Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Dell EMC ส่งโซลูชัน HCI ชั้นนำของอุตสาหกรรม เพิ่มกลุ่มผู้ใช้งานบน PowerEdge

สายผลิตภัณฑ์ระบบโครงสร้างแบบ ไฮเปอร์-คอนเวิร์จ (Hyper-Converged Infrastructure (HCI) portfolio) ชั้นนำในอุตสาหกรรม ของเดลล์ อีเอ็มซี ยกระดับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยอุปกรณ์ Dell EMC HCI บนเซิร์ฟเวอร์ที่ชนะเลิศรางวัล คือ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ที่ออกแบบมาใหม่ล่าสุด

ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดของ เซิร์ฟเวอร์ PowerEdge ที่ออกแบบและรองรับการใช้ HCI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าในองค์กรธุรกิจทุกขนาด สามารถคาดหวังถึงประสิทธิภาพที่ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีก พร้อมคาดการณ์ได้ ด้วยความสามารถในการตั้งค่าการใช้งานแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์สำคัญด้านธุรกิจได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น บน อุปกรณ์ VxRail และ XC Series

“ลูกค้าหลายรายที่กำลังปฏิรูประบบไอที หันมาใช้ ระบบ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นฐานในอุดมคติ ที่สร้างความเรียบง่ายให้กับระบบไอทีในปัจจุบันและในอนาคต” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าว “HCI ออกแบบมาด้วยลักษณะโครงสร้าง Software-Defined Infrastructure จึงให้ประสิทธิภาพสูงสุด และให้ความน่าเชื่อถือด้วยวิศวกรรมที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ได้อย่างสอดประสาน พร้อมเลือกใช้ Configuration อย่างเหมาะสมมากที่สุด อุปกรณ์ HCI ที่ควบรวมการทำงานได้อย่างครบวงจรในตัวผ่านการทดสอบและพิสูจน์ความสามารถมาเป็นอย่างดี ช่วยให้ลูกค้าดำเนินการพร้อมขยายศักยภาพโครงสร้างไอทีได้ง่าย รองรับด้วยประสิทธิภาพและความน่าเชี่อถือที่วางใจได้ ช่วยให้องค์กรด้านไอทีตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

จากการวิจัยของไอดีซี HCI เป็นระบบโครงสร้างแบบ Converged Infrastructure (CI) ที่เติบโตเร็วที่สุด จวบจนปัจจุบันอัตราการเติบโตของรายได้ทั่วโลกปีต่อปี สำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2017 อยู่ที่ 48.5 เปอร์เซ็นต์  โดยคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ของโซลูชันระบบโครงสร้างแบบ Converged Infrastructure ที่ขายอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน  ผลวิจัยจากไอดีซี ชี้ให้เห็นว่า เดลล์ อีเอ็มซี เป็นเบอร์ 1 ในระบบ HCI ทั่วโลก โดยคิดเป็น 29 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในการจำหน่ายระบบดังกล่าวทั้งหมดในไตรมาสที่ 2 และมีอัตราเติบโตของรายได้ปีต่อปีอยู่ที่ 149 เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ Dell EMC VxRail เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ HCI ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยลูกค้ามีการนำไปใช้งานอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่การเติบโตของรายได้ปีต่อปี มากกว่า 275 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าอัตราเติบโตในตลาดถึง 5.7 เท่า

Dell EMC VxRail และ XC Series ให้ความล้ำหน้าโดดเด่นที่มาพร้อมเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14

  • ปัจจุบัน เดลล์ อีเอ็มซี ได้ผสานความเรียบง่าย ความคล่องตัว รวมถึงความสามารถในการขยายศักยภาพ ทั้งหมดรวมอยู่ในสายผลิตภัณฑ์ HCI ชั้นนำของอุตสาหกรรม ด้วยขุมพลังและความยืดหยุ่นของเซิร์ฟเวอร์แบบเน็กซ์เจน ออกแบบมาเพื่อให้ใช้พลังของ HCI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  โดยมอบประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือที่โดดเด่นยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเนื่องจากมีการนำ HCI ไปใช้เป็นระบบงานหลักในดาต้าเซ็นเตอร์ และใช้เป็นฐานรองรับแอปพลิเคชันและการทำเวิร์กโหลดได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
  • เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ใช้โปรเซสเซอร์ ตระกูล Intel® Xeon® Scalable Processor ที่รองรับการขยายขีดความสามารถ รวมถึงรองรับความต้องการเฉพาะได้ 150 รายการสำหรับ software-defined storage (SDS) ที่บิวด์-อิน มาในตัว เหมาะต่อการใช้งานเฉพาะสำหรับ HCI  นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนที่ดีขึ้นสำหรับ SSDs ที่มีการใช้งานแบบ scale-out ช่วยให้กำหนดค่าตั้งต้นในการใช้งาน (initialization) ได้เร็วขึ้น และรวมศูนย์การบริหารจัดการดาต้าสตอเรจ เพิ่ม drive cooling ที่ให้ความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และให้ทางเลือก common user interfaces ครอบคลุมทั้งแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์ปกติ และ HCI เพื่อความสามารถด้านการบริหารจัดการระบบของเดลล์ อีเอ็มซี
  • การอัพเกรดสายผลิตภัณฑ์ Dell EMC HCI ช่วยให้ลูกค้าใช้แอปพลิเคชันและข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น ต้องขอบคุณหน่วยประมวลผลหลักที่เพิ่มขึ้น ให้ clock frequency เร็วขึ้น มีช่องใส่หน่วยความจำมากขึ้น และหน่วยความจำทำงานเร็วขึ้น ทำให้มีพลังในการประมวลผลมากขึ้นถึง 1.7 เท่า และให้แบนด์วิดธ์ภายในสูงขึ้นถึง 62 เปอร์เซ็นต์

อุปกรณ์ Dell EMC HCI รวมผลิตภัณฑ์ตระกูล Dell EMC VxRail Appliance ซึ่งขับเคลื่อนด้วย VMware vSAN™ และคิดค้นวิศวกรรมร่วมกับ VMware อีกทั้ง Dell EMC XC Series ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่กำลังมองหาทางเลือกในการใช้งานไฮเปอร์ไวเซอร์ รวมถึง Microsoft Hyper-V หรือ สภาพแวดล้อมในการทำงานแบบหลายไฮเปอร์ไวเซอร์  อุปกรณ์ HCI เหล่านี้ ให้วงจรการทำงานร่วมกับระบบออโตเมชันชั้นสูงได้อย่างเรียบง่าย มีซอฟต์แวร์เฉพาะที่ช่วยให้ใช้งานง่าย รวมถึงการบริหารจัดการ การขยายศักยภาพ รวมถึงการสนับสนุนและการซ่อมบำรุง ที่ช่วยให้ลูกค้าทำงานง่ายขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น

อุปกรณ์ Dell EMC VxRail บนเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14

อุปกรณ์ Dell EMC VxRail บน เซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ให้ประสิทธิภาพที่คาดการณ์ได้ และให้ขุมพลังเพิ่มขึ้น ครอบคลุมการตั้งค่าที่ยืดหยุ่นได้มากถึงหลายล้านรายการ เพื่อตอบสนอง HCI use case และความต้องการด้านเวิร์กโหลดที่สำคัญในสภาพแวดล้อม VMware ได้มากยิ่งขึ้น โดยลูกค้าสามารถคาดหวังประสิทธิภาพต่อไปนี้ได้จากอุปกรณ์ VxRail

  • ให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น สำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องใช้ทรัพยากรระบบมาก โดยให้ค่า IOPS สูงขึ้นถึง 2 เท่า และสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า
  • ให้ประสิทธิภาพที่วางใจได้มากขึ้น ให้ระยะเวลาในการตอบสนองที่คาดการณ์ได้เร็วขึ้นถึง 9 เท่า ในระดับที่ต่ำกว่าหนึ่งมิลลิวินาที (sub-one millisecond)
  • ให้ทางเลือกมากขึ้นเพื่อนำไปใช้งานที่เหมาะสมได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเลือก Configuration ได้มากขึ้นถึงหลายล้านรายการ รวมถึงให้ทางเลือกในการประมวลผลมากขึ้น มี SATA SSDs ใหม่ ให้ความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายเพิ่มเติม และขยายการใช้ GPU ได้มากขึ้น เพื่อให้ตรงต่อความต้องการด้าน HCI ของลูกค้าโดยไม่ต้องเตรียมความพร้อมระบบล่วงหน้ามาก
  • รองรับ Software-defined NAS ด้วย Dell EMC Isilon SD Edge สำหรับรีโมทออฟฟิศ หรือการใช้งานไฟล์ตั้งแต่ระบบ edge ไปจนถึงระบบงานหลัก (edge-to-core file deployment) รวมถึงการทำ remote replication ร่วมกับ VxRail, การจัดเก็บ object บนคลาวด์ (cloud object storage) และให้ความสามารถด้านการบริหารจัดการมากมาย

อุปกรณ์ Dell EMC XC Series บนเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge รุ่นที่ 14

Dell EMC XC Series บน เซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 มอบประสิทธิภาพด้านงานเวิร์กโหลดได้เหนือชั้นขึ้นไปอีก ให้ความเร็วสูงยิ่งขึ้นในการเชื่อมต่อเครือข่าย และเลือกใช้ NVMe/SSD รุ่นใหม่ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ ลูกค้าสามารถคาดหวังประสิทธิภาพดังต่อไปนี้ได้จากอุปกรณ์ Dell EMC XC Series ใหม่

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลเวิร์กโหลดได้อย่างยอดเยี่ยม ให้หน่วยประมวลผลต่ออุปกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์
  • ให้ศักยภาพด้านการประมวลผลสูงขึ้น 93 เปอร์เซ็นต์ สำหรับวิร์กโหลดที่ต้องการ storage density เป็นหลัก
  • เพิ่มประสิทธิภาพ และรองรับจำนวนผู้ใช้งานระบบ VDI ได้มากขึ้น สำหรับความต้องการด้านการประมวลผลที่ซับซ้อนโดยให้พลัง GPU เพิ่มถึง 50 เปอร์เซ็นต์

การวางตลาด

  • สามารถสั่งซื้ออุปกรณ์ Dell EMC VxRail บน เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 ได้แล้ววันนี้ โดยเริ่มวางตลาดตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2017
  • สำหรับ Dell EMC XC Series ใน รุ่น XC630, XC740xd และ XC740 ทำงานบน เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge เจเนอเรชันที่ 14 พร้อมจำหน่ายแล้วในวันนี้เช่นกัน
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการมือถือ

Samsung มีโปรโมชั่น ซื้อ Galaxy S9/S9+ ออนไลน์ แถมฟรี! Portable SSD 1TB

Published

on

By

Samsung ได้โฆษณาผ่านทางเว็บไซต์ Shop Online ของตัวเอง และโฆษณาตามเว็บไซต์ต่างๆ ว่ามีโปรโมชั่น

“ซื้อ Samsung Galaxy S9/S9+ ผ่านร้าน Shop Online ของซัมซุง จะแถม SSD แบบ External (พกพา) ความจุ 1TB!”

ซึ่งจะหมดเขตในวันที่ 31 มกราคม 2562 นี้ โดนสามารถสั่งซื้อได้ที่ https://shop.samsung.com/th/offer/s9promo

แต่ไม่รู้ของจะหมดก่อนหรือไม่ รีบๆ กันนะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

ภาครัฐฯ จับมือ Creden ทำระบบยืนยันเอกสารออนไลน์ที่ปลอมแปลงไม่ได้ 100%

Published

on

หลังจากที่ทางภาครัฐฯ ได้ประกาศ #เลิกสำเนา แล้วไม่นาน วันนี้หน่วยงานรัฐฯ ก็ประกาศข่าวดีอีกเรื่องในด้านการผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการจับมือสตาร์ทอัพสัญชาติไทย บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด (Creden) ผู้สร้างระบบใช้เอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Document &Signature) เพื่อผลักดันและส่งเสริมทุกภาคส่วน ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยมีกรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ร่วมลงนามข้อตกลงในครั้งนี้

สิ่งที่ Creden ทำคือ ให้คุณเข้ามาทำการลงทะเบียนข้อมูลส่วนบุคคล + หน้าของผู้ยืนยันตัวตน เพื่อสร้างเอกสารสำหรับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ภายใน 1 นาที และสามารถนำไปใช้กับเอกสารราชการต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน โดยจุดสำคัญของระบบนี้คือการมีส่วนช่วยในด้านลดการใช้กระดาษลงอย่างมาก และยังสามารถเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินการ โดยนำเอาเอกสารที่เข้าสู่ระบบแล้ว เมื่อส่งเอกสารให้กับผู้มีอำนาจได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา สามารถเซ็นต์เอกสารผ่านมือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ทันที และข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่บน Blockchain จึงมั่นใจได้ว่าไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน และระบบทุกอย่างได้รับมาตรฐานจาก ETDA จึงแน่ใจได้ว่าเอกสารทั้งหมดที่ดำเนินการผ่าน Creden จะสามารถนำไปใช้กับภาครัฐฯ ที่รองรับได้ทั้งหมด พร้อมประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรับรองการมีอยู่ของเอกสาร ณ เวลานั้น ๆ อีกด้วย

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “ในวันนี้ผมมีความยินดีที่ได้เห็นบริษัทสตาร์ทอัพของคนไทยอย่าง บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ซึ่งได้ริเริ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลโดยให้บริการสร้างเอกสารและลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ทางออนไลน์ ซึ่งบริการดังกล่าวนับเป็นบริการที่มีความสำคัญสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ รวมถึงนโยบาย Thailand 4.0 ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะระบบราชการต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานใหม่ ต้องปรับตัวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัล (Digitalization) นำเทคโนโลยีที่มีมาบูรณาการและช่วยอํานวยความสะดวกให้ประชาชน ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายการลดการใช้กระดาษในองค์กร ตามมติคณะรัฐมนตรี จะช่วยให้ลดปริมาณขยะ ลดค่าใช้จ่ายโดยรวมของภาครัฐ สร้างความสะดวกในการทำงานยิ่งขึ้น

คุณ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด กล่าวว่า “การลงนามบันทึกข้อตกลงในครังนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ ครีเดน ในการร่วมมือกับภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน หันมาตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในองค์กร การให้บริการประชาชน และเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจสามารถแข่งขันกับต่างประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยบริการของครีเดนนั้นจะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการระบุตัวตน (Identification) และ พิสูจน์ตัวตน (Verification) ด้วยระบบการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (eKYC) และระบบการจัดการเอกสารและลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้จริงตามกฎหมาย ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการของครีเดนในการทำธุรกรรมออนไลน์ได้

ซึ่งครีเดนได้มีการร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการประทับรับรองเวลาเพื่อยืนยันว่าเอกสารมีความถูกต้อง การทำประทับเวลาจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้เอกสารว่าเป็นเอกสารจริงที่มีตัวตน ณ เวลาประทับ  และบริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เป็นต้น ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ใช้เอกสารและลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในการขอรับบริการกับหน่วยงานต่างๆ ข้างต้น

ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “ก้าวสำคัญของภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล” โดยมีตัวแทนหน่วยงานจากภาครัฐที่ร่วม     ลงนามความร่วมมือดังกล่าว อาทิ คุณภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รศ.นพ.ประยุทธ ศิริวงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล และผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)  ได้ร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเกี่ยวกับการนำระบบเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่องค์กรและประชาชนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

ครีเดนเป็นผู้ให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (eKYC) ระบบจัดการเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Document &Signature) และระบบประเมินความสามารถทางการเงิน (Credit Scoring) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตน (eKYC) เพื่อระบุตัวตน (Identification) และพิสูจน์ตัวตน (Verification) ของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง โดยเป็นการตรวจสอบความถูกต้องกับหน่วยงานรัฐ ตามประกาศข้อเสนอแนะมาตรฐานฯ แนวทางการใช้ดิจิทัลไอดีสำหรับประเทศไทย
  2. ระบบจัดการเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Document &Signature) เป็นการจัดทำและลงลายมือชื่อเอกสารที่อยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือแสดงตนเป็นเจ้าของของข้อความและรวมถึงการยอมรับในข้อความหรือข้อมูลในอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เป็นตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
  3. ระบบประเมินความสามารถทางการเงิน (Credit Scoring) เป็นระบบในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงขององค์กร หรือบุคคลทั่วไป จากข้อมูลที่มี เช่น งบการเงิน ความเกี่ยวข้องของผู้บริหาร เป็นต้น

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ https://creden.co/ เพื่อทดสอบระบบได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

อิริคสันเผยข้อมูล 10 พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นในปี 2019

Published

on

สำหรับยุคปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนต้องใช้ โดยเฉพาะโลกของเราที่กำลังเริ่มก้าวสู่เทคโนโลยี 5G วันนี้อีริคสันได้เผยข้อมูล Ericsson Mobility Report: ในชื่อ The Power of 5G ขุมกำลังเทคโนโลยีใหม่ของอินเตอร์เน็ตยุค “5G” ว่าในปี 2019 นี้จะมีพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างไรบ้าง โดยถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

Mobile Subscription

เผยว่าทั่วโลกมีผู้ Subscription อยู่ที่ 7.9 พันล้านคน และมี 5.7 พันล้านเป็น Mobile Broadband Subscriptions ซึ่งจริง ประชากรโลกมีอยู่แค่ 7.3 พันล้าน ซึ่งเรียกได้ว่าจำนวนผู้ใช้มือถือเกิน 100% แล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งประเทศจีนเป็น 1 ในผู้นำด้านการเติบโต สูงที่สุดในโลก Q3 2018 เติบโตถึง 37 ล้าน Subscription

ข้อมูลประเทศไทยคือ ณ ปี 2018 ระบบ LTE เติบโตสูงกว่า 3G ไปแล้ว ส่วน 2G ผู้ใช้งานก็เริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ สาเหตุที่เติบโตเพราะมือถือมีราคาถูกลง และมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงแอปฯ บนมือถือที่ออกมารองรับตอบโจทย์ผู้ใช้งานนั่นเอง

Mobile Data traffic

การเติบโตของผู้ใช้งาน Data เรียกได้ว่าเป็นเชิง Exponential อย่างก้าวกระโดดกว่า 79% ต่อปี โดยแบ่งออกเป็นผู้ใช้งานกว่า 60% รับชมวิดีโอผ่าน Social Media ต่าง ๆและคาดว่าในปี 2024 จะมีการใช้งานกว่า 74% ของ Data เป็นการรับชมวิดีโอ และจะมีปริมาณการใช้ Data สูงขึ้นกว่าเดิมมาก และคาดว่าในปี 2024 จะมีปริมาณการใช้ data สูงถึง 21 GB ต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมา ด้านอเมริกาเหนือมีอัตราการเจริญเติบโตในการบริโภคข้อมูลสูงที่สุด

ส่วนด้านประเทศไทยมีข้อมูลด้านการใช้งานว่า แต่ละคนจะมีการใช้อินเตอร์เน็ตกับแอปฯ อะไรที่มีปริมาณการใช้ Data สูงที่สุด (ไม่นับจำนวนผู้ใช้งาน) ซึ่ง 5 อันดับแรกคือ

  1. HTV แอปฯ ดูวิดีโอคอนเทนต์ของ True
  2. YouTube แอปฯ รับชมวิดีโอคอนเทนต์ชื่อดัง
  3. TrueID แอปฯ ที่รวบรวมเอาคอนเทนต์ต่าง ๆ มารวมกัน และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกในอนาคต
  4. Facebook แอปฯ Social Media อันดับ 1 ของโลก
  5. LINE แอปฯ Social Media ที่คนไทยชอบใช้เป็นอันดับต้น ๆ

5G & Cellular IoT

คาดว่าด้าน IoT ประเทศที่จะเป็นผู้นำในด้านนี้คือประเทศฝั่ง เอเชียตะวันออกเช่น จีน เกาหลีและญี่ปุ่น ที่มีเทคโนโลยี NB-IoT และเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่ออกมารองรับ โดยคาดการณ์ว่า การเติบโตต่อปี 27% จะเติบโตไปถึงระดับ 4.1 พันล้านตัว โดยแบ่งออกเป็น NB-IoT ที่เน้นการเชื่อมต่อแบบอยู่กับที่ และ Cat-M1 ที่เน้นการติดกับสิ่งที่เคลื่อนที่เช่น รถ SmartCar เป็นต้น

ผลสำรวจล่าสุดจากรายงานประจำปีได้ทำการวิเคราะห์และประเมินเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้บริโภคและคาดการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีในอนาคต รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีเสมือน (VR), 5G และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ผลจากรายงานบ่งชี้ว่าเทคโนโลยีอิสระและการทำนายอารมณ์จะเป็นเทคโนโลยีที่มาแรงและจะมีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้

เผย 10 แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิตัล ปี 2562 และในอนาคต

  1. เครื่องรับรู้อัจริยะ กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้งานแอปพลิเคชันส์ผู้ช่วยส่วนตัวคิดว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้า อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีจะสามารถรับรู้และเข้าใจถึงอารมณ์ของผู้ใช้ได้ (ปัจจุบันคือ Alexa หรือ Google Home) และจะแนะนำการดำเนินชีวิตของเราได้
  2. ผู้ตอบโต้ที่ชาญฉลาด กว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้งานแอปฯ ผู้ช่วยส่วนตัวคิดว่าอุปกรณ์อัจฉริยะจะสามารถโต้เถียงได้เสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า
  3. แอพพลิเคชั่นส์สอดแนม กว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคคิดว่าแอปฯ จะเก็บข้อมูลของผู้ใช้ แม้กระทั่งตอนไม่ได้เปิดใช้แอปก็ตาม
  4. บังคับให้ตอบตกลง ผู้บริโภคจำนวน 51 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกรำคาญที่จะต้องตอบตกลงเพื่อยืนยันสิทธิ์ให้แอปฯ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวตลอดเวลา
  5. ทักษะทางอินเตอร์เน็ต กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน AR หรือ VR ต้องการใช้แอปฯ ที่สามารถนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันได้ เช่น โปรแกรมสอนทำอาหาร หรือซ่อมแซมสิ่งของต่าง ๆ ผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือน
  6. การบริโภคแค่เพียงปลายนิ้ว ผู้ที่ใช้งานแอปฯ ต้องการที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบของใช้ภายในบ้าน และจะมีระบบจ่ายบิล รวมทั้งซื้อของใช้ภายในบ้านแบบอัตโนมัติได้
  7. ผู้ช่วยในการตัดสินใจ ผู้บริโภคจำนวน 31 เปอร์เซ็นต์ เริ่มมีความเชื่อ AI มากกว่าความคิดของตัวเองเช่น การเดินทางก็เชื่อ Google Maps มากกว่าการดูเส้นทางด้วยตัวเอง เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาแทนที่การตัดสินใจในชีวิตประจำวันของมนุษย์ไปหมดแล้ว
  8. รักษ์โลก ผู้บริโภคจำนวน 39 เปอร์เซ็นต์ ต้องการใช้นาฬิการักษ์โลกที่สามารถวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในแต่ละวันได้
  9. ฝาแฝดดิจิตัล ผู้ใช้งาน AR หรือ VR จำนวน 48 เปอร์เซ็นต์ ต้องการมีฝาแฝดเสมือนจริงที่เหมือนกับตัวเขาแบบชนิดที่แยกไม่ออก เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแยกกันอยู่สองที่ได้ในเวลาเดียวกัน และช่วยตัดสินใจแทนเราได้
  10. ชุมชน 5G ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า 5G จะทำให้อุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อกันได้ดีกว่า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน หรือสมาร์ทมิเตอร์ในอุปกรณ์สาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นต้น

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเทคโนโลยีในอนาคตว่าเป็นภัยคุกคามหรือเป็นโอกาส ดร.เพอร์นิลล่า โจนส์สัน หัวหน้างานห้องปฎิบัติการวิเคราะห์ผลสำรวจผู้บริโภคและอุตสาหกรรมของอีริคสัน กล่าวว่า “เราได้เข้าสู่ยุคที่มนุษย์สามารถมีปฏิสัมพันธ์และทำงานร่วมกับเครื่องจักรกลอัจฉริยะแล้ว ทุกวันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่อนาคต ยังมีอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีอีกมากมายหลายอย่างที่จะถูกพัฒนาขึ้น และอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น เราสามารถกำหนดได้ด้วยมือของเราเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!