Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Smallroom เตือนลูกค้า รีบดาวน์โหลดเพลงก่อนถูกลบจาก iTunes

ต้องเรียกว่าเป็นพิษคอนเทนต์ดิจิทัลจริงๆ เมื่อค่ายเพลง Smallroom ต้นสังกัดศิลปินดังอย่าง Polycat, Tattoo Colour, Somkiat, The Richman Toy และอีกหลายวง ได้ออกประกาศเตือนลูกค้าที่ซื้อเพลงจาก iTunes Store ให้รีบดาวน์โหลดไฟล์เพลงมาเก็บไว้ในเครื่องก่อนหมดวันที่ 23 มีนาคม ไม่เช่นนั้นเพลงจะหายจากระบบ และไม่สามารถดาวน์โหลดเพลงที่เคยซื้อกลับมาได้

Published

on

ต้องเรียกว่าเป็นพิษคอนเทนต์ดิจิทัลจริงๆ เมื่อค่ายเพลง Smallroom ต้นสังกัดศิลปินดังอย่าง Polycat, Tattoo Colour, Somkiat, The Richman Toy และอีกหลายวง ได้ออกประกาศเตือนลูกค้าที่ซื้อเพลงจาก iTunes Store ให้รีบดาวน์โหลดไฟล์เพลงมาเก็บไว้ในเครื่องก่อนหมดวันที่ 23 มีนาคม ไม่เช่นนั้นเพลงจะหายจากระบบ และไม่สามารถดาวน์โหลดเพลงที่เคยซื้อกลับมาได้

Smallroom ให้เหตุผลของการนำเพลงออกจากระบบครั้งนี้ว่า เนื่องจากจะมีการย้ายระบบ จึงทำให้เพลงทั้งหมดของค่าย Smallroom ถูกนำออกจากระบบ iTunes ชั่วคราวในวันที่ 24 มีนาคม 2560

คำว่านำออกจากระบบชั่วคราวของ Smallroom คือในอนาคต Smallroom จะนำเพลงเข้าระบบใหม่ครับ แต่ด้วยข้อจำกัดของ iTunes Store ทำให้เพลงที่ถูกอัปโหลดเข้าระบบใหม่ กลายเป็นไอเท็มใหม่ ผู้ซื้อไอเท็มเดิมจึงไม่มีสิทธิ์ดาวน์โหลดเพลงกลับมาอีกแล้ว ถ้าไม่ดาวน์โหลดเพลงเก็บไว้ตอนนี้ ก็ต้องซื้อใหม่ลูกเดียว

เพราะเป็นดิจิทัลจึงเจ็บปวด

ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ iTunes Store ปรับราคาจากเงินดอลล่าร์สหรัฐ เป็นเงินบาท เพลงบางส่วนใน iTunes Store ไทยก็หายไป เพราะข้อตกลงของผู้จัดจำหน่ายเพลงไม่ลงตัวกับค่าเงินที่เปลี่ยนไป ผู้ซื้อที่ไม่ได้ดาวน์โหลดเพลงเก็บไว้ ก็ต้องซื้อเพลงกันใหม่ (รวมถึงเพลงของ Smallroom ด้วย)

จากปัญหานี้ของ iTunes Store จึงกระทบความมั่นใจของผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดเพลงถูกลิขสิทธิ์อย่างมาก จากที่เคยคิดว่าจ่ายเงินแล้ว จะสามารถดาวน์โหลดกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ กลายเป็นเพลงหรือภาพยนตร์จะหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องดาวน์โหลดเก็บลงเครื่องทุกครั้งเพื่อรับประกันว่าเพลงหรือภาพยนตร์จะยังอยู่ แม้จะเลิกขายในสโตร์แล้ว

คิดถึงการซื้อแผ่น CD ที่เพลงเป็นของเราจริงๆ จะหยิบมาฟังเมื่อไหร่ก็ได้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

“ไทยจับมืออาลีบาบากรุ๊ป” ร่วมขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0

Published

on

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี , ท่านลวี่ เจี้ยน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารกลุ่มอาลีบาบา พร้อมด้วยรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ของ ไทยกับบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยภายใต้ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยมีความร่วมมือในหลากหลายมิติ อาทิ

  • การส่งเสริม SMEs ทุกระดับเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ
  • การพัฒนาของดาวเด่นหรือ Talents ของไทยในด้านดิจิทัล
  • การยกระดับระบบโลจิสติกส์โดยอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำของอาลีบาบา
  • และการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านระบบดิจิทัล

รัฐบาลไทย แสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกับ อาลีบาบา โดยทำหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2559 และพิธีการในวันนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศความร่วมมือดังกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยและบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ปที่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ในเวทีโลกผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่าง ๆ ได้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า “อาลีบาบา ได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคและตัดสินใจที่จะลงทุนสร้าง ดิจิทัลฮับ (Smart Digital Hub) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในนโยบายประเทศไทย 4.0 และอนาคตที่สดใสของเศรษฐกิจไทย โดยดิจิทัลฮับที่จะสร้างขึ้นนี้ นับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs ไทยในทุกระดับ ทุกท้องถิ่น รวมถึง กลุ่ม OTOP และ กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลก ความร่วมมือกับอาลีบาบาที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ SMEs และเกษตรกรของไทย ซึ่งจะขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ ในขณะเดียวกันยังจะเป็นแรงเสริมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยด้วย”

นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา กล่าวว่า “จีน กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการขยายตัวของกำลังซื้อของคนชั้นกลางที่มีจำนวนมากกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายเปิดการค้าเสรีของจีน คงไม่มีเวลาที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ที่ประเทศต่าง ๆ จะใช้โอกาสนี้ในการส่งสินค้าไปยังตลาดจีน ที่สำคัญคือผลิตผลทางการเกษตรของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ทุเรียน หรือผลไม้ต่าง ๆ ล้วนเป็นสินค้าที่ชาวจีนชื่นชอบ” ทั้งนี้ แจ็ค หม่า ยังกล่าวต่อด้วยว่า “ด้วยจุดแข็งในเรื่องผู้คนและวัฒนธรรมของไทย ประกอบกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ทำให้เรามั่นใจในอนาคตและศักยภาพการเติบโตของไทย ทั้งนี้ กลุ่มอาลีบาบายืนยันที่จะเป็นพันธมิตรในระยะยาวกับประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกดิจิทัล”

ทั้งนี้ความร่วมมือในโครงการหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย

โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ใน พื้นที่อีอีซีเพื่อส่งเสริมการค้ากับจีนและกลุ่ม CLMV

โครงการลงทุนจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC นี้จะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ผ่าน ไช่เหนี่ยว (Cainiao Network) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบา เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิทัลด้วย ซึ่งการตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้ จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิทัล ซึ่งสำนักงาน EEC จะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับ เขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้าง Smart Digital Hub ได้ภายในปี พ.ศ. 2561 และคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2562 ต่อไป

โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

อาลีบาบา ได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรของอาลีบาบา ที่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของ SMEs ไทยทุกกลุ่มทั่วประเทศ รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย โดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจ ได้เรียนรู้และเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีไทยให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์  และเข้าถึงตลาดจีนที่มีผู้บริโภคอยู่ไม่น้อยกว่า 500 ล้านคน รวมถึงตลาดในภูมิภาคและตลาดสากลได้ตามลำดับ (Regional and Global Value Chain) โดยอาลีบาบาจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยอาศัยเครือข่าย ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ในระดับภาคและจังหวัดของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานภูมิภาคของกระทรวงพาณิชย์ทั่วประเทศ

  • โครงการอบรมพัฒนาดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent)

นอกจากการส่งเสริมธุรกิจ SMEs ผ่านอีคอมเมิร์ซแล้ว Alibaba Business School ยังจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาหลายหลักสูตร โดยเปิดโอกาส ให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่าย (Networking) กับ ดาวเด่น หรือ Talents ทั่วโลกที่ประเทศจีน

การเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com

ภายในงาน กระทรวงพาณิชย์ และ อาลีบาบา ยังได้ร่วมกันเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บน เว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บซื้อขายออนไลน์ระดับโลกที่เน้นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำหรือร้านค้าตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มต้นจากข้าว และขยายผลไปถึงผลไม้ต่าง ๆ ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงพาณิชย์และอาลีบาบาจะร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทย โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกหรือ Insight ในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบามีความเชี่ยวชาญ

โครงการความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมมือกับ อาลีบาบา และ ฟลิกกี้ (Fliggy) บริษัทด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย โดย Fliggy คู่ร่วมลงนามกับ ททท. จะใช้ประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดจัดทำ Thailand Tourism Platform ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น คู่มือไกด์ออนไลน์ ระบบจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันในการเจียระไนแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีที่ถูกซ่อนเร้นให้ส่องประกายเตะตานักท่องเที่ยวชาวจีน

ทั้งนี้ Fliggy และ Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการ ระบบขำระเงิน Alipay ในเครือของอาลีบาบาอยู่ในระหว่างการเจรจากับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลแบบครบวงจรต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เริ่มตั้งแต่กระบวนการทางวีซ่า บริการหลังเดินทางแบบดิจิทัล ด้วยการคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Alipay ซึ่งความร่วมมือกันในด้านการท่องเที่ยวนี้ คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน และยังช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยได้มากยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

Amazon เอาใจนักช็อปทั่วโลก ซื้อของผ่านแอปฯด้วยเงินบาทได้แล้ว

Published

on

Amazon เปิดตัวประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศบนแอปฯช็อปปิ้งของ Amazon (Amazon Shopping App) ทำให้ลูกค้าต่างชาติในประเทศไทยสามารถค้นหาและะสั่งซื้อสินค้าจากกว่า 45 ล้านรายการที่สามารถจัดส่งจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศของตนได้ ประสบการณ์นี้มีให้บริการทั้งบน เบราว์เซอร์ และ บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ใน แอปพลิเคชัน Amazon Shopping App สำหรับทั้ง ระบบ iOS และ Android ประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศจะมีให้บริการช็อปปิ้งใน 5 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ สเปน จีนเยอรมัน และโปรตุเกส ที่ใช้ในบราซิล โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้จาก 25 สกุลเงินรวมทั้งเงินบาท ทำให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถใช้บริการ Amazon และเลือกซื้อสินค้าในสกุลเงินท้องถิ่นของตนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ลูกค้าสามารถเลือกจากตัวเลือกการจัดส่งที่แตกต่างกัน และความเร็วในการจัดส่งขึ้นอยู่กับความเร็วที่ลูกค้าต้องการ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ไปที่ www.amazon.com/international-shopping-help.

Samir Kumar รองประธานฝ่ายการส่งออกและการขยายตัวของ Amazon กล่าว “เรามักจะสร้างนวัตกรรมโดยนึกถึงลูกค้าของเรา และการเปิดตัวในวันนี้ เราตั้งใจจะทำให้ประสบ การณ์การช็อปปิ้งบนโทรศัพท์มือถือดียิ่งขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับลูกค้าของเราที่อาศัยอยู่นอกสหรัฐฯ” “ลูกค้าได้ร้องขอวิธีง่าย ๆ ในการค้นหาและซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสามารถจัดส่งได้เท่านั้นกับเรา ซึ่งประสบการณ์การ ช็อปปิ้งระหว่างประเทศ (International Shopping experience) ช่วยแก้ปัญหาความต้องการของลูกค้าในด้านนี้ และทำให้การค้นหาร้านค้าและการจัดส่งผลิตภัณฑ์กว่า 45 ล้านรายการไปยังกว่าร้อยประเทศทั่วโลกเป็นไปได้ ”

ในขั้นเริ่มต้นลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอปฯ Amazon Shopping ฟรีได้จาก Apple App Store หรือ Google Play Store เพื่อเปิดประสบการณ์ International Shopping โดยทันทีโดยอ้างอิงจากตำแหน่งของพวกเขา ลูกค้าที่มีแอปฯ Amazon Shopping อยู่แล้วจะต้องเข้าสู่การตั้งค่าภายในแอปฯ โดยเลือก “ประเทศ & ภาษา” และเลือก “International Shopping หรือ การช็อปปิ้งระหว่างประเทศ” ในตัวเลือกประเทศ ลูกค้าสามารถตั้งค่าภาษาและสกุลเงินตามใจชอบเพื่อเพลิดเพลินกับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่กำหนดได้เอง และสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของพวกเขาได้ตลอดเวลาเพื่อเลือกดูผลิตภัณฑ์ที่สามารถถูกจัดส่งไปยังสถานที่เลือกไว้

ประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศจะแสดงค่าใช้จ่าย ค่าจัดส่ง และค่าประมาณการการนำเข้าสินค้า ไว้อย่างชัดเจน โดย Amazon ได้ร่วมมือกับบริษัทจัดส่งสินค้าเพื่อช่วยดูเรื่องพิธีการศุลกากรในนามของลูกค้าแล้ว ดังนั้นลูกค้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องเหตุการณ์ไม่คาดฝันในระหว่างที่สั่งซื้อหรือระหว่างจัดส่ง ลูกค้าจะสามารถค้นหาและซื้อสินค้าในหลายหมวดเช่น หมวดอิเล็กทรอนิคส์ หนังสือ เสื้อผ้า รองเท้า ของเล่น และอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดูที www.amazon.com/global

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

“M” ผู้ช่วยอัจฉริยะใหม่จาก Facebook ยกระดับการใช้แอปฯ Messenger ให้สนุกโดยไม่สะดุด

Published

on

“M” ผู้ช่วยอัจฉริยะบน แอปพลิเคชั่น Messenger ซึ่งพัฒนาโดย เอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ในประเทศไทย หลังจากเริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายน 2560  โดย “M” ให้คำแนะนำในแชท เสนอทางเลือกต่าง ๆ พร้อมแนะนำเนื้อหาและฟีเจอร์ที่จะช่วยเติมเต็มบทสนทนาและเสริมสร้างประสิทธิ ภาพการใช้แอปพลิเคชั่นเพื่อการสื่อสารและการจัดการในชีวิตประจำวัน

บริการคำแนะนำจาก M จะปรากฏขึ้น เมื่อตรวจพบข้อความในแชทที่เกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น

  • การส่งสติ๊กเกอร์ : “M” จะแนะนำสติ๊กเกอร์ที่เหมาะกับเรื่องที่คุยกันอยู่ เช่น “ขอบคุณ” หรือ “ลาก่อน”
  • การแชร์ตำแหน่งที่อยู่ : เมื่อคู่สนทนาถามว่า “คุณอยู่ที่ไหน” หรือเมื่อคุณพูดว่า “กำลังไป” “M” จะแนะนำให้คุณแชร์ตำแหน่งปัจจุบันผ่านแชทได้
  • อวยพรวันเกิด : สำหรับการแชทแบบเดี่ยว “M” จะแนะนำผู้ใช้ส่งสติ๊กเกอร์ เพื่ออวยพรวันเกิดคู่สนทนาได้
  • การโทรผ่านเสียงและวิดีโอ (Voice และ Video Call) : สำหรับการแชททั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม ถ้า “M” ตรวจพบว่ามีผู้ต้องการคุยผ่านเสียงหรือวิดีโอ เช่น “ต้องการโทรหาฉันไหม” “M” จะแนะนำให้ผู้ใช้เริ่มทำการคุยผ่านเสียงหรือวิดีโอ
  • การสร้างโพล : (สำหรับการแชทแบบกลุ่มเท่านั้น) ผู้ใช้สามารถสร้างโพล และเปิดโหวตในการแชทแบบกลุ่มได้อย่างง่ายดาย

ผู้ใช้ในไทยสามารถสัมผัสประสบการณ์จาก “M” ได้ง่าย ๆ เพียงแค่คุยกับเพื่อนในแชทแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่มตามปกติ เมื่อมีบทสนทนาที่เกี่ยวข้อง โลโก้ “M” จะปรากฏขึ้นพร้อมคำแนะนำและทางเลือกต่างๆ

นอกจากนี้ “M” ยังบันทึกไว้ว่าคุณชอบละไม่ชอบอะไร ยิ่งคุณใช้บริการบ่อย “M” จะยิ่งสามารถช่วยคุณได้มากขึ้น ทั้งนี้คุณสามารถเลือกที่จะไม่ใช้หรือยกเลิกคำแนะนำได้ถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่แนะนำไม่เป็นประโยชน์ และหากคุณไม่ต้องการใช้บริการฟีเจอร์นี้ ก็สามารถปิดได้ง่าย ๆ เพียงเข้าไปที่การตั้งค่า

หวังว่าบริการการให้คำแนะนำจาก “M” จะยกระดับประสบการณ์ให้ชาวไทย ในการใช้ แอปพลิเคชั่น Messenger ได้สะดวก ไร้รอยต่อและเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!