SAA Radiation
SAA Radiation

หรือจะเป็นสัญญาณอันตรายครั้งใหม่? เมื่อเขตสนามแม่เหล็กโลกเหนือแอตแลนติกใต้เกิดอ่อนแรง

ในชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เบื้องต้น หลายคนน่าจะรู้จักขั้วแม่เหล็กเหนือและใต้ที่ถูกปล่อยออกมาจากแถบบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ที่นำมาซึ่งสิ่งประดิษฐ์และวิทยาการใหม่ ๆ ที่พัฒนาจากแรงแม่เหล็กทั้งสองขั้วนี้ เส้นที่เชื่อมระหว่างขั้วแม่เหล็กทั้งสองด้านมีความเอียงประมาณ 11.3 องศากับแกนการหมุนของโลก โดยสนามแม่เหล็กนี้แผ่ออกไปไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะมีความเข้มสนามอ่อนลงเรื่อย ๆ เมื่ออยู่ห่างจากแหล่งกำเนิด

สนามแม่เหล็กโลกไม่ใช่สิ่งคงที่แต่มีการเปลี่ยนแปลงความเข้มและอ่อน และมีการสลับขั้วเหนือ-ใต้ในช่วงเวลาต่าง ๆ กันไป ตั้งแต่หลายหมื่นปีไปจนถึงหลายล้านปี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่าที่นักวิทยาศาสตร์สามารถคาดการไว้ได้ที่ประมาณ 250,000 ปี ในปัจจุบันนั้นสนามแม่เหล็กโลกอยู่ในช่วงที่มีกำลังอ่อน ประโยชน์ข้อสำคัญของสนามแม่เหล็กโลก คือทำหน้าที่ป้องกันอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์และอวกาศพุ่งชนโลก ซึ่งพอฟังรายงานข่าวล่าสุดนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดความกังวลขึ้นมาได้

รายงานข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มดาวเทียมจำนวน 3 ตัวที่ถูกเรียกด้วยชื่อเล่นว่า Swarm ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้เปิดเผยว่า บริเวณที่สนามแม่เหล็กโลกเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ หรือที่เรียกกันว่า Southern Atlantic Anomaly (SAA) เกิดการอ่อนแรงผิดปกติ และการอ่อนแรงที่ว่าก็กำลังขยายตัวไปสู่ทวีปแอฟริกา และเมื่อเปิดข้อมูลย้อนหลังก็พบว่าความเข้มของสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

การวิเคราะห์ข้อมูลของ ESA ระบุว่า ตลอด 200 ปีที่ผ่านมา สนามแม่เหล็กโลกทั้งหมดอยู่ในช่วงอ่อนกำลังลงโดยเฉลี่ย 9 % และนับตั้งแต่ปี 1970 ก็อ่อนกำลังลงประมาณ 8% ส่วนบริเวณความผิดปกติบริเวณ SAA ที่ตรวจจับได้ครั้งนี้ก็พบว่าสนามแม่เหล็กก็ยังมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงไปอีก โดยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณดังกล่าวมีความเข้มของสนามแม่เหล็กลดต่ำลงจาก 24,000 นาโนเทสลา เหลือเพียง 22,000 นาโนเทสลา และนับแต่ทศวรรษ 1970s เป็นต้นมา บริเวณความผิดปกติ SAA ก็มีแนวโน้มขยายตัวกว้างขึ้นไปทางตะวันออกอีกราว 20 กิโลเมตร (12 ไมล์) ต่อปี โดยตอนนี้ระยะที่สนามแม่เหล็กโลกอ่อนกำลังลง ได้กินพื้นที่ไปถึงตอนใต้ของทวีปแอฟริกาใต้แล้ว

เหตุการณ์ส่งสัญญาณไม่ค่อยดีในครั้งนี้ ส่งผลทำให้ดาวเทียมและยานอวกาศต่าง ๆ ที่บินในระดับความสูง 2,000 เมตรจากพื้นดินไม่สามารถทำงานได้ตามปกติและอาจมีอายุการใช้งานที่สั้นลง หากโคจรผ่านบริเวณทวีปอเมริกาใต้ตอนกลางไปจนถึงตอนล่าง รวมทั้งพื้นที่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ รวมถึงทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาด้วย เนื่องจากขาดเกราะป้องกันรังสีอันตรายและอนุภาคที่มีประจุพลังจากอวกาศ ยกตัวอย่างกล่องโทรทรรศน์ Hubble ก็เคยโคจรผ่านบริเวณนี้ตก 10-15 ครั้งต่อวัน รวมถึงนักบินอวกาศที่อยู่ในสถานีอวกาศก็จะได้รับรังสีมากกว่าปกติหากสถานีโคจรผ่านบริเวณนี้ด้วย

ภาพจำลองของสนามแม่เหล็กโลกที่ปล่อยพลังออกมาจากขั้วโลกพุ่งขึ้นไปในอวกาศ (ภาพจาก Business Insider)

Dr. Jürgen Matzka จากศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมัน (The German Research Center for Geosciences (GFZ)) หนึ่งในทีมนักธรณีฟิสิกส์ของ ESA บอกว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดผลกระทบขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนว่าอาจกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการไหลเวียนของโลหะหลอมละลายที่แกนโลกที่อยู่ใต้พื้นผิวโลกลงไปประมาณ 2,900 กิโลเมตร (1,800 ไมล์) ซึ่งเป็นตัวการควบคุมสนามแม่เหล็กโลก

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่าความเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้สามารถจะเกิดขึ้นได้ในทุก 200-300 ปี โดยไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อโลก ส่วนคำถามที่ว่าจะมีการสลับขั้วแม่เหล็กโลกที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในรอบ 100,000-200,000 ปีนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถจะยืนยันได้ว่าการสลับขั้วเหนือ-ขั้วใต้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส