ถอยหนังลง Song: อัลบั้มเพลงประกอบสุดเซี้ยวจาก Guardians of the Galaxy Vol. 2

เกร็ดหนังของหนึ่ง คือ หนังภาคต่อเรื่องนี้เกือบจะได้ เดวิด โบวี่ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค 70s มาแสดงรับเชิญในหนังด้วยแล้ว ด้วยว่าเพลงยุคเก่านั้นเป็นเหมือนพระเอกตัวหนึ่งของหนังตระกูล Guardians of the Galaxy ดังนั้นน่าเสียดายมาก ๆ ที่โบวี่เสียชีวิตไปก่อนเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2016 และไม่มีโอกาสปรากฏตัวบนหนังครับ ไม่งั้นคงจี๊ดสุด ๆ ไปเลย

ในภาคสองนี้ ปีเตอร์ ควิลล์ หรือ สตาร์ลอร์ด ยังคงมีมิกซ์เทปส่วนตัว Awesome Mix Vol. 2 ที่สามารถสร้างบรรยากาศยอดเยี่ยมให้เขาและเพื่อน ๆ ออกพิทักษ์จักรวาลเช่นเดิมครับ หลายคนคงดูตัวหนังมาแล้ว ได้ฟังเพลงประกอบจากในหนังมาแล้ว บางเพลงก็รู้จักแต่บางเพลงก็ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย วันนี้มาดูกันว่าจริง ๆ แล้วมีเพลงอะไรกันบ้างครับ

1. Electric Light Orchestra – Mr. Blue Sky

เพลงนี้เป็นเพลงจากอัลบั้ม Out of the Blue (1977) ของวงบริทิชร็อกนาม Electric Light Orchestra หรือ ELO เคยไต่อันดับสูงสุดฝั่งอังกฤษถึงอันดับ 6 และ 35 ในฝั่งอเมริกา นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่ถูกนาซ่าใช้เปิดเพื่อปลุกนักบินอวกาศของกระสวยอวกาศแอตแลนติสอย่าง คริสโตเฟอร์ เฟอร์กูสัน ในปฎิบัติการวันที่ 3 ของภารกิจการใช้กระสวยอวกาศครั้งสุดท้ายในปี 2011 ด้วย

เพลงนี้ เจฟฟ์ ลินน์ ผู้แต่งบอกว่าตอนช่วงที่ทำเพลงอัลบั้มใหม่ เขาปลีกวิเวกตัวเองในสวิตฯนานกว่าสองสัปดาห์โดยไม่ได้ห่านเหวอะไรออกมาเลย ที่นั่นทั้งเมฆครึ้มและหมอกจัดตลอดเวลา แล้ววันหนึ่งอยู่ดี ๆ ฟ้าก็กระจ่างเสียเฉย ๆ “ผมมองเทือกเขาแอลป์แล้วรู้สึกมันโคตรสวยเลย” และแล้วเพลงนี้ก็จึงถือกำเนิดออกมา

เพลงนี้ถูกใช้ในฉากเปิดเรื่องซึ่งผู้กำกับ เจมส์ กันน์ ต้องต่อสู้อย่างมากให้ลินน์ตกลงยอมให้ใช้เพลงนี้ในหนัง เพราะว่าตอนภาคแรก กันน์ก็เคยขอไปแล้วแต่ดันไม่ใช้ พอไปขอมาใช้ในภาคสองเขาเลยโดนลินน์เล่นตัวใส่เสียเยอะเลย

2. Sweet – Fox On The Run

เพลงจากปี 1974 นี้คณะ Sweet แห่งอังกฤษได้แต่งขึ้นอุทิศให้กับ Groupie หรือแฟนเพลงสาว ๆ ผู้คลั่งไคล้ศิลปินขั้นหนัก โดยพวกเธอมักยอมพลีกายให้เหล่าวงร็อกกันแบบฟรี ๆ เลยด้วย ซึ่งสุนัขจิ้งจอกก็เป็นสแลงหมายถึงผู้หญิงที่มีสเน่ห์อยู่แล้วด้วยสิ นอกจากนั้นเพลงนี้ยังเป็นเพลงแรกที่วง Sweet แต่งกันเอง แถมยังฮิตติดอันดับสูงสุดถึงที่ 5 ทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษเลยด้วย

เพลงนี้ถูกนำมาใช้ในฉบับตัวอย่างหนังเท่านั้น ไม่ได้มีใช้ในตัวหนังจริง ก็เหมือนเพลง Spirit in the Sky ในภาคแรกนั่นเอง

3. Aliotta Haynes Jeremiah – Lake Shore Drive

เพลงดังจากปี 1971 ของวงร็อกชิคาโกชื่ออ่านยาก ที่เอานามสกุลของสมาชิกในวง 3 คนมาเรียงต่อกันจนเป็นชื่อ Aliotta Haynes Jeremiah (มันอ่านว่าไรเนี่ย) ซึ่งคนมักเข้าใจผิดว่าเพลงนี้พี่แกพูดถึงยาเสพติดแน่ ๆ เพราะชื่อเพลงย่อได้ว่า LSD ที่เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งด้วย แต่เอาจริง ๆ เขาแต่งโดยอุทิศให้กับภาพชีวิตบนท้องถนนที่โด่งดังในบ้านเกิดของพวกเขาอย่าง เลกฟร้อนท์ไฮเวย์ ต่างหากล่ะ

เพลงนี้ เจมส์ กันน์ บอกว่า “ผมโตมากับมัน แม้มันจะดังแค่แถว ๆ บ้านผมน่ะ หลายคนคงไม่เคยได้ยินมันหรอก แต่ผมว่ามันโคตรติดหู แถมเหมาะเหม็งกับพวกแก๊งพิทักษ์จักรวาลเลย”

4. Fleetwood Mac – The Chain

นี่คือเพลงเดียวของคณะร็อกบริทิชอเมริกันอย่าง Fleetwood Mac ที่มีเครดิตผู้แต่งเป็นสมาชิกครบทั้ง 5 คนของวง เพราะพวกพี่แกเอาท่อนโซโล่ที่แต่ละคนแต่งทิ้งกันไปหลายอัน เอามาประกอบร่างใหม่ ผลที่ได้คือเพลงจากปี 1976 นี้กลับมาฮิตระเบิดระเบ้อใหม่ในปี 1997 โดยเฉพาะในอังกฤษที่ท่อนดนตรีเพลงนี้ถูกนำมาใช้เป็นเพลงธีมสำหรับการแข่งขันรถ F1 ของช่องโทรทัศน์ BBC และ Channel 4 ด้วย

เพลงนี้เป็น 1 ใน 2 เพลงที่กันน์บอกว่าสำคัญระดับรากลึกลงในตัวเนื้อหาของหนังเลยทีเดียว อีกเพลงหนึ่งคือ Brandy แต่สำหรับเพลงนี้มันพูดถึงเหล่าการ์เดียนฯ ได้อย่างดีที่สุดแล้ว

5. Sam Cooke – Bring It On Home To Me

นักร้องแนวโซลชาวอเมริกันชื่อดังอย่าง Sam Cooke ปล่อยเพลงนี้มาเมื่อปี 1962 และกลายมาเป็นเพลงที่เป็นรากฐานวัฒนธรรมเพลงป๊อปในยุคหลังจากนั้น แน่นอนความขลังของมันคือมันได้เป็น 1 ใน 500 เพลงที่วางรากฐานให้เพลงร็อกแอนด์โรลทั้งหมด ซึ่งจัดอันดับโดย The Rock and Roll Hall of Fame อีกด้วย

สำหรับผู้กำกับเองบอกถึงสาเหตุที่เลือกเพลงนี้เพราะว่า “เพลงนี้มันเพราะดีน่ะ มันยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ควิลล์ กับ กามอร่า ด้วย”

6. Glen Campbell – Southern Nights

เดิมเพลงนี้เป็นเพลงของ Allen Toussaint ที่แต่งเองร้องเองในปี 1975 ว่าด้วยภาพจำในวัยเด็กของเขาตอนที่ไปเยี่ยมญาติที่หลุยส์เซียน่าแล้วนอนเล่านิทานใต้แสงดาวกัน แต่ทว่ามาดังเอาตอนถูกเปลี่ยนเนื้อนิดหน่อยแล้วบันทึกเสียงใหม่โดยนักร้องแนวคันทรี่อย่าง Glen Campbell ซึ่งฟังเพลงแล้วชวนนึกถึงวัยเด็กของเขาที่ฟาร์มในอาคันซอส์แทน

นอกจากนักร้องดังแล้ว ผู้กำกับอย่างกันน์ก็โตมากับเพลงนี้เช่นกัน ในแง่เพลงมันยังสร้างรสที่แตกต่างให้กับตัวหนังด้วย

7. George Harrison – My Sweet Lord

เพลงดังในปี 1970 จากอดีตสมาชิกวง The Beatles อย่าง George Harrison ที่แต่งเพลงนี้อุทิศแด่พระเจ้าของเขา คิดว่าเป็นพระเจ้าในศาสนาคริสต์ล่ะสิ แต่ผิดแบบห่างไกลเยอะเลยครับ เพราะ Lord ในเพลงนี้หมายถึง พระกฤษณะ ของฮินดูต่างหาก ในเนื้อเพลงยังเปลี่ยนเนื้อจาก hallelujah ในบทสวดของคริสเตียนมาเป็น hare krishna ซะด้วยสิ

นี่จึงเป็นเพลงแรก ๆ เลยที่ผู้กำกับเลือกมาลองใส่ในหนัง เพราะมันเข้ากันดีกับ อีโก้ ตัวละครหนึ่งในหนังด้วย

8. Looking Glass – Brandy (You’re A Fine Girl)

เพลงฮิตแห่งปี 1972 ที่ไต่อันดับชาร์ตที่อันดับ 1 นานกว่าหนึ่งสัปดาห์ แถมได้บันทึกให้เป็นเพลงแห่งปีลำดับที่ 12 อีกด้วยสิ เพลงนี้เป็นเพลงสำคัญเพลงหนึ่งในหนังเลย เพราะเป็นเพลงที่ เมริดิธ แม่ของปีเตอร์นั้นชอบร้องอย่างมาก ทั้งยังเป็นความทรงจำถึงพ่อของปีเตอร์ด้วย เนื้อหาเพลงนี้เล่าถึงสาวบาร์ที่ไปตกหลุมรักนักเดินเรือผุ้ไม่เคยมีหลักแหล่งแน่นอน แม้สุดท้ายเขาจะเลือกรักทะเลมากกว่าเธอ เธอก็ยังคงรักเขาอยู่เช่นเดิม ซึ่งตร๊งตรงกับชีวิตของเมริดิธในหนังซะด้วย

9. Jay & the Americans – Come a Little Bit Closer

เพลงฮิตจากชาร์ตในปี 1964 ที่ขึ้นสูงสุดถึงอันดับ 3 และกลายเป็นเพลงที่ดังที่สุดของวงอเมริกันอย่าง Jay & the Americans อีกด้วย จึงทำให้มันกลายเป็นเพลงที่เก่าที่สุดในเพลงประกอบหนังชุดนี้แล้ว เพลงนี้ เจมส์ กันน์ เลือกนำมาใช้ในฉากต่อสู้ซึ่งนำไปโชว์ในงานคอมมิกคอน ด้วยเหตุผลว่ามันน่าสนใจและน่าสนุกดี

10. Silver – Wham Bam Shang A Lang

เพลงฮิตติดชาร์ตเพลงเดียวของวง Silver ที่ทำได้สูงสุดที่อันดับ 16 ในปี 1976 ก่อนจะได้รับการจัดอันดับเป็นเพลงแห่งปีลำดับที่ 70 อีกด้วย จริง ๆ เพลงนี้เป็นเพลงที่แฟน ๆ หนังต่างนึกถึงเวลาพูดถึงเพลงยุค 70s แต่ผู้กำกับมาชอบเอาตอนที่มีแฟนคนหนึ่งส่งเพลงฉบับที่ปรับทำนองใหม่ให้ป๊อปขึ้นจน เจมส์ กันน์ ประทับใจมากเพราะเขาฟังไม่ออกว่ามันเป็นเพลงเก่าที่ทำใหม่ หรือเป็นเพลงแต่งใหม่ที่อิงแนวเรโทรกันแน่

11. Cheap Trick – Surrender

เพลงฮิตเพลงแรกของวง Cheap Trick ที่เข้ามาติดในชาร์ตอันดับที่ 62 ในปี 1978 ซึ่งวงนี้ดังในญี่ปุ่นมาก ๆ มากกว่าในบ้านตัวเองเสียอีก ถึงขนาดได้ไปแสดงในบุโดกัง อาคารแสดงดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่นด้วย เพลงนี้ยังถูกเรียกขานจากนิตยสารดนตรีของโลกอย่าง Rolling Stone ว่าเป็นเพลงชาติของเหล่าวัยรุ่นในยุค 70s อีกด้วย นอกจากนี้นิตยสารยังจัดอันดับเพลงนี้อยู่ในอันดับ 471 ของ 500 เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลอีกด้วย

วงนี้เป็นวงโปรดวงหนึ่งของ เจมส์ กันน์ อยู่แล้ว เพราะเขาก็เลือกใช้เพลง If You Want My Love ในหนังอินดี้เมื่อปี 2011 ของเขาเรื่อง Super มาแล้วด้วย

12. Cat Stevens – Father and Son

น่าจะเป็นเพลงที่ทุกคนจดจำได้มากที่สุดเพลงหนึ่งในหนังเพราะมาในตอนท้ายที่พีคสุด ๆ ทั้งเนื้อหาก็โดนกับตัวหนังจริง ๆ เพลงนี้ศิลปินอังกฤษอย่าง Cat Stevens (ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันดีในชื่อ Yusuf Islam) แต่งมาเล่าถึงการพูดคุยระหว่างพ่อกับลูกชาย ฝ่ายพ่อไม่เข้าใจว่าลูกชายของตัวเองจะแหกคอกไปหาตั้งต้นชีวิตใหม่ทำไม ในขณะที่ฝั่งลูกชายก็อธิบายไม่ถูกรู้เพียงเขาต้องออกเดินด้วยตนเอง เพลงนี้ปล่อยมาตั้งแต่ปี 1970 แต่ควาหมายก็ยังใช้ได้จนถึงปัจจุบันเลยนะเนี่ย

เพลงนี้ถูกเลือกมาเพราะ เจมส์ กันน์ เกิดประทับใจตอนที่ได้ฟังจากโชว์ของ ฮาวเวิร์ด สเติร์น ศิลปินชื่อดังและกรรมการ America’s Got Talent ด้วย

13. Parliament – Flash Light

เพลงจากวงฟังค์อย่าง Parliament ที่ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตฝั่ง R&B และอันดับ 16 ในฝั่งเพลงป๊อปได้สำเร็จในปี 1978 เพลงนี้ยังได้รับการยอมรับว่าส่งอิทธิพลไม่เฉพาะเพลงแนวฟังค์ในยุคต่อมา แต่ยังมีอิทธิพลต่อเพลงแนวนิวเวฟและฮิปฮอปอีกด้วย นิตยสารดนตรีของโลกอย่าง Rolling Stone ได้จัดอันดับเพลงนี้อยู่ในอันดับ 202 ของ 500 เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลในปี 2011 ด้วย

“หลัก ๆ เลยคือผมอยากเห็นเบบี้กรูทเต้นเพลงนี้” ผู้กำกับเฉลยว่าทำไมถึงเลือกเพลงนี้ ซึ่งมันก็เวิร์คจริง ๆ ด้วย

The Sheepers feat. David Hasselhoff – Guardians Inferno

มาถึงเพลงสุดท้าย แถมเป็นเพลงแต่งใหม่เพลงเดียวในอัลบั้มนี้ด้วย โดยนอกจากจะได้รับเชิญจาก เดวิด ฮาสเซลฮอฟ ดาราดังจากยุค 80s มาแจมในเพลงนี้แล้ว เพลงนี้ยังเป็นผลงานการแต่งร่วมกันของผู้กำกับหนังอย่าง เจมส์ กันน์ และผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบหนังอย่าง ไทเลอร์ เบทส์ เองด้วยสิ

ครบทั้ง 14 เพลงประจำอัลบั้มนี้แล้วครับ เชื่อว่าคงมีหลายเพลงที่โดนใจคนรุ่นใหม่หลายคนล่ะนะ ถ้าชื่อชอบก็อย่าลืมไปอุดหนุนอัลบั้มเพลงนี้กันด้วยนะครับ