให้เหมาะสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และยังซูมภาพ 5 เท่าแบบไม่แตก สเปคเครื่องก็จัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Kirin 970 ที่สามารถประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยหน่วยประมวลผลพิเศษ NPU ในตัว อัดแรมมาให้ 6 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 256 GB พร้อมจอ AMOLED ความละเอียดสูง 2880 x 1440 pixel นอกจากนี้ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของหัวเว่ยที่มีตัวสแกนนิ้วทั้งด้านหลังเครื่อง และอยู่ในหน้าจอให้ผู้ใช้แตะนิ้วสแกนได้จากจอเลย

Huawei Mate RS Porsche Design นั้นเริ่มขายในไทยตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 54,990 บาท และมีแค่ไม่กี่เครื่องเท่านั้นในไทย

Huawei P20 Series สมาร์ทโฟนเรือธงขวัญใจมหาชน

สมาร์ทโฟนในตระกูล P20 นั้นสร้างชื่อให้หัวเว่ยอย่างมากตั้งแต่เปิดตัวในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งตัวพี่ Huawei P20 Pro ที่ชูจุดเด่นเรื่องกล้อง 3 ตัวพัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่างๆ แถมยังซูมได้ 5 เท่าโดยที่ภาพยังคงคมชัดอยู่ และทีเด็ดสำคัญคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ผู้ใช้สามารถถือกล้องได้นาน 6 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายภาพกลางคืนได้สวยสด คมชัดแม้จะใช้มือถ่าย จนได้คะแนนสูงสุดใน DxOMark ที่ 109 คะแนนมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่สามารถสมาร์ทโฟนตัวไหนมาโค่นได้ ซีพียู Kirin 970 ตัวแรงสุดของหัวเว่ย จอภาพแบบ AMOLED ที่สวยสด และยังเป็นสมาร์ทโฟนที่สร้างเทรนด์การออกแบบฝาหลังสะท้อนแสงไล่สีจนฮิตอีกด้วย

ส่วน Huawei P20 ก็ครองใจผู้ใช้ในฐานะสมาร์ทโฟนสเปคเรือธงความสามารถครบรอบด้านในราคาสุดคุ้ม ซึ่งเราก็เคยทำบทความแนะนำ 5 เหตุผลกันไปแล้วว่าทำไม Huawei P20 ถึงน่าใช้ให้อ่านกันไปแล้วก็น่าจะเข้าใจภาพว่ามือถือราคาเปิดตัวแค่ 19,990 บาท รุ่นนี้มันคุ้มยังไง ทั้งได้กล้องที่ร่วมออกแบบโดย Leica มีโหมดถ่ายภาพครบครันเหมือนที่สมาร์ทโฟนในตระกูล P เคยมีมา แถมเพิ่มความสามารถของ Master AI ช่วยปรับภาพให้เหมาะสมตามซีนที่ถ่ายภาพ รวมถึงมีความสามารถถ่ายภาพกลางคืนไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเหมือนรุ่นพี่ P20 Pro ด้วย โดยกวาดคะแนน DxOMark ไปได้ 102 คะแนน นอกจากนี้ยังมีจอภาพที่ให้แสงสีดีมาก ซีพียูตัวท็อป Kirin 970 พร้อม NPU ทำให้มี AI ช่วยถ่ายภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพในเครื่อง แถมยังรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย รองรับ 4G ทั้งสองซิมพร้อม VoLTE และ VoWifi

ซึ่ง Huawei P20 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 19,990 บาท ส่วน HUAWEI P20 Pro ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 27,990 บาทครับ

Huawei nova 3 และ nova 3i สมาร์ทโฟนรุ่นกลางพร้อมกล้อง AI 4 ตัว

น้องใหม่ล่าสุดในพอร์ตสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยประจำครึ่งปีนี้คือ Huawei nova 3 และ nova 3i โดยเป็นตัวแทนสมาร์ทโฟนราคาระดับกลางที่คัดเทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนตัวท็อปอย่าง Huawei P20 มาใส่ แน่นอนว่าจุดเด่นของตระกูล nova 3 นั้นหนีไม่พ้นกล้อง 4 ตัวที่ได้พลัง AI มาช่วยประมวลผล

  • น้องเล็ก Huawei nova 3i – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP+2MP
  • รุ่นพี่ Huawei nova 3 – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 24MP+16MP

เมื่อตระกูล nova 3 มีกล้องหน้าและกล้องหลังด้านละ 2 กล้อง จึงทำให้สามารถถ่ายภาพในโหมด Portrait ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง AI จะช่วยปรับแต่งภาพให้สวยงาม ถ้าถ่าย Selfie ก็จะปรับสีผิว โครงหน้าให้ดูดี หรือจะถ่ายอื่นๆ AI ก็วิเคราะห์ซีนและปรับรูปแบบภาพให้เหมาะสมได้ นอกจากนี้กล้องหน้ายังมี HDR Pro แก้ปัญหาถ่าย Selfie หน้าสว่างสดใส แต่ฉากหลังเบิร์นหายด้วยการเก็บรายละเอียดแสงแบบ HDR พร้อมลูกเล่นที่เหมาะสำหรับผู้ใช้กลุ่มวัยรุ่นคือ AR Effect ที่เติมความฟรุ้งฟริ้งเข้าไป ใส่หูแมว หัวใจล่องลอย สารพัดจะใส่เข้าไปในภาพ รวมถึง 3D Qmoji สร้างตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นจากสีหน้าของเรา

ภาพ AR จากกล้องหน้า

เมื่อสมาร์ทโฟนตระกูล nova มีความสามารถ AI หน่วยประมวลผลก็ต้องรองรับการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยถึงจะทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น โดย nova 3 นั้นมาพร้อม Kirin 970 ซีพียูตัวท็อปที่ใช้ไล่มาตั้งแต่ Huawai Mate RS, P20 จนมาถึงรุ่นนี้ ก็การันตีชื่อชั้นความแรงของชิปตัวนี้ได้ ส่วน nova 3i นั้นมาพร้อมชิประดับกลางรุ่นใหม่อย่าง Kirin 710 ที่ปรับปรุงให้แรงขึ้นจากชิปรุ่นก่อน และเพิ่ม NPU เพื่อช่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ลงไปด้วย

Huawei nova 3i นั้นวางตลาดในราคา 9,990 บาท ก็เป็นราคาที่เร้าใจเลยสำหรับสมาร์ทโฟน 4 กล้องแบบนี้ ส่วน Huawei nova 3 ที่อัปเกรดกล้องหลังให้ละเอียดมากขึ้น และใช้ชิปประมวลผลตัวแรง วางจำหน่ายในราคา 16,990 บาท ถึงแม้จะไม่ได้มีกล้อง Leica แบบ Huawei P20 แต่สเปคนั้นสู้กันได้ในราคาที่ถูกกว่า

Huawei Y Series น้องเล็กราคาสุดคุ้ม

เราไล่กันจนมาถึง Huawei Y Series สมาร์ทโฟนตระกูลเล็กที่สุดจากหัวเว่ยนะครับ โดยในปีนี้สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Y Series นั้นมีทั้งหมด 4 รุ่นคือ Huawei Y3 2018, Huawei Y5 Prime 2018, Huawei Y7 Pro 2018 และ Huawei Y9 2018 ซึ่งเราเคยแนะนำกันแบบเจาะลึกกันไปแล้ว ในครั้งนี้เราขอสรุปแต่ละรุ่นสั้นๆ ดังนี้

  • Huawei Y9 2018 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 6,990 บาท มีกล้องทั้งหมด 4 ตัว คือกล้องหลักด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล + กล้องรอง 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล และกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล ซึ่งการที่มีกล้องรองตัวนี้ ทำให้สามารถถ่ายโหมด Portrait ปรับฉากหลังให้เบลอสมจริงกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในระดับราคาต่ำกว่าหมื่น พร้อม Smart Face Recognition เพื่อจูนการปรับแต่งใบหน้าให้เหมาะสมกับผู้ใช้ ซึ่ง Y9 รุ่นนี้ใช้ซีพียูระดับกลาง Kirin 659
  • Huawei Y7 Pro 2018 มาพร้อมราคาเปิดตัว 4,990 บาท เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเดียวที่ออกในปีนี้ที่ใช้ซีพียู Snapdragon 430 แถมยังได้กล้องหลังคู่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซลนะ ก็ทำให้ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนขึ้น ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash ช่วยส่องสว่างใบหน้าให้ใสเนียนได้ แม้ถ่ายในที่แสงน้อย
  • Huawei Y5 Prime 2018 ตั้งราคาไว้ที่ 3,990 บาท ได้กล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash และสามารถปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าได้ แถมในราคานี้ก็ยังได้จอยาว 18:9 ขนาด 5.45 นิ้วด้วย
  • Huawei Y3 2018 สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กที่สุดในปีนี้จากหัวเว่ย ด้วยราคาเปิดตัว 3,290 บาท ซึ่งก็ใช้ Android Oreo Go Edition ระบบปฏิบัติการที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษสำหรับเครื่องที่มีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ ทำให้ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันยังลื่นอยู่ กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซลทีมีโหมดหน้าสวยด้วยนะ และ กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และมีลำโพงเสียงดังลั่นห้องระดับ 85 เดซิเบล

เปรียบเทียบสเปกของ Huawei Y-Series ทั้ง 4 รุ่น

 HUAWEI Y3 2018HUAWEI Y5 Prime 2018HUAWEI Y7 Pro 2018HUAWEI Y9 2018
CPUMediatek MT6737MMediatek MT6739Qualcomm Snapdragon 430Hisilicon Kirin659
RAM1 GB2 GB3 GB3 GB
หน่วยความจำ8 GB16 GB32 GB32 GB
หน้าจอ5" (854 x 480)5.45'' HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.99 นิ้ว HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.93 นิ้ว (2160 x 1080) 18:9
HUAWEI FullView Display
กล้องหน้า2 MP5 MP8 MP16 MP + 2 MP
กล้องหลัง8 MP13 MP13 MP + 2 MP13 MP + 2 MP
แบตเตอรี่2280 mAh3020 mAh3000 mAh4000 mAh
AndroidAndroid™ Oreo (Go edition)Android™ 8.1Android™ 8.0Android™ 8.0
ราคา3,290 บาท3,990 บาท4,990 บาท6,990 บาท

หัวเว่ยรุกตลาดสมาร์ทโฟนเน้นกล้องได้ เพราะมีการค้นคว้าวิจัยสนับสนุน

Ren Zhengfei, CEO ของ Huawei (ขวา) และ Dr. Andreas Kaufmann, ผู้ถือหุ้นใหญ่และบอร์ดของ Leica Camera AG(left) ลงนามความตกลงตั้งศูนย์ ‘Max Berek Innovation Lab’

เราอาจแบ่งเทคโนโลยีเรื่องกล้องของหัวเว่ยได้ 2 สายนะครับ คือสายซอฟต์แวร์ระบบประมวลผลภาพต่างๆ และสายฮาร์ดแวร์ ซึ่งสายซอฟต์แวร์หัวเว่ยมีการร่วมมือกับ Leica สร้างศูนย์วิจัย The Max Berek Innovation Lab ขึ้นในเยอรมันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการประมวลผลภาพสำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ในอนาคต ซึ่งเราก็คงเห็นผลของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในสมาร์ทโฟนกล้องเทพรุ่นต่างๆ ของหัวเว่ยที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพ รวมถึงโทนสีของภาพที่เป็นเอกลักษณ์จากการพัฒนาร่วมกับ Leica นะครับ

นอกจากนี้ในส่วนของฮาร์ดแวร์ยังมีการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเซนเซอร์ เพื่อให้ได้เซนเซอร์ที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างเซนเซอร์ความละเอียดสูง 40 ล้านพิกเซลที่อยู่ใน Huawei P20 Pro และ Huawei Mate RS Porsche Design ก็เป็นเซนเซอร์ที่มีการออกแบบเฉพาะที่เรียกว่า Quad Bayer Design ทำให้สามารถรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่พิกเซลเดียวได้ (ในโหมดนี้จะมีความละเอียด 10 ล้านพิกเซล) จึงมีความสามารถในการรับแสงได้ดีขึ้น สามารถเร่ง ISO สูงและถ่ายภาพกลางคืนได้ดีขึ้น

และแน่นอนว่าปี 2018 ยังไม่จบแค่นี้ ช่วงปลายปีของทุกปีจะเป็นเวลาของสมาร์ทโฟนในซีรี่ส์ Mate ที่เชื่อได้ว่ากล้องจะพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Cisco START : Meraki จัดการเน็ตเวิร์คด้วยความสามารถระดับ Enterprise ในราคา SME

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

Published

on

(Advertorial)

ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของ Cisco บริษัทโซลูชั่นเครือข่ายยักษ์ใหญ่ของโลก นั้นจะผูกกับภาพขององค์กรขนาดใหญ่มาตลอดนะครับ อาจเพราะเทคโนโลยีส่วนใหญ่ของ Cisco นั้นออกแบบมาสำหรับหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้เยอะๆ ทำให้มีราคาสูงตามความสามารถของโซลูชั่น แต่ไม่ใช่ว่าซิสโก้จะทอดทิ้งผู้ใช้ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เมื่อไม่นานมานี้ซิสโก้ก็ได้เปิดตัว Cisco START โซลูชั่นที่นำเอาเทคโนโลยีและโซลูชั่นระดับ Enterprise  ของซิสโก้มาปรับให้เหมาะสมสำหรับผู้ใช้กลุ่ม SME และปรับราคาใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานในองค์กรระดับเล็กและระดับกลางมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้กลุ่ม SME สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์จาก Cisco ได้ง่ายขึ้น

Cisco Meraki MX65 กล่องสารพัดความสามารถพร้อม WiFi ในตัว

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

ความปวดหัวของอินเทอร์เน็ตแบบเดิมๆ ในองค์กร

การติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้ใช้องค์กร SME นั้นไม่ยากนะครับ หลายที่ก็ติดตั้งเหมือนอินเทอร์เน็ตบ้านเลยคือให้ ISP มาลากสายมาตั้ง Router ให้แล้วใช้เลย หรือบางที่อาจจะต่อ Access Point อีกตัวเพื่อกระจายสัญญาณและรองรับผู้ใช้ได้มากขึ้น แต่เราเชื่อว่าทุกองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็อยากได้ความสามารถในการจัดการอินเทอร์เน็ต เช่น

  • ควบคุมเว็บที่ให้พนักงานเข้าถึงได้ เช่นห้ามเข้าเว็บเกม หรือเว็บโป๊ในองค์กร
  • ควบคุมความเร็วอินเทอร์เน็ตในแต่ละจุดให้เหมาะสม
  • บล็อก Bittorrent
  • ที่สำคัญ บล็อกเว็บที่อันตรายที่มีมัลแวร์ไม่ให้เปิดจากในองค์กรได้

แต่การติดตั้งอินเทอร์เน็ตแบบบ้านๆ เอาเราเตอร์จาก ISP มาตั้งแล้วใช้เลยมันไม่สามารถทำแบบนี้ได้ไงครับ เวลาโดนมัลแวร์ ไวรัสจากเครือข่ายก็พังกันไปหมดทั้งบริษัท เพราะไม่มีอุปกรณ์เครือข่ายที่สามารถจัดการปัญหาพวกนี้ได้ ครั้นจะทำเอง บริษัทที่ทำได้ก็ต้องมีแผนก IT ที่รู้เรื่องเครือข่ายมากหน่อย ถึงสามารถซื้ออุปกรณ์มาเซ็ตเองได้ แต่ถ้าอยากได้โซลูชั่นที่จัดการง่าย รู้เรื่องเน็ตเวิร์คพื้นฐานก็จัดการได้เลย และราคาไม่สูงมากนัก จุดนี้แหละที่ Cisco Meraki และ Cisco START สามารถเข้ามาช่วยได้

Cisco Meraki ระบบจัดการอินเทอร์เน็ตผ่าน Cloud

เมื่อเราถึงนึกระบบจัดการอินเทอร์เน็ต เราอาจจะคิดภาพว่ามีอุปกรณ์ 1 ตัวมาเสียบระหว่างเครือข่ายในองค์กร แล้วก็เข้าไปจัดการอุปกรณ์นี้ผ่านคอมพิวเตอร์ ถ้ามีสำนักงานหลายสาขาก็ต้องวิ่งไปที่สาขานั้นเพื่อจัดการอุปกรณ์ตัวนั้น แต่ Cisco Meraki ไม่ได้ทำงานทื่อๆ แบบนั้น จุดเด่นของ Meraki เลยคือการทำงานผ่าน Cloud หมายความว่าผู้จัดการเครือข่ายสามารถเข้าเว็บของ Cisco Meraki จากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต ไม่จำกัดแค่เครือข่ายภายในองค์กร แล้วสามารถจัดการอินเทอร์เน็ตของสำนักงานทุกสาขาได้จากแหล่งเดียว หรือสำหรับ SME ที่มีสำนักงานเดียวก็สามารถจัดการเครือข่ายของออฟฟิศได้จากนอกออฟฟิศ เปิดเข้ามาดูได้เลยว่าใครแอบโหลดบิต หรือโหลดเน็ตหนักๆ เวลาที่เราไม่อยู่

แล้ว Meraki ทำอะไรได้บ้าง เรายกตัวอย่างง่ายๆ ให้ดูครับ

จัดการความปลอดภัยในองค์กร

Meraki นั้นใช้ระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายที่เรียกว่า Cisco Advanced Malware Protection หรือ AMP นะครับ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ Cisco มีทีมดูแลตลอดเวลา เมื่อเกิดภัยใหม่ๆ ขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ต ทีมงานซิสโก้ก็จะวิเคราะห์และใส่ข้อมูลเข้าไปเพื่อให้ Meraki สามารถจัดการภัยใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อมีภัยร้ายที่ต้องติดต่อกันผ่านเครือข่ายอย่าง WannaCry หรือ Ransomware ไวรัสเรียกค่าไถ่ข้อมูลต่างๆ Meraki ก็สามารถบล็อกการเชื่อมต่อกับศูนย์สั่งการไวรัส (Command Center) หรือบล็อกการแพร่กระจายในเครือข่ายได้ด้วย

 

ที่เล่ามาไม่ได้บอกว่าการใช้งาน Cisco Meraki จะช่วยให้ปลอดภัยทั้งหมดแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมฆ่าไวรัสแล้วนะครับ แต่การมี Cisco AMP ใน Meraki ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้หน่วยงานของเรามากขึ้น ข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกไปได้ยากขึ้นด้วย

ปรับลดความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานบางประเภท

ในระบบจัดการของ Meraki เราสามารถจัดการความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับงานต่างๆ (Traffic Shaping) ได้ง่ายๆ ควบคุมได้หลายระดับ ทั้งความเร็วต่อ Wifi หนึ่งตัว (อุปกรณ์ของ Meraki สามารถปล่อยไวไฟได้พร้อมกันหลายๆ ชื่อ) หรือควบคุมเป็นรายผู้ใช้ไปเลยว่าจะให้คนหนึ่งใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ แล้วยังสามารถกำหนดกฎ (Rule) ในการใช้งานได้ด้วย เช่นถ้าใช้บริการที่เกี่ยวกับเกม, BitTorrent หรือเข้า Facebook (ตามภาพประกอบ) ให้ปรับลดความเร็วในการใช้บริการพวกนี้ลงมา

มีแอป Meraki ให้ดูแลเครือข่ายจากที่ไหนก็ได้

นอกจากนี้ Meraki ยังช่วยติดตามการใช้งานทราฟิกต่างๆ ได้ด้วย ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าอะไรที่ต้องใช้ข้อมูลเยอะ มีความสำคัญกับเครือข่ายของเรามาก จะได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ แล้วลดแบนด์วิธจุดอื่นๆ ลง หรือมอนิเตอร์ว่าพนักงานคนไหนที่ใช้ข้อมูลมากๆ จะได้เข้าไปดูว่าใช้งานอะไรอยู่บ้าง เผื่อเจอเรื่องผิดปกติในองค์กรครับ

ซึ่งจุดเด่นอีกอย่างของ Meraki คือผู้ใช้ไม่ต้องนั่งป้อนเองว่าจะจัดการกับอะไรบ้าง ซึ่งบางทีมันก็ซับซ้อนเพราะต้องป้อนเว็บ ป้อน IP ป้อน Port สารพัดจะป้อน ถึงจะจัดการได้ แต่ Meraki จะมีหมวดหมู่บริการหลักๆ มาให้แล้ว ก็เลือกเข้าไปในกฎได้เลย ซึ่งถ้าบริการต่างๆ มันเปลี่ยนชื่อเว็บ หรือเปลี่ยนวิธีการระบุตัวตน Cisco จะอัปเดทมาให้ ทำให้ Meraki ยังสามารถควบคุมสิ่งที่เราระบุได้ตลอดโดยไม่ต้องเข้ามาดูแลบ่อยๆ

จัดการการเข้าสู่ระบบ Wifi ได้หลากหลาย

สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ Meraki จัดการเรื่อง Wifi ด้วย ก็สามารถจัดการการเชื่อมต่อไวไฟได้หลากหลายมาก ที่เด่นคือสามารถทำหน้า Splash ที่จะเด้งหลังจากเชื่อมต่อไวไฟเสร็จแล้วได้ด้วย เพื่อโปรโมตบริษัท หรือล็อกอินด้วยวิธีหลากหลาย เช่นใส่รหัสที่กำหนดไว้ หรือจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้ก็ได้ (หน้า Splash Page บางแบบจะต้องมีการกำหนดรายละเอียดการใช้งานกับระบบอื่นๆ ของ Cisco ด้วย)

นอกจากนี้ไวไฟของ Meraki ยังสามารถทำ Band Steering หรือการรวมคลื่น 2.4 GHz และ 5 GHz เข้าเป็นชื่อเดียวกันได้ด้วย ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งเลือกเองว่าจะต่อคลื่นไหน ระบบเลือกให้เหมาะสมเอง ง่ายไหมล่ะ แถมอุปกรณ์ตระกูล Meraki บางรุ่นยังสามารถทำ Load Balance ได้ด้วย สามารถเอาเน็ต 2 เส้นมาเชื่อมต่อพร้อมกันเพื่อให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงขึ้น หรือถ้าเน็ตเส้นไหนเสียไป ก็ย้ายการเชื่อมต่อไปอีกเส้นหนึ่งก็ได้

Site-to-Site VPN เชื่อมหลายสำนักงานให้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

หนึ่งในเรื่องปวดหัวของการวางเครือข่ายคืออุปกรณ์อยู่คนละที่ คนละวงเครือข่ายกันครับ เช่นมีสำนักงาน 2 แห่ง เครือข่ายภายในก็แยกเป็น 2 วง เราก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลใน NAS หรือฮาร์ดดิสก์ส่วนกลางได้ด้วยวิธีปกติ ก็ต้องวิ่งผ่านเว็บเข้ามา แต่ความสามารถ Site-to-Site VPN จะช่วยให้เครือข่าย 2 วงเหมือนอยู่ในวงเดียวกันได้ง่ายๆ ซึ่งสามารถคอนฟิกผ่านระบบตรงกลางได้เลย ไม่ต้องมานั่งคอนฟิกเราเตอร์ทุกตัวจากทุกสำนักงานเพื่อให้ใช้ VPN นี้

Meraki ให้บริการแบบสมัครสมาชิก

แน่นอนว่าด้วยความสามารถของ Cisco Meraki ที่ทำงานผ่านระบบ Cloud ของ Cisco เป็นหลัก รูปแบบการใช้บริการจึงแตกต่างจากอุปกรณ์ตามบ้านทั่วไปที่แค่ซื้ออุปกรณ์มาก็จบ แต่สำหรับ Cisco Meraki จะต้องสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการออนไลน์ด้วย ซึ่งแต่ละองค์กรก็ต้องการโซลูชั่นที่แตกต่างกัน เราจึงแนะนำให้ลองปรึกษาทีมงานของ Cisco เพื่อปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุดครับ

ติดต่อ Cisco START ติดต่อ Cisco START
  • โทร: 02 263 7016
  • เว็บไซต์: Cisco START

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!