Connect with us

ภาพยนตร์

“บ็อกซ์ ออฟฟิศ” ต่างประเทศ (14 – 16 กรกฎาคม 2017) : War for the Planet of the Apes ผงาดเหนือ Spider-Man: Homecoming

“บ็อกซ์ ออฟฟิศ” (Box Office) ภาพยนตร์ทำเงินในต่างประเทศ วันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2017 : War for the Planet of the Apes เอาชนะ Spider-Man: Homecoming ด้วยรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรก 56.5 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับลิงก่อนหน้านี้อย่าง Kong: Skull Island ที่ทำได้ 61 ล้านเหรียญ  แต่ War for the Planet of the Apes ได้คะแนนจาก CinemaScore ไปในระดับ “A-” ในขณะที่ Kong: Skull Island ได้ “B+”

Published

on

“บ็อกซ์ ออฟฟิศ” (Box Office) ภาพยนตร์ทำเงินในต่างประเทศ วันที่ 14 – 16 กรกฎาคม 2017 : War for the Planet of the Apes เอาชนะ Spider-Man: Homecoming ด้วยรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรก 56.5 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับลิงก่อนหน้านี้อย่าง Kong: Skull Island ที่ทำได้ 61 ล้านเหรียญ  แต่ War for the Planet of the Apes ได้คะแนนจาก CinemaScore ไปในระดับ “A-” ในขณะที่ Kong: Skull Island ได้ “B+”

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 War for the Planet of the Apes (Fox)

56.5 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 1

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 56.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 46 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 102.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 150 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 Spider-Man: Homecoming (Sony)

45.2 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 2

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 208.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 139.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 347.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 175 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 Despicable Me 3 (Universal)

18.9 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 3

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 188 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 431.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 619.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 80 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 Baby Driver (Tristar)

8.6 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 3

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 73.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 14 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 87.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 34 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 The Big Sick (Liongate)

7.6 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 4

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 88,926 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 16. ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 

อันดับที่ 6 Wonder Woman (Warner Bros.)

6.9 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 7

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 380.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 384.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 764.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 149 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 Wish Upon (Broad Green)

5.6 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 1

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 5.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : 5.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 12 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 Cars 3 (Buena Vista)

 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 5

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 140 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 82.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 222.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 175 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 Transformers: The Last Knight (Paramount)

2.8 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 4

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 124.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 392.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 517.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 217 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 The House (Warner Bros./ New Line)

1.8 ล้านเหรียญ : สัปดาห์ที่ 2

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 41.2.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : – ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 41.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 40 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxoffice

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead

Published

on

สนับสนุนโดย

เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีหน้าหนังเด่นแปลกตามาก เรียกว่าใคร ๆ ต่างก็ฮือฮากับทีเซอร์ของ When I Get Home, My Wife Always Pretends to Be Dead หรือชื่อไทย ผมล่ะเพลีย..เมียแกล้งตาย!? ฟอร์มหนังรอมคอมญี่ปุ่นที่มีที่มาจากกระทู้ไวรัลของยูเซอร์ที่ชื่อ K.Kajunsky  ใน Yahoo! Answer ซึ่งกระทู้ตำนานนี้มีคนตามกว่า 4 ล้านคน ว่าด้วยเรื่องของคุณภรรยาสุดเพี้ยนที่ทำตัวแปลก ๆ คือแกล้งตายเวลาสามีกลับถึงบ้าน ก่อนที่จะมาทำเป็นการ์ตูน ต่อยอดมาไกลเป็นหนังโรงได้!

หนังซ่อนเมสเซจที่แท้จริงเอาไว้ ภายใต้หน้าหนังติงต๊องและความโก๊ะของ จิเอะ (นานะ อิกุระ) ที่อยู่กินฉันสามีภรรยาใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับ จุน (เคน ยาซุดะ) มานาน 3 ปี โดยในช่วงแรกเราจะได้เห็น จิเอะ สรรหาวิธีการตายต่าง ๆ สุดครีเอทมานับไม่ถ้วนให้สามีต้องผวาทุกครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อทำไปนาน ๆ ไม่ว่าจะทุ่มทุนสร้างแค่ไหน จุน และคนดูเองก็เริ่มเลี่ยน นำพาไปสู่คำถามว่า เธอต้องการสื่ออะไรถึงจุน? ซึ่งเอาจริง ๆ ใครที่ดูมาถึงระยะหนึ่งก็คงเดาได้ไม่ยาก

ตัวละครของพระนางคู่นี้ มีความคลับคล้ายคลับคลากับซีรีส์โนะดาเมะเหมือนกัน ถึงแม้ว่า performance ของทั้ง นานะ และ เคน จะยังห่างจาก จูริ อูเอะโนะ กับ ฮิโรชิ ทามากิ อยู่หลายช่วงตัว แต่ยังดีที่หนังยังมี subplot ที่เข้ามาเสริมให้คนดูอินกับความสัมพันธ์ที่เริ่มเข้ามาถึงจุดอึน ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเพื่อนที่ทำงานของจุนกับภรรยา คุณลุงในร้านซักรีดที่สูญเสียภรรยาไป มาจนถึงพ่อของจิเอะเอง ทุกอย่างคือตัวอย่างรอบตัวของจิเอะที่ตอกย้ำความสำคัญของวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน และนั่นเป็นหน้าที่ของ จุน จะต้องทำความเข้าใจและเติบโตขึ้นอีกครั้งในฐานะสามีที่ดีกว่าเดิม

เสียดายที่ตัวหนังมีลูกเล่น ลูกล่อลูกชนน้อยไปหน่อย โทนหนังมันเลยดูธรรมดา ไม่อินอะไรได้สุดสักทางเท่าไหร่ ช่วงที่ดีที่สุดของหนังเห็นจะเป็นช่วงที่หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตรักของเพื่อนร่วมงานของจุนที่พอจะกระชากอารมณ์ได้บ้าง ส่วนในแง่ของโปรดักชันก็ถือว่าธรรมดามาก ถ้ามองในภาพรวมหนังเรื่องนี้เริ่มต้นมาด้วยความหวือหวาแปลกตา แต่เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ มันก็เนือย จนกลายเป็นออกเลี่ยนในแบบหนังซีรีส์รอมคอมทั่วไปมากกว่า รู้สึกว่ามันยังขาดชั้นเชิงอย่างที่ควรจะเป็น จุดแข็งของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ประเด็นที่เอามาจับ การพยายามสื่อถึงการเอาใจใส่กับความรัก คนที่จับมือกับคุณอยู่ในตอนนี้ให้ดีที่สุด ใส่ใจเขาเป็นคนแรกของชีวิต

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Billionaire Boys Club รวมพลรวยอัจฉริยะ – อุทาหรณ์สอนคนอยากรวย

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

โจ ฮันต์ (แอนเซล เอลกอร์ต) และ ดีน คาร์นี (ทารอน อีเกอร์ตัน) ร่วมกับผองเพื่อนลูกคุณหนูตั้งวงแชร์ลูกโซ่หลอกเหยื่อจนร่ำรวย แต่พวกเขาก็ยังแพ้เล่ห์เหลี่ยมของ รอน เลวิน (เควิน สเปซีย์) 18 มงกุฎสุดเก๋าที่มาสอนเกมหนุ่มน้อยพันล้านจนแทบกระอักเลือด และเมื่อความโลภและความแค้นอยู่เหนือการควบคุม พวกเขายังต้องถูกตามล่าจากทางการและมิตรภาพก็ต้องถูกประเมินราคาอีกครั้ง

ตัวหนังสร้างจากคดี พอนซี สกีม (Ponzi Scheme) อันโด่งดังในปี 1984 เมื่อ 2 หนุ่มคิดรวยทางลัดจัดตั้งบริษัทด้านการเงินหลอกคนมาลงหุ้นลมในลักษณะแชร์ลูกโซ่นำพาไปสู่การหักหลังจาก 18 มงกุฎที่เลยเถิดถึงขั้นมีการฆาตกรรมจนถูกนำไปสร้างเป็นมินิซีรีส์ฉายทางช่อง เอ็นบีซี และส่งอิทธิพลต่อซีรีส์และรายการโทรทัศน์ต่างๆมากมาย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคดีนี้ดูจะสมบูรณ์พร้อมทั้งเรื่องราวการหลอกต้มตุ๋นเงินจากบรรดาหนุ่มๆลูกคุณหนู หรือเหตุการณ์ฆาตกรรม รวมถึงจุดพลิกผันของมิตรภาพที่ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเอามาสร้างหนังทริลเลอร์สนุกๆสักเรื่อง

แต่เจมส์ คอกซ์ กลับเล่าเรื่องราวการต้มตุ๋นได้อย่างราบเรียบ เดาทางง่าย และไม่ชวนให้เราเอาใจช่วยตัวละครเท่าใดนัก ทั้งที่ตัวละครอย่าง โจ ฮันต์ สามารถเล่าเรื่องราวของเขาได้หลากมิติหลายชั้น – ซึ่งจะว่าไปในหนังเองมีการเปรียบเทียบเขากับสตีฟ จอบส์ ด้วยซ้ำในแง่ นักขายฝัน กับ นักขายอนาคต – แถมยังมีปมเรื่องบ้านจน ทำตัวเฉิ่มเชย ที่แม้หนังจะเอามาปูพื้นตัวละครตอนต้นได้น่าสนใจไม่น้อย แต่พอ โจ แปลงร่าง เราก็ได้เห็นแต่โจที่ทำตัวหล่อ พูดเสียงดังแล้วอยู่ๆคนก็เชื่อ และหมั่นยัดสถานการณ์บังเอิญและการตัดสินใจโง่ๆ ตัวละครเลยหมดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนตัวละคร ดีน คาร์นี ก็แปลกที่หนังเล่าผ่านมุมมองตัวละครนี้ แต่เรากลับมารู้ถึงมุมมองความคิดของน้ำเสียงคนเล่าใน 5 นาทีสุดท้าย จนงงว่าแล้วหนังจะเล่าผ่าน ดีน ทำไมเนี่ย?

แต่กระนั้นความดีงามของหนังก็ยังมีอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องราวของคดีพอนซี สกีม ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ดีอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังเล่าเรื่องราวได้สนุก ไม่น่าเบื่อ ยิ่งได้การแสดงของ แอนเซล เอลกอต จาก Baby Driver มารับบท โจ ฮันต์ ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งดูมีชีวิตแม้จะเดาทางเรื่องได้ง่ายแค่ไหนก็ตาม ส่วน ทารอน เอดเกอร์ตัน จาก Kingsman แม้จะน่าสงสารที่สถานะแทบไม่ต่างจากตัวประกอบทั้งที่เป็นคนเล่าเรื่อง แต่ทุกฉากที่ ทารอน ปรากฎตัวก็โดดเด่นพอเป็นที่จับตามองได้บ้าง ด้านเควิน สเปซี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบท รอน เลวิน ไม่ได้เกินความสามารถจนแทบตัดต่อเอาน้ำเสียง แฟรงค์ อันเดอร์วูด มาผสมคาแรกเตอร์ 18 มงกุฏในหนังหลายเรื่องที่เขาแสดงก็ขโมยซีนเหล่าหนุ่มๆได้แล้ว ส่วนสาวๆก็ถือเป็นสีสันของเรื่องได้ดีทั้ง เอมมา โรเบิร์ต หลานสาวของ น้า จูเลีย โรเบิร์ตืก็รับบทแฟนสาวของ โจ ได้มีเสน่ห์ดี แม้จะเดาไม่ยากว่าเธอพยายามจะเป็น มาร์โกต์ ร็อบบี แบบใน The Wolf Of Wallstreet มากแค่ไหนก็ตาม (แต่ก็เทียบชั้นไม่ได้อยู่ดีนะ) หรือ น้อง ซูกี วอร์เตอร์เฮาส์ ที่มาเอ็กซ์แตกอย่างเดียวก็เป็นสีสันได้ดีกว่าตอนเป็นหุ่นปลอมใน Future World ที่เราเพิ่งสับ เอ้ย! เพิ่งรีวิวกันไปสัปดาห์ก่อน

สรุปง่ายๆ ใครอยากหาหนังที่เตือนสติก่อนลงทุนก็จงดู The Billionaire Boys Club เป็นอุทาหรณ์เถอะ เพราะต่อให้ยุคเปลี่ยนแต่ความโลภก็ยังทำให้ลาภหายได้เช่นเดิม ตัวหนังสนุกพอใช้ได้ แม้ไม่แปลกใหม่นักก็ตาม

มาตั้งสติก่อนควักเงินลงทุนกับ The Billionaire Boys Club คลิกซื้อตั๋วที่ภาพด้านล่างได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]7days เรารักกันจันทร์-อาทิตย์ : แผลมันใหญ่เกินจะมองข้ามไป

ผลงานเขียนบทและกำกับเรื่องที่ 2 ของ ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับที่เคยมีผลงาน “ชัมบาลา”เมื่อปี 2555 ผลิตโดยค่าย เทค ไทยแลนด์ ของ หนึ่ง อัครพล เตชะรัตนะประเสริฐ ลูกชายของเสี่ยเจียง หน้าหนังดูน่าสนใจกับ 3 ดารานำที่อยู่ในระดับแถวหน้าและใช้เรียกคนดูได้ดีทั้ง นิษฐา จิรยั่งยืน , กันต์ กันตถาวร , อนันดา เอเวอร์ริงแฮม และ บอย ตรัย ภูมิรัตน แม้แต่พลอตก็ดูน่าสนใจครับ เมื่อ”แทน”เชฟหนุ่มฝีมือดี อยู่ดี ๆ ก็หายสาบสูญไป ติดต่อไม่ได้หลังมีปากเสียงกับ “มิน” แฟนสาวทำให้เธอต้องออกตามหากับคนที่รู้จักแทน ส่วน “แทน” ฟื้นขึ้นมาในร่างของใครก็ไม่รู้ และจำไม่ได้ว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร และในวันต่อมาเขาก็จะฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่แต่ความทรงจำก็เริ่มกลับมาว่าเขาคือ “แทน” และเริ่มหาทางติดต่อกับมินแต่ปัญหาคือเขาจะบอกกับมินอย่างไรให้เธอเชื่อ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ผลงานเขียนบทและกำกับเรื่องที่ 2 ของ ปัญจพงศ์ คงคาน้อย ผู้กำกับที่เคยมีผลงาน “ชัมบาลา”เมื่อปี 2555 ผลิตโดยค่าย เทค ไทยแลนด์ ของ หนึ่ง อัครพล เตชะรัตนะประเสริฐ ลูกชายของเสี่ยเจียง หน้าหนังดูน่าสนใจกับ 3 ดารานำที่อยู่ในระดับแถวหน้าและใช้เรียกคนดูได้ดีทั้ง นิษฐา จิรยั่งยืน , กันต์ กันตถาวร , อนันดา เอเวอร์ริงแฮม และ บอย ตรัย ภูมิรัตน แม้แต่พลอตก็ดูน่าสนใจครับ เมื่อ”แทน”เชฟหนุ่มฝีมือดี อยู่ดี ๆ ก็หายสาบสูญไป ติดต่อไม่ได้หลังมีปากเสียงกับ “มิน” แฟนสาวทำให้เธอต้องออกตามหา  ส่วน “แทน” ฟื้นขึ้นมาในร่างของใครก็ไม่รู้ และจำไม่ได้ว่าตัวเองคือใครชื่ออะไร และในวันต่อมาเขาก็จะฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่แต่ความทรงจำก็เริ่มกลับมาว่าเขาคือ “แทน” เขาเริ่มหาทางติดต่อกับมิน แต่ปัญหาคือเขาจะบอกกับมินอย่างไรให้เธอเชื่อกับสิ่งที่เกิดกับเขา

เว้นช่วงไปหลายปีกลับมารอบนี้ดูเหมือนว่า ปื๊ด ปัญจพงศ์ จะมาพร้อมกับไอเดียที่แน่นและหลากหลายที่ปื๊ดบรรจงใส่ทั้งหมดลงมาในเรื่องเดียวกัน ทำให้ 7days เป็นทั้งหนังรักโรแมนติก บนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ และมีฉากหลังเป็นหนังทำอาหาร เบนเส้นเรื่องหลักที่วางให้แทนต้องตื่นขึ้นมาในแต่ละวันในร่างคนต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวหรือเคยผ่านเข้ามาใกล้ชิดในโอกาสสำคัญ  แต่ละคนที่แทนสวมร่างก็แตกต่างกันมากในแต่ละวัน ทั้งชายอ้วน ชายแก่ เด็ก และ ผู้หญิง แนวทางของเรื่องเอื้อประโยชน์มากที่จะให้หนังออกมาเป็นคอมมีดี้ แต่ผู้กำกับก็ยังเลือกที่จะให้ 7days เดินหน้าไปในแนวทางโรแมนติก

 

ในแต่ละวันที่หนังเดินหน้าไปก็น่าติดตามว่าแทนจะตื่นขึ้นมาในร่างใคร บทหนังก็เปิดช่องให้แทรกเหตุการณ์สำคัญในอดีตรักของแทนและมินได้อย่างพอเหมาะ ทั้งวันที่แรกพบกัน วันที่รักกันดีได้พูดคุยถึงเรื่องอนาคต จนถึงคืนก่อนหน้าที่แทนจะหายตัวไปเป็นวันที่ทั้งคู่มีปากเสียงกัน ฉากย้อนอดีตทำให้คนดูได้รู้จักความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากขึ้น สิ่งสำคัญสุดคือการแสดงของ กันต์ และ มิว ที่เคมีเข้ากันได้ดี ดูไปก็ยิ้มไปกับลีลาการแสดงของทั้งคู่ที่ดูเป็นธรรมชาติโดยเฉพาะมิว ยังคงเสน่ห์ได้เสมอเวลาอยู่บนจอใหญ่

ส่วน อนันดา คงไม่มีอะไรให้พูดถึงมาก น่าจะเรียกว่าอยู่ในฐานะนักแสดงสมทบมากกว่า แต่ก็รักษามาตรฐานตัวเองไว้ได้ นักแสดงสมทบอย่าง สตาร์บัค น่าสงสารกับบท”กล้วย” เพื่อนและผู้จัดการร้านที่ดูล้นจนน่ารำคาญ , ลอเรนโซ เดอ สเตฟาโน นักแสดงต่างชาติหน้าเหมือนกาย เพียร์ซ มาก ถูกยัดเยียดบทให้พูดไทยสำเนียงฝรั่ง แต่เป็นภาษาไทยสำนวนยาก ๆ จนน่าอึดอัด คือถ้าพูดสำนวนยาก ๆ แบบนี้ได้ น่าจะพูดไทยได้ชัดแบบอาจารย์อดัมแล้วล่ะ , เทวัญ ทรัพย์แสนยากร ในบทลุงเมฆ โผล่มาไม่มากแต่ก็ทำได้ดีสำหรับงานแสดงจริงจังครั้งแรก ถ่ายทอดความเป็นลุงน่ารักใจดีให้รู้สึกได้

 

จุดดีของหนังก็คือบทที่ตัดสลับเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันได้ดี แต่จุดเสียของหนังก็คือบทเช่นกัน และเป็นแผลใหญ่เสียด้วย หลัก ๆ คือช่องโหว่ในบททั้งเล็กและใหญ่ที่มีมากจนถี่เกินไป และชวนให้คิดว่าไม่น่าเพิกเฉยจนปล่อยมาได้มากมายขนาดนี้ ทั้งในเรื่องโทรศัพท์มือถือของแทน ไม่ว่าแทนจะตื่นมาในร่างใคร แต่โทรศัพท์มือถือของแทนจะตามมาด้วยเสมอโดยไม่มีคำอธิบาย

ความสามารถของแทนและความสามารถของเจ้าของร่างที่แทนไปยืมในวันนั้น ๆ ว่าตกลงจะคงความสามารถของร่างไหนกันแน่ แทนไปอยู่ในร่างฝรั่งก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อ ไปอยู่ในร่างนักดนตรีก็เป่าแซกได้ แต่เมื่อไปอยู่ในร่างผู้จัดการร้านที่ไม่มีความสามารถในการทำอาหาร แต่แทนก็ใช้ร่างผู้จัดการทำอาหารได้ และที่สำคัญคือบุคลิกเดิมของแทนที่ควรจะยึดถือไว้กับหนังในแนวสลับร่าง ว่าเมื่อไปอยู่ในร่างใดจำต้องคงบุคลิกตัวตนของแทนไว้ แต่ 7days กลับทิ้งจุดนี้ไปเสียสิ้น กลายเป็นว่า 7 วัน 7 ร่าง ก็ 7 บุคลิกตามเจ้าของร่างเดิม

อย่างที่กล่าว ปื๊ด ปัญจพงศ์ พยายามอย่างมากจะให้หนังออกมาเป็นดราม่าโรแมนติกเรียกน้ำตา ด้วยการปูปริศนาว่าแทนหายไปไหนตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วเก็บงำมาเฉลยใน 15 นาทีสุดท้ายหมายมั่นจะให้บทเฉลยกระชากใจเรียกน้ำตาคนดู แต่หนังก็ทำได้แค่ในระดับซึ้ง ๆ แต่ที่ซึ้งก็หาใช่เพราะบทไม่ แต่ที่รู้สึกซึ้งคือภาพของมิวล้วน ๆ เธอทำได้ดีเสมอกับฉากน้ำตาไหลพรากจนน่าสงสาร แต่กับบทเฉลยที่ว่าแทนหายตัวไปไหน กลับกลายเป็นแผลใหญ่ของหนังที่ไม่มีความสมเหตุสมผลจนเกินไปและไร้คำอธิบาย สร้างคำถามฉงนสงสัยว่าทำไม ๆ ได้มากมาย ช่วงที่ออกจากโรงเสียงคนดูรายรอบก็ล้วนบ่นกับบทเฉลยที่ชวนขัดใจนี้ และนี่คืออีกปัญหาหลักที่ไม่สามารถพาคนดูให้อินไปได้กับฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง

โดยรวมแล้ว 7days เป็นหนังดราม่า-โรแมนติก เหนือธรรมชาติ ที่เพียบพร้อมด้วยองค์ประกอบดี ๆ ดารามีชื่อเสียงและมีคุณภาพ ถ่ายภาพสวยทั้งทิวทัศน์และภาพอาหารที่ดูน่ากิน การเล่าเรื่องที่น่าติดตาม แต่รู้สึกเสียดายกับช่องโหว่ของบทเฉลยท้ายเรื่องอย่างที่กล่าว จากไม้เด็ดที่ผู้กำกับคิดว่าจะตีเข้าหัวใจคนดู กลับเป็นไม้เด็ดที่ย้อนกลับมาตีเข้ากับตัวหนังจนเป็นแผลฉกรรจ์เสียมากกว่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!