Connect with us

ภาพยนตร์

[16.02.2017] สัปดาห์นี้ดูอะไรดี มีอะไรดู !?

Published

on

ขอต้อนรับอีกหนึ่งสัปดาห์สุดหฤหรรษ์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ (ที่จะว่าไปแล้วมีหนังรักแบบสงบใจเพียงแค่สองเรื่องเท่านั้น) ด้วยโปรแกรมหนังอีกร่วมสิบเรื่อง นี่ยังไม่ได้นับว่าจะต้องชนกันกับเหล่าหนังติดลมบนจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งครานี้ 16.02.2017 ก็มีหนังที่น่าจะติดไปอีกซักเดือนนึงอยู่เหมือนกัน เรามาดูกันว่าศึกคราวนี้ใครจะอยู่ใครจะไป และมีเรื่องไหนน่าติดตามไปถึงรอบไฟนอลบ้าง ! รายชื่อผู้เข้าชิงประจำสัปดาห์นี้ที่ทีมเรารีวิวมาทั้งหมด คือ The SalesmanWill You Be ThereA Cure For WellnessSky On Fire ทะลุจุดเดือดElleรักของเรา The MomentJohn Wick Chapter 2 (คลิกอ่านรีวิวจากชื่อหนังได้เลยนะคะ) ด้วยความสัตย์จริงแอดมินแอบเรียงลำดับไว้เพื่อการเลือกดูที่ง่ายขึ้นด้วยการคาดเดาส่วนตัวค่ะ ว่าเรื่องไหนน่าจะจากเราไปก่อนหากอยากดูให้รีบจองตั๋วซะ !

The Salesman

ต้องยอมรับระดับนึงว่าหนังแขก ไม่ว่าจะแขกขาวแขกดำ แขกไหนก็แล้วแต่ถึงแม้จะคุณภาพคับโรงมาก ๆ ก็ไม่ค่อยมีโอกาสในการแย่งชิงพื้นที่รอบฉายกับชาวบ้านเขาเสียเท่าไหร่นัก ยิ่งมาช่วงนี้ที่มีหนังตลาดเยอะมากด้วยก็คงจะได้ลาจากไปก่อนเป็นเรื่องแรก ๆ (กระซิก ๆ)

หนังดราม่าฟอร์มดี มีระทึกจนหยดสุดท้าย

The Salesman เนื้อเรื่องเกี่ยวกับคู่สามีภรรยาชนชั้นกลางที่ประสบปัญหาแผ่นดินไหวจึงต้องย้ายที่อยู่แต่บังเอิญต้องมาเช่าที่พักต่อจากสาวคาวโลกีย์ควงคู่นอนไม่ซ้ำหน้า อยู่มาวันนึงก็โดนดีเข้ามีชายอุกอาจบุกเข้ามาในห้องสร้างบาดแผลอันเลวร้ายต่อ รานา ผู้เป็นภรรยา ทิ้งไว้เพียงร่องรอยปริศนาอันดำมืดทำให้ต้องสืบสาวกันต่อไป ! ผลงานของ อัสการ์ ฟาร์ฮาร์ดี ผู้กำกับชาวอิหร่าน มีการันตีความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของ A Separation ในปี 2011 ที่คว้าออสการ์ประวัติศาสตร์ของอิหร่านในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม


Will You Be There?

ย้อนเวลาหาอดีต รักกันอีกสักครั้ง

Will You Be There? สร้างมาจากนิยายขายดีของ กีโยม มุสโซ นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ต้นฉบับใช้ชื่อว่า “Seras-tu la? ” ตีพิมพ์ในปี 2006 ขายดีขึ้นอันดับต้น ๆ ใน 30 ประเทศ ความประทับใจคือในภาพยนตร์คัดเลือกตัวแสดงที่มาเล่น 2 ช่วงวัย ทั้งตัวหมอฮัน, ยอนอา และแทโจ เพื่อนสนิทของหมอฮัน ที่เลือกมาได้ดีทั้งหน้าตาและบุคลิกที่ดูแล้วใช่ว่านี่คือคนเดียวกันในเวลาห่างกัน 30 ปี นักแสดงก็ทำการบ้านมาดี เป็นดราม่าเกาหลีที่ไม่อืดและชวนติดตามได้ตลอด 110 นาที หนังเน้นหนักไปกับตัวหมอฮันทั้งในอดีตและปัจจุบันมากกว่าเรื่องความรักของหมอฮันและยอนอา แถมหนังเรื่องนี้มีฉากถ่ายทำที่ประเทศไทยด้วยนะสวยมากแบบเหลือเชื่อ แต่ตามบทอ้างว่าเป็นกัมพูชา


A Cure For Wellness

หนังธริลเลอร์ที่ตัวอย่างดูดี มีความลึกลับ แต่รอดูแผ่นก็ได้ครับ

A Cure For Wellness ล็อคฮาร์ต ผู้บริหารหนุ่มในบริษัทวอลล์สตรีทถูกส่งไปสถานบำบัดลึกลับที่เชิงเขาแอลป์เพื่อตามหา CEO ให้มาเซ็นสัญญา แต่สถานบำบัดก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้เข้าพบ แล้วเรื่องก็พาให้ ล็อคฮาร์ต เจออุบัติเหตุจนต้องกลายมาเป็นคนไข้ของที่นี่ ไม่นานนักเขาก็เริ่มรู้สึกว่าสถานบำบัดนี้มีความไม่ชอบมาพากล ส่วนดีของหนังก็มีคืองานกำกับศิลป์และงานถ่ายภาพ หนังถ่ายภาพมุมกว้างออกมาสวยมาก และชอบการคุมโทนสีของภาพมาก สถานที่ถ่ายทำอย่าง ปราสาทโฮเฮนซอเลิร์นก็สวยงามไร้ที่ติ หนังทยอยหยอดโจทย์เข้ามาทีละนิดให้ดูไปเดาไปแล้วก็ง่วงไป ไร้ซึ่งฉากลุ้นสะดุ้งสะเทือน จนคิดว่า “พอเหอะนะ จบได้แล้วล่ะ” ผกก. กอร์ วอร์บินสกี้ ควรจะเลิกคบ จัสติน เฮย์ธ เสียที


Sky On Fire ทะลุจุดเดือด

ฉากบู๊มันส์ทะลุจุดเดือดเลือดพล่าน พังทุกอย่างที่ขวางหน้า รวมถึง CG

Sky On Fire ทะลุจุดเดือด เป็นหนังบู๊แอคชั่นของฮ่องกงที่ปีนึงเราคงไม่ได้ดูมากนัก เรื่องนี้พาเราไปทำลายล้างทุกอย่างในฮ่องกง เอารถหรูมาบี้เล่น ขับไป บดไป ถากไป เหมือนรถ 5 บาท 10 บาท มี แดเนียล วู นำทีมบู๊ร่วมกับผู้กำกับ ริงโก้ แลม ที่ไม่เคยทำให้แฟนหนังแอคชั่นผิดหวัง คราวนี้อัดมาเต็มที่ทั้งฉากต่อสู้ที่มีแทบทั้งเรื่อง ทั้งความเลวไร้ที่ติไม่มีสามัญสำนึกของตัวร้ายเผามันทุกอย่างแม้กระทั่งคน แต่ใต้ความดีก็มีความพังของ CG ที่ ริงโก้ แลม ไม่ได้ถนัดทำเอาพลาดท่าจนเสียหลักไปไม่น้อย เอาเป็นว่าถ้าไม่ได้สนใจอย่างอื่นเรื่องนี้เป็นหนังบู๊น่าดูต่อจาก John Wick Chapter 2 ในสัปดาห์นี้เลย


Elle

ฉันไม่แคร์ ก็แค่โดนข่มขืน !

Elle เจ้าของรางวัลนักแสดงนำหญิงจากเวทีลูกโลกทองคำ พ่วงมาด้วยตัวเต็งออสการ์ปีนี้ เคยถูกนักแสดงชื่อดังฝั่งฮอลลีวู้ดปฏิเสธยับเยิน ผู้กำกับเลือดดัทช์อย่าง พอล เวอร์โฮเวน เปลี่ยนวิถีจากหนังสหรัฐฯ ไปซบอกตำนานรุ่นใหญ่ อิซาเบล อุูแปต์ ที่ชื่นชอบหนังสือเรื่อง Oh… ของนักเขียนฝรั่งเศสชื่อ ฟิลิป ฌอง อยู่แล้ว เรื่องนี้จึงหอบไปถ่ายกันที่ปารีสทำให้เป็นหนังพูดภาษาฝรั่งเศสเรื่องแรกในชีวิตเวอร์โฮเวน Elle เล่าเรื่องของสาวใหญ่เจ้าของบริษัทผลิตเกมเธอพยายามสืบและไล่จับคนร้ายสวมโม่งดำที่บุกเข้าบ้านเพียงเพื่อข่มขืนเธออย่างรุนแรง โดยไม่ขโมยอะไรไปสักอย่าง แทนที่จะหวาดกลัวและอับอาย กลับขึ้นมาเก็บกวาดและอาบน้ำ แล้วก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานและสามีเก่า แถมเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉยอีก


รักของเรา The Moment

หนังรักไทยบรรยากาศเดิม ๆ ที่เพิ่มเติมคือบอยเลิฟ

รักของเรา The Moment คุณจุ๊ก-ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย ผู้บริหารบริษัทลงมากำกับเองร่วมกับ ปี๊ด-ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ที่เคยกำกับหนังอย่าง ชัมบาลา และ The Rooms ห้อง/หลอก/หลอน ได้ยินคร่าว ๆ ว่าการยกกองไปถ่าย 3 ประเทศ แถมด้วยการทำงานกับทีมงานผสมไทยเทศฟูลทีมก็คงมันมิใช่น้อย หนังเล่าถึงความรักสามรูปแบบ ทำให้เราย้อนกลับไปรู้สึกเหมือนได้ดูหนังรักตอนที่เราเด็กๆ ที่ไม่เน้นความซับซ้อน การเดินเรื่องบทสนทนาแบบคุ้นเคย ไม่มีการหยอดมุกตลก คนยุค 90 ที่เคยดูหนังรักไทยๆที่ซื่อๆตรงๆ รักเพียวๆเรื่องรักกันอย่างเดียว จะคิดถึงเลยล่ะครับ แต่ถ้าไม่ได้ชื่นชอบดาราคนไหนอยู่ก่อนคงไม่ติดตามเรื่องราวได้สะดวกนัก


John Wick Chapter 2

จักรวาลนักฆ่าไตรภาคที่มันส์สึส ๆ 100/100

John Wick: Chapter 2  ซัดคะแนนจากเว็บวิจารณ์หนังได้สะบั้นหั่นแหลก ระดับ 90% จาก Rottentomatoes.com และ 8.5/10 จาก imdb.com เป็นการกลับมาอีกครั้งของบุรุษนักฆ่าอย่ายุ่งกับหมาตู (ภาคแรก 2014) หนังภาคต่อของผู้กำกับ แชด สตาเฮลสกี้ ที่มีผลงานด้านสตันท์และฉากต่อสู้บู๊ล้างนรกมาแล้วมากมาย ภาคนี้จัดเต็มโลกทัศน์ในเรื่องทั้ง กฎนักฆ่า วงการนักฆ่าที่แฝงตัวทุกหัวระแหง ทำลายทุกสถิติการฆ่าแบบเบื่อที่จะนับหัวกันไปเลย คือ จัดเต็มจักรวาลนักฆ่ามาก หนังเล่าย้อนภาคก่อนได้ฉลาดมากๆแค่บทสนทนาของมาเฟียกับลูกน้องก็เล่าจบ เห็นบรรยากาศที่คนในวงการหวาดเกรงจอห์นได้ดี (ดูเทรลเลอร์ภาคเก่ามาก็พอแหละ) หรือจะให้ดีอ่านเรื่องย่อภาค 1 เบา ๆ ได้จากรีวิวนี้เลยจ้า

เอาล่ะจบสิ้นกับสัปดาห์นี้ แอดมินคิดว่าใครมีแนวทางของตัวเองก็คงเลือกหนังดูได้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ถ้าใครสับสนวุ่นวายในใจก็ลองเข้าไปอ่านรีวิวและตรึกตรองให้ดีว่าจะดูเรื่องไหนก่อนหรือหลัง เพราะหลายเรื่องก็มีความน่าหวาดเสียวจะหายไปไม่น้อยเลยจ้า (ฮา)

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Sicario: Day of the Soldado : กลายเป็นหนังแอ็คชั่นสาดกระสุนไปแล้ว

มาถึงภาค 2 ของหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ ที่เล่าบรรยากาศระอุระหว่างเจ้าพ่อค้ายาเม็กซิโกและกองกำลังของอเมริกาบนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ รอบนี้เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ผู้กำกับมือดีที่อยู่ในช่วงขาขึ้นไม่สามารถกลับมากำกับภาคต่อได้ เพราะต้องกำกับ Arrival และต่อด้วย Blade Runner 2049 และเจ้าของหนังก็ไม่รอด้วย เลยส่งไม้ต่อให้ สเตฟาโน ซอลลิมา ผู้กำกับหน้าใหม่ในฮอลลีวู้ด แต่เป็นมือเก๋าจากอิตาลี แต่เจ้าของเรื่องก็ยังคงเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน ที่ถนัดมากกับการเล่าเรื่องราวอาชญากรรมระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเท็กซัส และรอบนี้ก็กล้าที่จะเล่าความร้ายกาจของกลาโหมอเมริกันที่ใช้แม้กระทั่งวิธีสกปรกในการขจัดปัญหาแมงเม่าแมงหวี่กวนใจตามชายแดน ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนว่าอาชญากรเม็กซิกันเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่ถ้าสังเกตแล้วตัวร้ายจริง ๆ ของเรื่องก็คือกลาโหมอเมริกานี่แหละที่สั่งการมาจากเบื้องบนโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม โดยที่ตัวเองอยู่ในภาพพจน์ที่ขาวสะอาดอยู่เสมอแล้วให้เหล่าทหารรับจ้างทำงานมือเปื้อนเลือดแทน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

มาถึงภาค 2 ของหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ ที่เล่าบรรยากาศระอุระหว่างเจ้าพ่อค้ายาเม็กซิโกและกองกำลังของอเมริกาบนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ รอบนี้เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ผู้กำกับมือดีที่อยู่ในช่วงขาขึ้นไม่สามารถกลับมากำกับภาคต่อได้ เพราะต้องกำกับ Arrival และต่อด้วย Blade Runner 2049 และเจ้าของหนังก็ไม่รอด้วย เลยส่งไม้ต่อให้ สเตฟาโน ซอลลิมา ผู้กำกับหน้าใหม่ในฮอลลีวู้ด แต่เป็นมือเก๋าจากอิตาลี แต่เจ้าของเรื่องก็ยังคงเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน ที่ถนัดมากกับการเล่าเรื่องราวอาชญากรรมระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะเท็กซัส และรอบนี้ก็กล้าที่จะเล่าความร้ายกาจของกลาโหมอเมริกันที่ใช้แม้กระทั่งวิธีสกปรกในการขจัดปัญหาแมงเม่าแมงหวี่กวนใจตามชายแดน ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนว่าอาชญากรเม็กซิกันเป็นตัวร้ายของเรื่อง แต่ถ้าสังเกตแล้วตัวร้ายจริง ๆ ของเรื่องก็คือกลาโหมอเมริกานี่แหละที่สั่งการมาจากเบื้องบนโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม โดยที่ตัวเองอยู่ในภาพพจน์ที่ขาวสะอาดอยู่เสมอแล้วให้เหล่าทหารรับจ้างทำงานมือเปื้อนเลือดแทน

เห็นได้ชัดว่าผู้กำกับสเตฟาโน พยายามที่จะสานต่อบรรยากาศและอารมณ์หนังให้ครึ้ม หม่น ตามสไตล์ที่วิลล์เลอเนิฟวางไว้ในภาคแรก ซึ่งถ้ามองเผิน ๆ ก็อาจจะกลมกลืน แต่ถ้าเปรียบกันชัด ๆ แล้ว Sicario: Day of the Soldado น่าจะถูกใจคนดูในตลาดวงกว้าง โดยเฉพาะคอแอ็คชั่นมากกว่าภาคแรก โดยเนื้อหาที่เน้นแอ็คชั่นในแบบโฉ่งฉ่าง ฉากรบจัดหนักและมาถี่ สาดกระสุนว่อน ระเบิดตูมตาม จ่อกบาลยิงกันเลือดท่วมจอ แต่ถ้าคนดูที่ชื่นชมในสไตล์กำกับของวิลเลอเนิฟในภาคแรกอาจจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง อาจจะด้วยสไตล์กำกับที่แตกต่างกัน และด้วยเนื้อหาของหนังที่ไปกันคนละทิศทางกับภาคแรก ที่มีเอมิลี่ บลันต์ เป็นตัวละครนำและทำหน้าที่แทนสายตาคนดูพาเราไปรู้จักโลกอันโหดร้ายบนชายแดนเม็กซิโกที่อยู่ใต้เงามืดของเจ้าพ่อค้ายา

พอมาถึงภาคนี้ เอมิลี่ บลันต์ ไม่กลับมา ก็เหลือแต่เพียง จอช โบรลิน ในบท แมตต์ เกรเวอร์ ทหารรับจ้างมากประสบการณ์ แล้วก็ดันบทอเลฮานโดรของ เบนิซิโอ เดลโตโร ให้ขึ้นมาเป็นบทเด่นเคียงคู่กับแมตต์ เกรเวอร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครเก่าจากภาคแรก ก็เลยไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวละครกันอีกต่อไป มาถึงก็เดินหน้าได้เลย หนังวางเรื่องให้แมตต์ รับงานใหม่จากกลาโหมอเมริกันให้ปิดฉากแก๊งค้ายาเม็กซิกัน ที่นับวันจะเพิ่มปัญหาให้กับชายแดนเท็กซัส เป็นการทำงานใต้ดินที่รัฐบาลไม่ขอออกหน้า แมตต์จึงต้องใช้ทีมทหารรับจ้างล้วน ๆ ด้วยการวางแผนจับตัว อิซาเบล เรเยส ลูกสาววัย 16 ของคาร์ลอส เรเยส เจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ และอ้างตัวว่าเป็นแก๊งตรงกันข้าม เพื่อเสี้ยมให้ 2 แก๊งตีกันเอง

แล้วเรื่องราวจากนั้นก็กลายเป็นปมเคร่งเครียดอย่างที่เราเห็นในตัวอย่างหนัง เมื่อรัฐบาลสั่งให้ฆ่าปิดปาก อิซาเบล เรเยส แต่เธออยู่ในการคุ้มครองของอเลฮานโดร ที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งรัฐบาล เป็นผลให้ แมตต์ จำต้องจัดทีมที่เหลือตามเก็บทั้งอเลฮานโดร และ อิซาเบล เสีย จากนี้ค่อยไปตามดูกันนะว่าศึกระหว่าง 2 ทหารรับจ้างผู้คร่ำหวอดจะลงเอยอย่างไร

สิ่งที่ขาดหายไปคือเสน่ห์ในลายเซ็นของเดนนิส วิลล์เลอเนิฟ ที่แม้จะไปแบบช้า ๆ หม่น ๆ ครอบคลุมไปด้วยบรรยากาศลึกลับหนัก ๆ แต่ก็ยังถ่ายทอดให้เห็นความโหดดิบของโลกอาชญากรเม็กซิกัน สิ่งที่ทดแทนมาในภาคนี้คืองานแอ็คชั่นที่อัดมาแน่นในสเกลที่ใหญ่ขึ้น กระสุดสาดกันว่อน จรวดอาร์พีจี ระเบิดมือ และเครื่องแบล็คฮอว์คที่เป็นพระเอกในหลายฉาก กลายเป็นหนังแอ็คชั่นบนสนามรบที่ทำได้ดุ มันส์ และเข้าใจง่ายกว่างานในแบบของวิลล์เลอเนิฟแน่นอน แล้วก็ตรงคอนเซ็ปต์กับชื่อของภาคนี้ Day Of Soldado ที่แปลว่า “วันของทหารหาญ” ก็เลยเน้นปฏิบัติการของทหารเป็นหลัก ไม่เห็นเงาของเจ้าพ่อค้ายาเลย แต่เส้นเรื่องที่เดินขนานกันไปในภาคนี้คือ ขบวนลักลอบการพาคนเม็กซิกันเข้าอเมริกา ที่เล่าสลับกันไปตลอดเรื่องและเส้นเรื่องมาบรรจบกันท้ายเรื่องกลายเป็นไคลแมกซ์ที่ตึงเครียด

แม้หลาย ๆ ฉากเราเห็นกันมาแล้วในตัวอย่างหนัง แต่พออยู่ในหนังจริงก็ทำได้ชวนลุ้นระทึกดี โดยเฉพาะฉากขบวนรถหุ้มเกราะทำหน้าที่ขนย้ายอิซาเบล เรเยส เข้าสู่เม็กซิโก ต้องระแวดระวังแก๊งตรงข้ามมาชิงตัว เป็นฉากยาวที่ดูไปก็ต้องลุ้นไปว่าจะโดนโจมตีหรือไม่ตอนไหน ดนตรีประกอบฝีมือของ Hildur Guðnadóttir (ขอไม่เขียนชื่อไทยนะ อ่านยากมาก) ก็ช่วยได้มาก กับการปูอารมณ์เข้าแต่ละช่วงฉากแอ็คชั่น ฮิลเดอร์ เป็นนักทำดนตรีประกอบมือใหม่เลื่อนขั้นมาจากทีมทำดนตรีที่เคยทำงานให้กับผลงานทุกเรื่องก่อนหน้าของ เดนนิส วิลล์เลอเนิฟ

จุดหนึ่งที่เสียดายพอสมควรคือตัวตนของอเลฮานโดร ในภาคแรกวางตัวอเลฮานโดรไว้เป็นมนุษย์ที่ลึกลับน่ากลัว พูดน้อย ดูไม่เป็นมิตรและมีอดีตที่มืดมน พอมาภาคนี้บทของอเลฮานโดร จำเป็นต้องกลายมาตัวละครนำ ความลึกลับน่ากลัวเลือนหายไปสิ้น กลายเป็นอเลฮานโดรที่พูดมากขึ้น เฟรนด์ลี่ขึ้น ได้เห็นด้านอ่อนโยนของเขา เริ่มมีการเปิดเผยอดีตของเขามากขึ้น เพื่อปูถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของเขาที่เลือกจะปกป้องอิซาเบล เรเยส

อีกฉากที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นคือ การพบกันของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ แมตต์ มาชักชวน อเลฮานโดร ให้เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ ด้วยการแอบเข้าไปในห้องของอเลฮานโดร แล้วก็นั่งรออยู่ในมุมมืด ๆ เมื่อเจ้าของบ้านกลับมา ด้วยทักษะของทหารทำให้รู้ว่ามีคนบุกเข้าบ้าน ก็ถือปืนสอดส่องตามหา แล้วก็จ๊ะเอ๋ว่าเป็นเพื่อนเก่ามาหา ไม่คิดว่าเราจะยังคงเห็นฉากเชย ๆ แบบนี้ในหนังฮอลลีวู้ดในปี 2018 นะ ชวนให้สงสัยมากว่าทำไมพี่ ๆ เค้าไม่โทรนัดกันนะ แล้วถ้ารายหลังไม่กลับมาบ้าน ผู้มาเยี่ยมไม่ต้องรอเก้อเหรอ

2 ชั่วโมงของหนังเดินหน้าไปอย่างน่าติดตาม มีฉากแอ็คชั่นให้ดูเรื่อย ๆ ไม่เว้นช่วงนาน แต่ฉากไคลแมกซ์ท้ายก็ทำได้ตึงเครียดสุด โหดสุด แล้วก็จบแบบทิ้งปริศนาไว้มากพอควร รอไปเฉลยในภาค 3 ที่หนังเริ่มขั้นตอนการสร้างแล้วอย่างมั่นใจ ไม่รอดูผลลัพธ์ของภาค 2 เลย ดูฟอร์มแล้วหนังน่าจะทำรายได้ดีกว่าภาคแรก แต่ในทางตรงกันข้ามคะแนนจากนักวิจารณ์ก็ออกมาต่ำเตี้ยกว่าภาคแรกแน่นอน เป็นหนังที่ดูเอามันส์ สนุกไปกับหนังได้แม้ไม่เคยดูภาคแรกครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Disobedience: หนังรักต้องห้ามขึ้นหิ้งแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ผู้กำกับ เซบาสเตียน เลลิโอ ถือเป็นผู้กำกับที่ถนัดงานดราม่าจัด ๆ ซึ่งชอบดึงคนดูให้อินและทำความเข้าใจกับคนเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะเสียงสรรเสริญในหนังออสการ์ A Fantastic Woman ตามต่อด้วย Disobedience หน้าหนังที่ขายความสัมพันธ์แบบหญิง-หญิง ท่ามกลางประเด็นกฏข้อห้ามของหลักศาสนา ศีลธรรมและความศรัทธา ซึ่งได้รับคำวิจารณ์บวกมาก ๆ ในเทศกาลหนังโตรอนโตเมื่อปีที่แล้ว โดยได้สองสาว เรเชล แม็คอดัมส์ และ เรเชล ไวสซ์ มาสวมบทอดีตคนรักที่ได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง

Disobedience ดัดแปลงมาจากนิยายระดับรางวัลของ นาโอมิ อัลเดอร์แมน โดยตัวหนังเล่าเรื่องราวของ โรนิท (เรเชล ไวสซ์) ช่างภาพสาวที่เติบโตมากับครอบครัวนับถือยิวออร์โธด็อกซ์เคร่งครัดในลอนดอน และพ่อของเธอซึ่งเป็น แรบไบรู้ความลับที่เธอชอบผู้หญิง ทำให้ โรนิท ต้องหนีออกจากบ้านไปเป็นช่างภาพอยู่ในนิวยอร์ก จนกระทั่งเมื่อเธอรับรู้ว่าคุณพ่อเสียชีวิต จึงกลับมาร่วมพิธีศพที่บ้านเกิด และการกลับมาครั้งทำให้ โรนิท ต้องพบกับ เอสตี้ ครูสาวโรงเรียนมัธยม ผู้หญิงที่เธอเคยรักสุดหัวใจ ในวันที่ได้รู้ว่าแต่งงานกับ โดวิท (อเล็กซานโดร นิโวลา) ลูกพี่ลูกน้องของเธอ ซึ่งคุณพ่อมอบหมายให้เป็นทายาทสืบตระกูล แต่ทว่าจะทำอย่างไรเมื่อดูเหมือนว่าถ่านไฟเก่าพร้อมจะกลับมาปะทุอีกครั้ง

ตัวหนังไม่ได้ใช้เวลามากมายในการปูแบ็คกราวน์ความสัมพันธ์ในวัยเด็กของคนทั้ง 3 แต่เน้นไปที่บรรยากาศความเคร่งครัดของกลุ่มยิวออร์โธด็อกส์ ทำให้เราได้เห็นกฏระเบียบ จารีต ประเพณี หรือ ‘กรอบ’ ของศาสนา อย่างเช่น ผู้ชายจะต้องสวมหมวกคิปป้า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็ต้องสวมผ้าคลุมหรือใส่วิกผมไว้ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมทั้ง เอสตี้ และ โดวิท ที่เติบโตมาในบรรยากาศและแวดล้อมดังกล่าวมาตลอดตั้งแต่เด็ก คอนทราสต์กับ โรนิท เองที่เป็นสาวอินดี้นิวยอร์เกอร์สไตล์ ผู้ที่หนังวางไว้เป็นตัวแทนของตัวละครที่อยู่ ‘นอกกรอบ’ หรือ freedom

ความรักแบบฉิ่งฉับที่หนังนำมาเสนอเปรียบเสมือนเครื่องปรุงให้อาหารมีรสชาติ ซึ่งต้องบอกว่าเลิฟซีนของสองสาวเรเชลนั้น เร่าร้อนและดูดดื่มมาก เป็นเลิฟซีนที่ทรงพลัง หนังเก็บทุกรายละเอียด อินเนอร์มาเต็มเหลือเฟือ โดยเฉพาะ ‘แววตาพูดได้’ ของทั้งคู่คือความสวยงามคลาสสิกของ Disobedience อย่างแท้จริง และทั้งหมดทั้งมวลมันแผ้วทางให้หนังย้ำเมสเซจในเรื่องการมีสิทธิ์เลือกที่จะมีอิสระหรือถูกพันธนาการจากกรอบสังคม กฏเกณฑ์ศาสนาที่วางไว้ ภายใต้เงื่อนไขของความกลัวว่าหากทำแบบนี้แล้วมันเรียกว่า ‘บาป’ หรือ ‘ไม่บาป’

หนังเรื่องนี้ พูดถึงหลาย ๆ แง่มุมในชีวิตมาก นอกจากเรื่องความเป็นเกย์ของสองสาวหรือว่า freedom แล้ว ประเด็นเรื่องครอบครัวก็ถูกหยิบยกมาจับด้วย โดยเฉพาะ โรนิทเองที่แม้เธอจะเป็นช่างภาพแต่เธอกลับรู้สึกผิดบาปที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้ถ่ายภาพพ่อของตัวเองสักใบ ขณะที่ความกดดันตั้งแต่การเจอหน้ากันของแฟนเก่า ค่อย ๆ บีบเค้นความรู้สึก บีบคนดูให้อึดอัดกับความสัมพันธ์ ก่อนจะระเบิดออกมาได้พีคมาก การแต่งงานไม่ใช่กรอบ ไม่ใช่โซ่ตรวนพันธนาการชีวิต ไม่เคยสิ่งการันตีใด ๆ ไม่มีคำว่าตลอดไป ความสมหวังผิดหวังเกิดขึ้นได้กับคนเราทุกเมื่อ และไม่มีใครมีความสุขหรือทุกข์ไปตลอด

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมชอบในหนังคือ บทสรุปที่ไม่เลือกเชียร์ความสัมพันธ์แบบใดแบบหนึ่ง มันคล้ายกับ coming of age ของผู้ใหญ่วัย 40 ที่ยังตกหลุมพรางของความลุ่มหลงเหมือนวัยรุ่น แต่ก็เรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจ กับโจทย์ของความถูกต้องและความถูกใจได้ในที่สุด

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Escape Plan 2: Hades หนังแหกคุกท่าดีทีเหลวแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

กลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีสำหรับแรมโบ้แหกคุกใน Escape Plan 2: Hades ซึ่งคราวนี้ไร้เงาของป๋า อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ แต่ได้ ‘The Animal’ เดฟ บาติสต้า ที่จะมาช่วย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แรมโบ้รุ่นดึกทำภารกิจแหกคุกอีกครั้ง พร้อมด้วย หวงเสี่ยวหมิง สตาร์จากแดนมังกรและแร็ปเปอร์ดัง 50 Cent มาร่วมแจมบทบาทสำคัญในเรื่องด้วย

การกลับมาในครั้งนี้ของ Escape Plan 2 ก็ทำการออกแบบคุกใหม่ได้ไฮเทคโคตร ๆ ดูฉีกแนวดี หนังพยายามปูพรมผูกปมสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ เรย์ เบรสลิน (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) มีเหตุต้องกลับไปช่วยเหลือเพื่อนอีกครั้งในคุกเฮเดส ซึ่งเคลมว่าเป็นคุกอเวจีที่ไม่มีใครสามารถออกมาได้ ซึ่งในช่วงแรกของการปูทางนั้น ฟอร์มหนังดูมีของไม่น้อยเลย นั่นทำให้เกิดความคาดหวังว่าภาคนี้น่าจะสนุกกว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว หน้าหนังคุณหลอกดาวมากก! ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะหนังพยายามทำเอาใจพี่จีนนายทุนมากเกินไปนั่นแหละ เลยกลายเป็นว่า สตอลโลน และ บาติสต้า มีสภาพไม่ต่างอะไรกับดาราสมทบ ให้หวงเสี่ยวหมิง สวมบทเป็น ไมเคิล สกอฟิลด์ หล่อ ๆ ทั้งเรื่อง มาทรงเดียวกับ China Salesman ที่ไปขนดาราหมดสภาพแพ็คคู่กับสตาร์เกรดรองมาเป็นป๋าดันให้พระเอกจีนปล่อยของไม่มีผิด แต่เอาไปเอามา พลอตเรื่องก็เละ พาร์ที่ควรจะเป็นจุดขายอย่างเรื่องการใช้เหตุผลวิเคราะห์ ปฏิภาณไหวพริบ หรือความคิดสร้างสรรค์ในการแหกคุก หรือทำยังไงก็ได้ให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ดูมีสมองแหกคุกหน่อยก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น มันตื้นเขิน อะไรมันก็ดูง่ายเวอร์ แต่อย่างน้อย หวงเสี่ยวหมิง ก็มีอินเนอร์ในฉากต่อสู้อยู่พอตัว

เพียงแต่…แกจะเอาหวงเสี่ยวหมิงมาแบกทั้งเรื่องไม่ได้! มันเอาไม่อยู่ว้อย! 

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงภาพรวมของ Escape Plan 2 มันเริ่มต้นมาด้วยการวางปมทิ้งไว้หลายอย่างให้ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ตัดจบง่าย ๆ เกินคาด แถมยังมีหลายปมที่ไม่ได้คลี่คลายให้ชัดเจน มีความวอนนาบีในการเล่นแร่แปรธาตุให้ทุกอย่างมันดูล้ำ ดูเจ๋ง ท่ามกลางความเล่นใหญ่ แต่พี่จีนอาจลืมไปว่าคนดูทั่วโลกไม่ได้คิดจะเออออหยวน ๆ ทนดูอะไรง่อย ๆ ได้นาน ๆ เหมือนละครหลังข่าวนะ เอาจริง ๆ ฉากบู๊ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยกระดับก็มาจากลุงแรมโบ้อยู่สองสามฉากนี่แหละ แล้วเรื่องไดอะล็อกของตัวละครก็ยังเป็นเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ยุคไดโนเสาร์ ไอ้ประเภทฝากไว้ก่อนเถอะ หรือว่าเราจะตามล่ามันให้จงได้เนี่ย มันมุกรุ่นพ่อแล้ว มันไม่ควรหลุดออกจากปากของคนอย่าง สตอลโลน แล้ว

สรุปการกลับมาครั้งนี้ของ Escape Plan ถือว่าแย่กว่าภาคที่แล้วอีก ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับหนังแหกคุกดี ๆ เลย เดินเรื่องเอื่อย แถมชอบยืดเรื่องนานอีก นี่มันเข้าสูตรพี่จีนชัด ๆ! ซีจีรวม ๆ ถือว่าพอใช้ได้ เพียงแต่ไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่ ยกเว้นคำคมคูล ๆ ที่พอจะสอดแทรกออกมาให้เห็นระหว่างที่หวงเสี่ยวหมิงคิดหาวิธีแหกคุก แต่ที่เฟลหนักก็คือลาสบอสของหนัง ที่เอาเข้าจริงไม่มีห่าอะไรเลย! ง่อยมากกถึงมากที่สุด มิติตัวละครอ่านง่าย มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการตามที่หนังแผ่นควรมี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!