จัดอันดับภาพยนตร์ ทีวีซีรีส์ และละครไทยปี 2020 โดยกองบรรณาธิการ What the Fact

เป็นธรรมเนียมประจำทุกปีที่กองบรรณาธิบการ What the Fact หรือภาคบันเทิงของเว็บแบไต๋ จะร่วมกันโหวตเพื่อจัดอันดับหนังและซีรีส์ในดวงใจของแต่ละคนจากการที่ได้ชมในรอบปีที่ผ่าน แม้ว่าปีนี้จะมีหนังเข้าโรงฉายน้อยกว่าทุกปี แต่เป็นปีที่วงการสตรีมมิงกลับคึกคักอย่างมาก และปีนี้เราก็เพิ่มหมวดอันดับละครไทยเข้ามาด้วย เพราะมีนักเขียนที่โปรดปรานละครไทยอย่างมากเข้ามาร่วมทีมบรรณาธิการกับเราแล้วด้วย

เชื่อว่าบางเรื่องบางอันดับอาจจะตรงใจกับผู้อ่านนะครับ แต่เชื่อว่าบางเรื่องก็อาจจะรู้สึกเห็นแย้งก็เป็นได้ เป็นเรื่องปกติครับ ขนาดว่าในกองบรรณาธิการเรายังแย้งกันเองเลย หนังเรื่องโปรดของคนหนึ่งไปอยู่ในรายชื่อหนังน่าผิดหวังของอีกคนก็ยังมีเลย เรื่องหนังเรื่องเพลงเป็นเรื่องของรสนิยม แต่เราก็ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนถ่ายทอดแง่คิดมุมมองผ่านตัวหนังสืออย่างมีหลักการและมีเหตุผลประกอบในแง่คิดนั้น ๆ ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตามกันมาทั้งปีนะครับ เราจะตั้งใจทำหน้าที่ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวข่าวสารต่อไปอย่างดีที่สุด

และนี่คือ 3 อันดับที่โดนใจทีมงานในแต่ละหมวด

หนังที่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์

อันดับ 1 TENET

ความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับระดับเสด็จพ่อ Christopher Nolan นอกจากจะเป็นการกลับมาจับหนังสไตล์จารกรรมที่ผสมความเป็นไซไฟ-ทริลเลอร์ใกล้เคียงกับ Inception (2010) ที่สร้างไว้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อสิบปีก่อน Tenet ยังเต็มไปด้วยความเป็นต้นฉบับของวิธีการเล่าเรื่องเกี่ยวกับเส้นเวลาเดินหน้าย้อนกลับ ซึ่งยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนเล่าเรื่องนี้และด้วยวิธีเล่า 2 เส้นเวลาซ้อนทับสลับไปในแบบนี้มาก่อน ที่ทำให้หนังทั้งว้าว ! ทั้งน่างงไปพร้อมกัน ถึงอย่างนั้น หนังก็โดนติในเรื่องของการไม่ปล่อยให้คนดูได้สร้างความเห็นอกเห็นใจกับตัวละคร และวิธีการเล่าก็ไม่ประนีประนอมกับคนดู เทียบกับ Inception ที่ใช้เวลาองก์หนึ่งไปกับการอธิบายตรรกะต่าง ๆ ของโลกในหนัง ส่วน Tenet นั้นไม่เสียเวลาและปล่อยให้คนดูไปทำความเข้าใจกับตรรกะของหนังตามเหตุการณ์ที่ผ่านไปเอาเอง การที่ผู้กำกับสักคนจะสร้างหนังอย่างมั่นใจและไม่แคร์คนดูขนาดนี้ ในยุคนี้ก็อาจจะมีแค่ Nolan คนเดียว

หนังเป็นความบันเทิงสำหรับคอหนังไซไฟที่ชอบคิดจนหัวแตก ถึงอย่างนั้นหนังก็ไม่ได้ซับซ้อนสำหรับคนดูกลุ่มนี้มากนัก ที่จะเกิดเหตุดูแล้วจะไม่เข้าใจไปทั้งเรื่อง เมื่อเข้าองก์ 2 คนดูก็จะเริ่มจับต้นชนปลายถูกและอาจจะเดาออกถึงการคลายปมในองก์ 3 หรือสำหรับคนดูที่ดูแล้วยังไม่เข้าใจ ก็อย่างที่ผู้กำกับฝากบอกเอาไว่ว่า ไม่ต้องทำความเข้าใจกับตรรกะที่ Nolan พยายามป้อนใส่เข้ามา แต่ขอให้สนุกไปกับเรื่องราวตรงหน้า และฉากแอ็กชันไล่ล่าต่าง ๆ ที่หนังประเคนมาให้ (แล้วมาไล่อ่านบทวิเคราะห์เอาทีหลัง) นี่คือหนังที่สร้างบรรยากาศ “ถกเถียงหาคำตอบ” หลังหนังจบอีกครั้งให้กับผู้ชมทั่วโลก (ซึ่งไม่ได้มีบ่อย ๆ) หลังจากปีนี้หลายคนที่ยังไม่ได้ดูเมื่อได้ตามย้อนดูหนังเรื่องนี้หรือดูซ้ำรอบที่สองขึ้นไป ก็คงจะชอบหนังและได้ทำความเข้าใจกับรายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น และ Tenet นั้นคือหนังไซไฟตัวท็อปของทศวรรษนี้หรือศตวรรษนี้ในอนาคตอย่างแน่นอน

อ่านรีวิว Tenet

อันดับ 2 Soul

Soul พาผู้ชมไปสำรวจสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้มนุษย์กระทำในสิ่งที่ซับซ้อนจนกลายเป็นตัวตน หรือที่เรียกว่าบุคลิก สอดแทรกประเด็นความมุ่งมั่น ความผิดหวัง ความกลัว ความลุ่มหลง และเสียสละ ผ่านตัวละครที่กำลังจะหมดกำลังใจในชีวิต และอีกตัวละครที่ต้องการแรงกระตุ้นที่ทำให้อยากมีชีวิต ซึ่งเป็นภาพสะท้อนจิตวิญญาณของการใช้ชีวิต จุดกำเนิดของความสุข และการปล่อยวาง นอกจากนี้ งานภาพที่ออกแบบท้องถนนนครนิวยอร์กออกมาได้นุ่มนวลด้วยโทนสีส้มและน้ำตาล ก็ให้ความรู้สึกหมองหม่นเล็ก ๆ สอดประสานกับจังหวะดนตรีแจ๊ส ซึ่งทำให้รู้สึกถึงการดิ้นรนใช้ชีวิตของชนชั้นกลางได้อย่างชัดเจน และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า Pixar สามารถยกระดับตนเองด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่ซีเรียสจริงจังระดับผู้ใหญ่ในมุมมองที่เด็กเข้าถึงได้อย่างแนบเนียน ไม่แพ้ Up, Inside Out, Finding Dory และ Toy Story 4 เลย

อ่านรีวิว Soul

อันดับ 3 Bird of Prey

หลังจากที่ปีก่อนโน้น DC ประสบความสำเร็จกับหนังแยกเดี่ยววายร้ายอย่าง Joker (2019) ไปแล้ว ก็ได้เวลาของ (อดีต) แฟนโจ๊กเกอร์ออกมาวาดลวดลายบ้าง คราวนี้ยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ เปรียบเสมือนพิธีกรรายการโชว์อะไรสักอย่าง ที่จะพาเราไปค้นพบกับเรื่องราวใหม่ ๆ ภายหลังจากการเลิกรากับมิสเตอร์เจ และเรื่องราวของปมสไตล์หนังพลังหญิงที่แสนจะขมขื่นและโดนคุกคาม แต่ถูกฉาบเคลือบด้วยสีสันอันฉูดฉาด วิธีการเล่าเรื่องสไตล์หน้าชื่นอกตรม และลีลาอันแสนจะยียวนปนโรคจิตนิด ๆ ทั้งหมดนี้นำเสนอผ่านบทบาทของ “มาร์โกต์ ร็อบบี” ที่สามารถเป็นยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ได้น่ารักน่าชังสุด ๆ ทำให้แม้หนังเรื่องนี้จะไม่จมดิ่งและโหดเหี้ยมเท่าโจ๊กเกอร์ แต่เราก็พร้อมที่จะรัก เห็นใจ และหมั่นไส้ยัยฮาร์ลีย์ ควินน์ไปพร้อม ๆ กันได้ในคราวเดียว

อ่านรีวิว Birds of Prey

เรื่องอื่น ๆ ที่เข้ารอบ

The Gentlemen, Antebellum, The Invisible Man

หนังที่ฉายทางสตรีมมิง

อันดับ 1 Mank

ผลงานที่ผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ แสดงให้เห็นถึงความลุ่มหลงในฮอลลีวูด ตัวภาพยนตร์ถูกสร้างออกมาด้วยสีขาวดำ พร้อมแสงสลัว ๆ และการอัดเสียงแบบโมโน ซึ่งสร้างกลิ่นอายยุค 1930′ ในโทนเดียวกับภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้งอย่าง Citizen Kane (1941) ที่ตัวภาพยนตร์ได้กล่าวงถึงเบื้องหลังการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่า Mank จะเดินเรื่องด้วยบทสนทนาที่ยาวเหยียด แต่เดวิด ฟินเชอร์ ก็เดินเรื่องได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับตั้งใจใส่รายละเอียดมากมายลงไป เพื่อกระเทาะเปลือกของตัวละคร เฮอร์แมน เจ. แมนคีวิกซ์ หรือ แมงค์ จากมือเขียนบทฝีปากกล้า กระทั่งการเมืองได้เข้ามาพัวพันกับการสร้างภาพยนตร์ที่เขาเทิดทูน จนจิตใจค่อย ๆ ตกต่ำ ติดสุราเรื้อรัง และใกล้จะหมดไฟให้ผู้ชมได้เห็นภาพอย่างชัดเจน จนเกิดความเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้ เดวิด ฟินเชอร์ ยังมีความประณีตในการวางจังหวะบีบคั้นอารมณ์ที่ขัดแย้ง ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่พีกที่สุด แต่ทำให้เข้าใจได้ว่า แมงค์ ต้องทรมานกับการไม่ยอมรับสภาพตัวเองเพียงไร

อ่านรีวิว Mank


อันดับ 2 the Trial of Chicago 7

แอรอน ซอร์กินทำลายอคติว่าหนังขึ้นโรงขึ้นศาลต้องน่าเบื่อแบบเหนือคาด ด้วยลีลาในการลำดับเรื่องที่ยอกย้อนซับซ้อนแต่ตามได้ไม่ยาก แถมพ่วงด้วยการแสดงเทพ ๆ ทั้งเอดดี้ เรดเมย์น และ ซาชา บารอน โคเอน ที่สาดสีสันให้เรื่องราวที่ดูซีเรียสทั้งฮาและเข้มข้น แต่เหนืออื่นใดคือโอกาสและความประจวบเหมาะที่หนังได้สตรีมในช่วงการชุมนุมพอดีเลยทำให้หนังเรื่องนี้ประหนึ่งบทเรียนด้านประชาธิปไตยที่มาแบบโคตรถูกเวลา

อ่านรีวิว Trial of Chicago 7

อันดับ 3 Extraction

Extraction เป็นหนังขายความบันเทิงที่มาพร้อมสูตรสำเร็จล้วน ๆ พระเอกเท่หล่อ ภายนอกแข็งแต่จิตใจอ่อนโยนรักและผูกพันกับเด็กในความคุ้มครอง ตัวร้ายโหดดุ มีสัดส่วนของแอ็กชันและดราม่าที่ลงตัว และเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ถูกใจผู้ชมวงกว้างมากเป็นพิเศษ ก็ต้องชี้ไปที่ฉากแอ็กชันที่จัดหนักจัดเต็ม แม้หนังแอ็กชันจะแน่นตลาด มีมาให้เราดูแทบไม่ขาดสาย แต่สำหรับเรื่องที่ระเบิดภูเขาเผากระท่อมหนัก ๆ แบบนี้ก็มีมาไม่บ่อยนัก ทั้งฉากต่อสู้ด้วยอาวุธและมือเปล่า ฉากลองเทคทำได้สนุกตื่นเต้นน่าประทับใจ โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่รบบนสะพานก็ทำได้มันส์สะใจแบบยาว ๆ แล้วพระเอกก็ไม่ได้เก่งเวอร์ขนาดเป็นซูเปอร์แมน ทำให้สัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง และที่สำคัญคนไทยต้องขอบคุณเป็นพิเศษที่มาถ่ายทำในประเทศไทย ถ้าไม่ติดเรื่องโควิด-19 ราชบุรีคงได้อานิสงส์จากเรื่องนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักอีกแห่ง

อ่านรีวิว Extraction

เรื่องอื่น ๆ ที่เข้ารอบ

The Devil All the Time, Da 5 Blood

(อ่านต่อหน้าถัดไปกับ ทีวีซีรีส์)