Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Dell EMC ส่งโซลูชัน HCI ชั้นนำของอุตสาหกรรม เพิ่มกลุ่มผู้ใช้งานบน PowerEdge

Published

on

สายผลิตภัณฑ์ระบบโครงสร้างแบบ ไฮเปอร์-คอนเวิร์จ (Hyper-Converged Infrastructure (HCI) portfolio) ชั้นนำในอุตสาหกรรม ของเดลล์ อีเอ็มซี ยกระดับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยอุปกรณ์ Dell EMC HCI บนเซิร์ฟเวอร์ที่ชนะเลิศรางวัล คือ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ที่ออกแบบมาใหม่ล่าสุด

ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดของ เซิร์ฟเวอร์ PowerEdge ที่ออกแบบและรองรับการใช้ HCI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าในองค์กรธุรกิจทุกขนาด สามารถคาดหวังถึงประสิทธิภาพที่ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก พร้อมคาดการณ์ได้ ด้วยความสามารถในการตั้งค่าการใช้งานแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์สำคัญด้านธุรกิจได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น บน อุปกรณ์ VxRail และ XC Series

“ลูกค้าหลายรายที่กำลังปฏิรูประบบไอที หันมาใช้ ระบบ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นฐานในอุดมคติ ที่สร้างความเรียบง่ายให้กับระบบไอทีในปัจจุบันและในอนาคต” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าว “HCI ออกแบบมาด้วยลักษณะโครงสร้าง Software-Defined Infrastructure จึงให้ประสิทธิภาพสูงสุด และให้ความน่าเชื่อถือด้วยวิศวกรรมที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ได้อย่างสอดประสาน พร้อมเลือกใช้ Configuration อย่างเหมาะสมมากที่สุด อุปกรณ์ HCI ที่ควบรวมการทำงานได้อย่างครบวงจรในตัวผ่านการทดสอบและพิสูจน์ความสามารถมาเป็นอย่างดี ช่วยให้ลูกค้าดำเนินการพร้อมขยายศักยภาพโครงสร้างไอทีได้ง่าย รองรับด้วยประสิทธิภาพและความน่าเชี่อถือที่วางใจได้ ช่วยให้องค์กรด้านไอทีตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

จากการวิจัยของไอดีซี HCI เป็นระบบโครงสร้างแบบ Converged Infrastructure (CI) ที่เติบโตเร็วที่สุด จวบจนปัจจุบันอัตราการเติบโตของรายได้ทั่วโลกปีต่อปี สำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2017 อยู่ที่ 48.5 เปอร์เซ็นต์  โดยคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ของโซลูชันระบบโครงสร้างแบบ Converged Infrastructure ที่ขายอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน  ผลวิจัยจากไอดีซี ชี้ให้เห็นว่า เดลล์ อีเอ็มซี เป็นเบอร์ 1 ในระบบ HCI ทั่วโลก โดยคิดเป็น 29 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในการจำหน่ายระบบดังกล่าวทั้งหมดในไตรมาสที่ 2 และมีอัตราเติบโตของรายได้ปีต่อปีอยู่ที่ 149 เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ Dell EMC VxRail เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ HCI ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยลูกค้ามีการนำไปใช้งานอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่การเติบโตของรายได้ปีต่อปี มากกว่า 275 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าอัตราเติบโตในตลาดถึง 5.7 เท่า

Dell EMC VxRail และ XC Series ให้ความล้ำหน้าโดดเด่นที่มาพร้อมเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14

  • ปัจจุบัน เดลล์ อีเอ็มซี ได้ผสานความเรียบง่าย ความคล่องตัว รวมถึงความสามารถในการขยายศักยภาพ ทั้งหมดรวมอยู่ในสายผลิตภัณฑ์ HCI ชั้นนำของอุตสาหกรรม ด้วยขุมพลังและความยืดหยุ่นของเซิร์ฟเวอร์แบบเน็กซ์เจน ออกแบบมาเพื่อให้ใช้พลังของ HCI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  โดยมอบประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือที่โดดเด่นยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเนื่องจากมีการนำ HCI ไปใช้เป็นระบบงานหลักในดาต้าเซ็นเตอร์ และใช้เป็นฐานรองรับแอปพลิเคชันและการทำเวิร์กโหลดได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
  • เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ใช้โปรเซสเซอร์ ตระกูล Intel® Xeon® Scalable Processor ที่รองรับการขยายขีดความสามารถ รวมถึงรองรับความต้องการเฉพาะได้ 150 รายการสำหรับ software-defined storage (SDS) ที่บิวด์-อิน มาในตัว เหมาะต่อการใช้งานเฉพาะสำหรับ HCI  นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนที่ดีขึ้นสำหรับ SSDs ที่มีการใช้งานแบบ scale-out ช่วยให้กำหนดค่าตั้งต้นในการใช้งาน (initialization) ได้เร็วขึ้น และรวมศูนย์การบริหารจัดการดาต้าสตอเรจ เพิ่ม drive cooling ที่ให้ความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และให้ทางเลือก common user interfaces ครอบคลุมทั้งแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ปกติ และ HCI เพื่อความสามารถด้านการบริหารจัดการระบบของเดลล์ อีเอ็มซี
  • การอัพเกรดสายผลิตภัณฑ์ Dell EMC HCI ช่วยให้ลูกค้าใช้แอปพลิเคชันและข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น ต้องขอบคุณหน่วยประมวลผลหลักที่เพิ่มขึ้น ให้ clock frequency เร็วขึ้น มีช่องใส่หน่วยความจำมากขึ้น และหน่วยความจำทำงานเร็วขึ้น ทำให้มีพลังในการประมวลผลมากขึ้นถึง 1.7 เท่า และให้แบนด์วิดธ์ภายในสูงขึ้นถึง 62 เปอร์เซ็นต์

อุปกรณ์ Dell EMC HCI รวมผลิตภัณฑ์ตระกูล Dell EMC VxRail Appliance ซึ่งขับเคลื่อนด้วย VMware vSAN™ และคิดค้นวิศวกรรมร่วมกับ VMware อีกทั้ง Dell EMC XC Series ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่กำลังมองหาทางเลือกในการใช้งานไฮเปอร์ไวเซอร์ รวมถึง Microsoft Hyper-V หรือ สภาพแวดล้อมในการทำงานแบบหลายไฮเปอร์ไวเซอร์  อุปกรณ์ HCI เหล่านี้ ให้วงจรการทำงานร่วมกับระบบออโตเมชันชั้นสูงได้อย่างเรียบง่าย มีซอฟต์แวร์เฉพาะที่ช่วยให้ใช้งานง่าย รวมถึงการบริหารจัดการ การขยายศักยภาพ รวมถึงการสนับสนุนและการซ่อมบำรุง ที่ช่วยให้ลูกค้าทำงานง่ายขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น

อุปกรณ์ Dell EMC VxRail บนเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14

อุปกรณ์ Dell EMC VxRail บน เซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ให้ประสิทธิภาพที่คาดการณ์ได้ และให้ขุมพลังเพิ่มขึ้น ครอบคลุมการตั้งค่าที่ยืดหยุ่นได้มากถึงหลายล้านรายการ เพื่อตอบสนอง HCI use case และความต้องการด้านเวิร์กโหลดที่สำคัญในสภาพแวดล้อม VMware ได้มากยิ่งขึ้น โดยลูกค้าสามารถคาดหวังประสิทธิภาพต่อไปนี้ได้จากอุปกรณ์ VxRail

  • ให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น สำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ทรัพยากรระบบมาก โดยให้ค่า IOPS สูงขึ้นถึง 2 เท่า และสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า
  • ให้ประสิทธิภาพที่วางใจได้มากขึ้น ให้ระยะเวลาในการตอบสนองที่คาดการณ์ได้เร็วขึ้นถึง 9 เท่า ในระดับที่ต่ำกว่าหนึ่งมิลลิวินาที (sub-one millisecond)
  • ให้ทางเลือกมากขึ้นเพื่อนำไปใช้งานที่เหมาะสมได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเลือก Configuration ได้มากขึ้นถึงหลายล้านรายการ รวมถึงให้ทางเลือกในการประมวลผลมากขึ้น มี SATA SSDs ใหม่ ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายเพิ่มเติม และขยายการใช้ GPU ได้มากขึ้น เพื่อให้ตรงต่อความต้องการด้าน HCI ของลูกค้าโดยไม่ต้องเตรียมความพร้อมระบบล่วงหน้ามาก
  • รองรับ Software-defined NAS ด้วย Dell EMC Isilon SD Edge สำหรับรีโมทออฟฟิศ หรือการใช้งานไฟล์ตั้งแต่ระบบ edge ไปจนถึงระบบงานหลัก (edge-to-core file deployment) รวมถึงการทำ remote replication ร่วมกับ VxRail, การจัดเก็บ object บนคลาวด์ (cloud object storage) และให้ความสามารถด้านการบริหารจัดการมากมาย

อุปกรณ์ Dell EMC XC Series บนเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge รุ่นที่ 14

Dell EMC XC Series บน เซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 มอบประสิทธิภาพด้านงานเวิร์กโหลดได้เหนือชั้นขึ้นไปอีก ให้ความเร็วสูงยิ่งขึ้นในการเชื่อมต่อเครือข่าย และเลือกใช้ NVMe/SSD รุ่นใหม่ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ ลูกค้าสามารถคาดหวังประสิทธิภาพดังต่อไปนี้ได้จากอุปกรณ์ Dell EMC XC Series ใหม่

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลเวิร์กโหลดได้อย่างยอดเยี่ยม ให้หน่วยประมวลผลต่ออุปกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์
  • ให้ศักยภาพด้านการประมวลผลสูงขึ้น 93 เปอร์เซ็นต์ สำหรับวิร์กโหลดที่ต้องการ storage density เป็นหลัก
  • เพิ่มประสิทธิภาพ และรองรับจำนวนผู้ใช้งานระบบ VDI ได้มากขึ้น สำหรับความต้องการด้านการประมวลผลที่ซับซ้อนโดยให้พลัง GPU เพิ่มถึง 50 เปอร์เซ็นต์

การวางตลาด

  • สามารถสั่งซื้ออุปกรณ์ Dell EMC VxRail บน เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ได้แล้ววันนี้ โดยเริ่มวางตลาดตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2017
  • สำหรับ Dell EMC XC Series ใน รุ่น XC630, XC740xd และ XC740 ทำงานบน เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 พร้อมจำหน่ายแล้วในวันนี้เช่นกัน
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว YouTube Pop-Up Space ครั้งที่ 3 ณ ช่างชุ่ย ช่วยผลักดัน Content Creator เติบโตอย่างต่อเนื่อง

Published

on

YouTube ประเทศไทย เปิดตัว YouTube Pop-Up Space ครั้งที่ 3 ที่โครงการช่างชุ่ย วันที่ 12 – 17 พฤศจิกายนนี้ พร้อมเปิดโอกาสให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตวีดิโอ สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับครีเอเตอร์ท่านอื่น รวมไปถึงการจับมือ Partner Program กับ YouTube เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับ YouTube Channel ที่มีศักยภาพ

YouTube เผยข้อมูลว่า ทุกวันนี้มีคน login เพื่อเข้ามารับชมมากกว่า 1000 ล้านคน และใช้เวลามากกว่า 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวันในการดู ประเทศไทยเป็นประเทศที่ติด 1 ใน 10 ผู้รับชมคอนเทนต์มากที่สุดในโลก และการเติบโตของประเทศไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งขอบคุณเหล่า Content Creator ที่คอยสร้าง Content ดี ๆ ออกมาอย่างมากมายให้เหล่าผู้ชมได้รับชมกัน

นอกจากนี้การเติบโตของเหล่า Content Creator ในไทยมีการเติบโตที่รวดเร็วมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น Content Creator ระดับ Silver Button ที่เติบโตกลายเป็น 1,700 Channel จาก 1,200 Channel เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่วน Gold Button เติบโตกลายเป็น 150 Channel จากเดิม 100 Channel ช่วงต้นเดือนมีนาคม และมี Diamond Button 5 Channel ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 3 ใน APAC

YouTube ก็ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบรับเหล่า Content Creator ที่ได้รับ Silver Button ขึ้นไปทุกปี ทั้ง YouTube FanFest และ กิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายมาโดยตลอด ซึ่งเกิดจากกิจกรรมที่ทาง YouTube ได้นำเข้ามานั้นก็ตั้งใจทำให้ Community เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน

YouTube Space คืออะไร?

YouTube Space คือสถานที่ที่ทำขึ้นมาเพื่อให้เหล่า YouTube Content Creator เข้ามาใช้งาน ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 10 ประเทศด้วยกัน โดยการมาของ YouTube Pop-Up Space นั้นคือการนำเอาความเป็น YouTube Space กระจายไปสู่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันได้เดินทางไปทั่วโลกและเกิดขึ้นแล้วกว่า 55 ครั้งและกว่า 21 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในปี 2016 ที่ YouTube Pop-Up Space เข้ามา ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยจัดที่ช่างชุย เพื่อดึงเอาความคิดสร้างสรรค์ของเหล่า Content Creator ออกมาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

ภาพบรรยากาศใน YouTube Pop-Up Space

ผู้ที่เข้ามา YouTube Pop-up Space นั้นจะมอบทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ การเชื่อมต่อพูดคุย และเข้ามาสร้างสรรค์ผลงาน Original ของเราขึ้นมาผ่าน Pop-Up Space

อีก 1 โปรแกรมที่กำลังจะจัดขึ้นนั่นคือ YouTube Next Up ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยการนำคนที่มีศักยภาพสูง เข้ามาอยู่ในแคมป์ 5 วัน เพื่อพบกับเหล่าทีมงาน YouTube เพื่อฝึกฝนการสร้างคอนเทนต์ และรับแรงบรรดาลใจจากรุ่นพี่ผู้สร้างคอนเทนต์ และรับเงินสนับสนุนในการสร้างมูลค่ากว่า 62,000 บาท และทุกคนจะได้รับสิทธิ์ในโครงการ Partner Manager อีกด้วยโดยได้รับการคัดเลือกมาแล้วทั้งสิ้น 12 ช่องจากผู้สมัครกว่า 500 ช่อง

สำหรับใครสนใจก็สามารถติดตามข่าวสารผ่าน Hashtag #YouTubeSpaceBKK และ #YTNextUp ได้เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

ขายแล้วจ้าา iPad Pro (2018) เริ่มขายในไทยแล้ว เลือกรับผ่าน Apple Store ก็ได้

Published

on

คล้อยหลังจากวันวางขายทั่วโลก (7 พ.ย.) ไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ หน้าเว็บ Apple ของไทยก็เปิดให้สั่งจอง iPad Pro รุ่นปี 2018 เรียบร้อย ซึ่งไฮไลท์ของการวางขายครั้งนี้คือผู้ซื้อสามารถเข้าไปรับเครื่องด้วยตัวเองที่ Apple Store สาขา Icon Siam แห่งใหม่ของเราได้ด้วย

ซึ่งถ้ากดสั่งซื้อในวันนี้ หน้าเว็บแอปเปิ้ลระบุว่าจะได้รับสินค้าในวันพฤหัสที่ 15 พ.ย. 2561 ส่วนถ้ารับที่หน้าร้าน Apple Store จะเข้าไปรับได้ในวันศุกร์ที่ 16 พ.ย. 2561 ซึ่งสอดคล้องกับร้าน iStudio ทั่วไปที่ยังไม่มี iPad Pro รุ่นใหม่วางจำหน่ายในตอนนี้ ก็คาดว่าจะเริ่มวางขายหน้าร้านในวันที่ 16 พ.ย. นี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม iPad Pro 2018 ในชุดแรกนี้ยังขายเฉพาะรุ่น Wifi เท่านั้นนะครับ ส่วนรุ่น 4G นั้นก็ต้องรอไปก่อนตามธรรมเนียม ซึ่งราคา iPad Pro ในรุ่น 11 นิ้วนั้นเริ่มที่ 28,900 บาท ส่วน iPad Pro 12.9 นิ้วเริ่มต้นที่ 35,900 บาทครับ ส่วนอุปกรณ์เสริมคือ Apple Pencil Gen 2 ราคา 4,490 บาท และคีย์บอร์ด Smart Keyboard Folio ราคา 6,490 บาท ยังไม่มีกำหนดวางขายตอนนี้ครับ ก็ต้องรอกันไปก่อน

ส่วน Macbook Air รุ่นใหม่ก็ประกาศวางขายในไทยแล้วเช่นกัน ซึ่งก็น่าจะวางหน้าร้านในช่วงเดียวกับ iPad Pro เลย แล้วติดตามรีวิวจากแบไต๋ได้เร็วๆ นี้เลย

อ้างอิง: หน้าสั่งซื้อ iPad Pro ของ Apple

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

ROG Phone มือถือสำหรับเกมเมอร์ เปิดราคาไทยพร้อม Gadget จัดเต็ม #ของมันต้องมี

Published

on

มาแล้วกับมือถือสำหรับเกมเมอร์จัดเต็มอีก 1 ตัวจาก ROG หรือ Republic of Gamer ที่นอกจากจะจัดเต็มด้านสเปคแล้ว เรื่องของดีไซน์ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน สำหรับใครที่เป็นแฟนแบรนด์นี้ก็จะเข้าใจดีว่า ROG เข้าใจถึงเกมเมอร์อย่างแท้จริง จึงได้จัด ROG Phone มือถือสำหรับเกมเมอร์อย่างแท้จริงที่มาพร้อมคอนเซปต์ Game Changer จัดหนักทั้งสเปค รูปลักษณ์ดีไซน์ และ Software ที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ

ASUS เผยว่าปัจจุบันตลาด Gaming Smartphone เติบโตสูงขึ้นมาก มีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาททั้งการซื้อของในเกม หรือเครื่องมือถือที่เล่นเกม ซึ่ง ROG หรือ Republic of Gamer ก็เข้าใจตลาดเกมมิ่งว่า กำลังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งประเทศไทยปัจจุบันติด 1 ใน 20 ของตลาดเกมในระดับโลก ทำให้แบรนด์ใหญ่ ๆ เข้ามาทำตลาดในไทยกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง ROG มี vision ว่า เราต้องเป็นที่สุดของประสิทธิภาพ และเป็นที่สุดของนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยสินค้าต่าง ๆ ที่ ROG สร้างขึ้นมา ก็มาจากประสบการณ์จากนักกีฬาและนักเล่นเกมมืออาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการสนับสนุน eSports ระดับโลก ซึ่งนอกจากนี้เรายังเข้าไปฟังข้อเสนอแนะ ติ-ชม ข้อมูลทั้งหมด แล้วเอามาปรับปรุงและสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ดีที่สุด

ซึ่ง ROG นั้นมีผลการันตีว่า แบรนด์ ROG ถือว่าเป็นแบรนด์ Gaming อันดับ 1 ของโลกโดยนักเล่นเกมทั่วโลกและแน่นอนว่า ROG Phone ก็เป็นอีก 1 ผลิตภัณฑ์ที่ ASUS ตั้งใจเสนอออกมาเพื่อเกมเมอร์สายมือถือแบบจัดเต็ม และ ROG Phone นี้ยังเป็น Gaming Smartphone ที่มาพร้อมกับการการันตีด้วย Best Beartai Awards 2018 อีกด้วย

เผยความรู้สึกหลังสัมผัสของ Dew Black Glove Gamer

จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ล้ำยุคที่ตอบโจทย์สายเกมเมอร์ในเวลานี้ ด้วยCPU Qualcomm Snapdragon 845 พร้อมกับระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ บนหน้าจอ AMOLED กว้าง 6นิ้ว ทำให้รู้สึกว่าการรันเกมที่ระดับ 90 fps ได้ลื่นไม่สะดุด

ระบบ AirTriggers ที่ขอบข้าง เสมือนมีปุ่ม L/R บนจอยเกมคอนโซล ให้ความรู้สึกที่แปลกเนื่องจากเคยชินกับการกดสัมผัสปุ่มธรรมดาที่มีจังหวะเด้งคืนกลับ แต่ระบบนี้ก็ตอบสนองต่อความไวแบบกดปุ่มเกมคอนโซลเหมือนกัน ต่างกันแค่คือการสัมผัส

มีระบบรองรับฟังก์ชั่นสายเกมมากมาย Game center ที่เปิดสถานะต่างๆ ของ CPU และมีระบบ X mode ที่เปิดประสิทธิภาพขณะเล่นเกมให้สูงขึ้น
Game Genie คำสั่งที่เปิดรองรับมากมายเช่นการเซตหน้าจอการเล่นทั้งการเซตปุ่มมาโคร lock mode ล็อคหน้าจอเกมเพี่อป้องกันเผลอไปโดนปุ่มโฮมแล้วเด้งกลับหน้าจอหลัก การแสดงผลแบตเตอรี่ของเครื่องมือถือระหว่างเล่นที่ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดเมื่อไหร่

จากที่ได้ทดสอบมาทั้งเกม Free fire หรือ Ragnarok online M ถือว่าการควบคุมลื่นไหลดี แทบไม่มีสะดุด แม้ว่าบางครั้งจะยุ่งยากในการเซตปุ่มมาโครต่างๆ รายละเอียดหลีกย่อย แต่ก็ถือว่ารองรับตัวช่วยให้กับคอเกมเมอร์ได้ดี

สเปคของ ROG Phone

  • CPU Snapdragon 845 ที่มาพร้อมกับความเร็ว 2.96 GHz (Overclock ขึ้นมาจากเดิม 160 MHz) มาพร้อม Android Oreo 8.1
  • หน้าจอขนาด 6 นิ้ว สเกล 18:9 โค้ง 2.5D ใช้ Coring Gorilla Glass 6 ความละเอียดแบบ FullHD 2160×1080 เป็นจอแบบ AMOLED ที่มาพร้อมกับ Responsive เร็วมากเพียง 1ms และ Refresh Rate สูงถึง 90 Hz และความสว่าง 550 nits ก็เรียกว่าเล่นเกมกลางแจ้งได้เลย
  • Ram 8 GB DDR4X และ Rom UFS2.1 128 GB สูงสุด 512 GB พร้อม Google Drive ให้ไปเลย 100 GB ฟรี ๆ 1 ปีเต็ม
  • กล้องหลังใช้เลนส์ของ Sony Flagship IMX363 ความละเอียด 12 ล้าน F1.7 และเลนส์คู่กว้าง 120 องศา
  • กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้าน F2.0
  • ถ่ายวิดีโอได้ความละเอียดสูงสุด 4K 60 fps บนกล้องหลัง และความละเอียด 1080P 60fps บนกล้องหน้า
  • ลำโพง DTS:X Ultra 1.0 แบบ 7.1 Channel จัดเต็มเรื่องเสียงเบส
  • ช่องเสียบซิมการ์ด 2 ใบแบบ Nano Sim 4G Standby ได้ 2 sim พร้อมกัน
  • กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP 68
  • รองรับ NFC
  • แบตเตอรี่ 4000 mAh
  • น้ำหนักเครื่อง 2 ขีด

เรื่องการระบายความร้อนและระบบชาร์จไฟ

ออกแบบชุดระบายความร้อนใหม่ 3 ชั้น เพื่อนำความร้อนจากภายในสู่ภายนอกได้ดีที่สุด รวมไปถึงการออกแบบในด้าน Port สายชาร์จก็จะมีทั้งด้านท้ายและด้านข้าง เพื่อให้เกมเมอร์สามารถเล่นเกมได้อย่างสะดวก ไม่เกะกะมือ แถมยังได้ปรับเปลี่ยนโดยการนำเอา IC Charger จะฝังในตัว Adapter แทนที่จะเป็นโทรศัพท์ ทำให้การชาร์จไฟไป เล่นไปได้ โดยที่เครื่องไม่ร้อนอย่างแน่นอน” และนอกจากนี้มีระบบ Direct Charger และ Quick Charge 4.0 รวมไปถึงการชาร์จแบบ Wireless ก็สามารถทำได้

เรื่องหน้าจอ

หน้าจอสี DPI-P3 ที่แสดงผลได้สูงถึง 108% พร้อม Contrast 100,000:1 และหน้าจอแบบ HDR Display ที่แยก Chipset ออกมาเลย ทำให้หน้าจอมีความชัดเจนมากแม้จะอยู่ในที่มืดหรือสว่าง รวมไปถึงจอ 90 Hz และการตอบสนอง 1 ms

ในด้านการควบคุมก็เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นเกมแบบใหม่จาก 2 นิ้ว กลายเป็น 4 นิ้วด้วย AirTrigger ที่เป็น sensor ฝังไว้ที่มุมบนเครื่อง เป็นการจำลองปุ่มขึ้นมา และมีการสั่นเตือน ซึ่งจะมีเฉพาะบน ROG Phone เท่านั้น

ด้าน Software

และในด้าน Software ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ทั้งการตั้ง X Mode ที่จะปรับ overclock cpu ให้ รวมไปถึง Game Profile ที่เราสามารถเลือกปรับได้ตามความต้องการ ระบบการรับสายเวลาเล่นเกมที่จะแสดงขึ้นมาเป็นหน้าจอเล็ก ๆ สามารถเลือกได้ว่าจะวางสาย จะรับสาย หรือจะเปิด Speaker พร้อมระบบโชว์ Real-time information ได้ทันทีเวลาเล่นเกม สามารถ Set ปุ่ม Macro ได้ทันที พร้อมกด Playback สูงสุด 999 ครั้ง และยังสามารถ Set Keymapping ที่รองรับการใช้งาน Mouse Keyboard ได้ (กดปุ่ม f11 บน keyboard) รวมไปถึงหลาย ๆ เกมที่ Exclusive จะถูกตั้งค่ามาให้ทันทีอีกด้วย งานนี้ PUBG Mobile จะเดือดกว่าเดิมด้วยผู้เล่นสาย PC ที่เตรียมบุกมาลุยกันได้แบบจัดเต็ม

Accessories สำหรับ ROG Phone

นอกเหนือจากตัวเครื่องที่จัดเต็มแล้ว ROG Phone ยังมาพร้อม Accessories จัดเต็มสำหรับชาวเกมเมอร์ที่ทำให้คุณใช้งาน ROG Phone ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

Twinview Dock

อีก 1 Gadget สำหรับเกมเมอร์ที่ชอบจอเสริม มาพร้อมระบบลดความยุ่งยากในการติดตั้งการ Livestreaming รวมไปถึงสามารถใช้หน้าจอที่ 2 เป็นจอเสริมสำหรับเกมได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจอเสริมด้านล่างมีสเปคเดียวกันกับจอของ ROG Phone (แต่ไม่มี CPU) นอกจากนี้ยังมาพร้อมลำโพงเสริม 4 ตัว แบตฯ จัดเต็ม 6000 mAh ระบบสั่น ระบบระบายความร้อน และปุ่มเสริมพิเศษ Dual Trigger อีกด้วย

Mobile Desktop Dock

ตัว Dock ที่จะทำให้มือถือ ROG Phone ของคุณกลายเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้เลย แถมมาพร้อมพอร์ตจัดเต็มแบบสุด ๆ ตามภาพ

Asus Professional Dock

เป็นตัว Dock ที่ย่อขนาดลงมาจาก Mobile Desktop Dock และ Port ที่น้อยลง แต่ยังคงจัดเต็มเรื่องการแสดงผลหน้าจอ รวมไปถึงการเชื่อมต่อเม้าส์กับคีย์บอร์ดได้เป็นอย่างดี

WiGig Display Dock

อีก 1 ตัวต่อแสดงผลที่เป็นแบบไร้สาย สามารถเชื่อมต่อด้วยความหน่วงที่ต่ำเพียง 20 ms ทำให้สาทารถเล่นเกมผ่านจอใหญ่ได้เลยโดยไม่ต้องต่อสาย และยังรองรับ GameVice จอยเกมต่อแยกสำหรับเล่นเกมอีกด้วย

ROG Phone Case

และ ROG Phone Case ที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม จัดเต็มแบบสุด ๆ โดยแยกออกมาเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ทำให้เราสามารถถอดส่วนกลางเพื่อประกอบ Aero Active Cooler ได้อีกด้วย

รุ่น ราคา และวันวางจำหน่าย

ปิดท้ายด้วยการเปิดเผยราคาและวันวางจำหน่ายของ ROG Phone จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในทุกช่องทาง 26 พฤศจิกายนนี้รวมไปถึง Accessories ทั้งหมดที่นี่เลย

ROG Phone Ram 8 GB Rom 128 GB

ROG Phone รุ่น Ram 8 GB Rom 128 GB มาพร้อมราคา 29,990 บาท วางจำหน่าย 23 พฤศจิกายนนี้ หรือจองผ่าน Shopee ได้แล้ววันนี้ 100 เครื่อง (มี Code Shopee ROG1000 ลดอีก 1,000 บาท)

ROG Phone Ram 8GB Rom 512 GB

ส่วน ROG Phone รุ่น 8 GB Rom 512 GB มาพร้อมราคา 34,990 บาท Exclusive ที่ Shopee เท่านั้น ได้รับ 500 Shopee Coin + Gamevice ไปเลยฟรี ๆสำหรับผู้สั่งจองภายใน 60 เครื่องแรกเท่านั้น

Gamevice และ Asus Professional

สำหรับ Accessories Gamevice และ Asus Professional Dock จะวางจำหน่าย 1 ธันวาคมนี้ในราคา 3,290 บาททั้ง 2 ตัว

Complete Accessory Set

และสุดท้ายคือ Fullset จัดเต็ม ทั้ง Accessories ทุกอย่างรวมกระเป๋า ราคา 32,990 บาท วางจำหน่ายเฉพาะ Shopee เท่านั้น (ไม่รวมมือถือ)

ROG Phone ก็ถือได้ว่าเป็นอีก 1 Game Changer อย่างแท้จริง เก็บเงินรอกันได้เลย

ปล. ทุกภาพที่เห็นในข่าวนี้ถ่ายด้วยกล้อง ROG Phone ทั้งหมด ถ้าคุณคิดว่ามือถือเกมมิ่งต้องมาพร้อมกับกล้องคุณภาพไม่ดี บอกเลยว่า ROG นั้นต่างจากที่คุณคิดอย่างแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!