Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัวศูนย์ Bitcoin Center Thailand พร้อมเก็ง “ทิศทาง Cryptocurrency ประจำปี 2018”

Published

on

ปัจจุบันปฎิเสธไม่ได้ว่า “Bitcoin” ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อกลุ่มนักลงทุนจำนวนมากทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะด้านราคาที่มีการถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นวันนี้จึงได้มีการเปิดตัว Bitcoin Center Thailand ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องการให้เป็น Community ที่ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการสอนความรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของ Bitcoin เพียงอย่างเดียว และจะมี Training ต่าง ๆ เช่นหุ้น หรือ Startup ต่าง ๆ และในอนาคตจะมีการทำเป็น Co-working Space ร้านกาแฟที่เข้ามาพูดคุยเป็น Community เล็ก ๆ ที่ดี ซึ่งสถานที่จะตั้งอยู่ตรงตึก RCA Zone G ด้านหลัง Starbucks นั่นเอง

โดยในงานก็ได้มีเสวนาเรื่อง “ทิศทาง Bitcoin และ Cryptocurrency ในปี 2018” โดย Speaker 5 ท่านดังต่อไปนี้

  • ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโสบล๊อคเชน และความปลอดภัยคอมพิวเตอร์
  • คุณสกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้ง Bitcoin Thailand Club
  • คุณยุทธวิธี Crypto Trading Club
  • คุณปรมินทร์ อินโสม ผู้สร้างเหรียญ Zcoin
  • คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตผู้ก่อตั้ง coins.co.th

โดยผู้ดำเนินงานนี้คือ: คุณอรรถพร ชาญประโคน CEO & Co-founder, Lunar Studio Co.,Ltd

รับชมบันทึก Live สดได้ที่นี่

ที่มาของราคา Bitcoin ในปัจจุบัน

ได้มีการพูดถึง Bitcoin สมัยก่อนว่า ในยุคแรกเริ่มมีแต่คนที่เป็นกลุ่ม Geek หรือกลุ่มเฉพาะเท่านั้นที่ซื้อ โดยที่ ณ ตอนนั้นก็ยังไม่มีร้านค้าหรือสถานที่ที่มายอมรับเงินดิจิทัลตัวนี้ ถึงแม้ Bitcoin จะกำเนิดมานานแล้วก็ตาม ซึ่งจุดเปลี่ยนจริง ๆ ของ Bitcoin นั้นคือช่วงต้นปี 2017 เกิดเหตการณ์คือ มีหลายคนที่เริ่มมีการเข้ามาซื้อเหรียญ ซึ่งพอกระแสที่เกิด ทำให้ผู้คนเริ่มเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกำไรที่เห็นสูงมากและสามารถเริ่มต้นเทรดได้ง่าย

ในปี 2015 คนมองเห็นว่า Bitcoin เหมือนแชร์ลูกโซ่ แต่เริ่มต้นคือวันที่ 1 เมษายน 2017 ประเทศญี่ปุ่นเริ่มสามารถนำเงิน bitcoin มาซื้อขายสินค้าได้ และในหลาย ๆ ประเทศเริ่มเปิดรับมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้เกิดความนิยมขึ้นในระดับขับเคลื่อนประเทศได้ซึ่งการซื้อขายเงิน Cryptocurrency นี้กลายมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่จะเปลี่ยนโลกได้ เพราะไม่ต้องมีคนกลางในการซื้อขาย และในอนาคตเชื่อว่าการซื้อขาย จะกลายมาเป็นการซื้อรูปแบบ Token ทำให้กลุ่มผู้เล่นหุ้นในตลาด Wall Street หันมาจับตามองและหลาย ๆ คนได้ก้าวเข้ามาเป็น trader เต็มตัว

ไม่เพียงแค่มูลค่าของ Bitcoin ที่เติบโตสูง แต่ยังมี Cryptocurrency อีกหลายตัวที่ได้เติบโตขึ้นในปี 2017 นี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุล ethereum ที่โตขึ้นเป็น 400 US$ จาก 10$ และการเทรดเหล่านี้สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่สมัครเว็บไซต์และยืนยันตัวตนเท่านั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเทรด Cryptocurrency นี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ เพราะภาครัฐฯ ยังไม่ประกาศออกมาชัดเจนว่า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งต่างประเทศหลาย ๆ แห่งให้การยอมรับแล้ว และเชื่อว่าจะมีความชัดเจนในปี 2018 นี้

มุมมองการลงทุนกับ Bitcoin (Cryptocurrency)

ในปี 2018 นี้ เชื่อว่ามุมมองของ Bitcoin หรือ Cryptocurrency คือจะเริ่มเห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นบน ICO ใหม่ ๆ ที่มีกำลังการลงทุนมหาศาล ซึ้งต้องมีการจับตามองว่า ซึ่งโดยรวมเรื่อง Cryptocurrency จะคล้ายการลงทุนตลาดหุ้น แต่ไม่เหมือนตรงที่ไม่มีตัวกลางมาควบคุม ทำให้การเติบโตนั้นสูงมาก ๆ และก็มีโอกาสลงต่ำมาก ๆ ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งถือได้ว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ๆ

ในวงการนี้จะมีการพัฒนาหลัก ๆ อยู่ 4 ระดับที่จะทำให้โลกของ Cryptocurrency นี้เติบโตขึ้นจนสามารถเทียบกับเงินสกุลหลักในปัจจุบันได้คือ

  1. Internet of Money ที่สามารถทำให้เราโอนถ่ายเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านธนาคารซึ่งเป็นตัวกลาง หรือที่เรียกว่าระบบกระจายศูนย์กลาง Decentralization โดยมี Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกดิจิทัล
  2. Beyond Finance คือการสร้างมูลค่าที่นอกเหนือจากเงินให้กับ Cryptocurrency เช่นระบบการยืนยันที่ดินบน Blockchain โดยรัฐบาลของประเทศ ฮอนดูรัส เป็นต้น
  3. Generalize Platform หรือระบบที่ทำให้เราสามารถสร้าง Blockchain ได้ง่าย ๆ เพื่อนำไปต่อยอดเหรียญสกุลต่าง ๆ ขึ้นมาเองได้ คล้ายกับคนที่ต้องการขายของออนไลน์แต่เปิด Website เองไม่เป็น ก็ไปเปิดเพจบน Facebook แทนก็สามารถขายได้เหมือนกัน เป็นต้น
  4. Decentralize Exchange ระบบการแลกเปลี่ยน Token ระหว่างเงินสกุลต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2018 นี้

ความเสี่ยงของการลงทุน Cryptocurrency

ซึ่งแน่นอนว่ามือใหม่ ณ ตอนนี้ถ้าอยากเข้ามาเทรดในปี 2018  จะต้องยอมรับความเสี่ยงเพราะหลาย ๆ คนที่เล่นกันมาก่อนหน้านี้ก็ได้กำไรไปแล้ว และราคามีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเขาได้แนะนำนักลงทุนว่า ไม่ควรนำเงิน 100% มาลงทุนเพื่อเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่ควรวางแผนที่จะลงทุนเพียง 20% เพื่อให้กลายเป็นเงิน 100% แล้วนำเงินนั้นไปต่อยอด ถึงจะปลอดภัยกว่า

และยังมีคำแนะนำว่า เงินที่นำมาใช้เทรด ไม่ควรเป็นเงินที่กู้มา เพราะตลาดมีความผันผวนสูงจนเกินไป บางทีมูลค่าอาจจะหายไปถึง 50% ในวันเดียว หรือจะโตขึ้น 200% ในวันเดียวก็เป็นได้ ต้องศึกษาทำความเข้าใจให้ชัวร์ก่อนลงทุนจะดีที่สุด

และทิศทางของตลาดเทรดเงินดิจิทัลก็ได้มีกองทุนอย่าง Crypto Hedge Fund หรือกลุ่มการเงินที่คอยเก็งกำไร กับค่าเงิน Cryptocurrency ซึ่งทั่วโลกมีอยู่กว่า 200 กองทุนและมีเงินทุนสูงกว่า 50 M US$ คอย Monitor ค่าเงินต่าง ๆ อีกด้วย จึงทำให้คุณไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงเอาไว้ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะถ้ากลุ่มใหญ่เคลื่อนไหว ยังไงตลาดต้องมีความผันผวนแน่นอน

และมุมมองต่อมูลค่าของ Bitcoin คาดว่าปัจจุบันอาจจะเป็นฟองสบู่ใกล้จะแตกหรือไม่ ก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะจะยังมีกลุ่มคนที่มีเงินเป็นหลักพันล้าน รอที่จะเข้ามาในตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกล่าวได้ว่า Bitcoin มีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้นหากดูจากความตื่นตัวของตลาด และปัจจุบันมี Demand ที่มากขึ้นเพราะการขุดจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนผู้เข้ามา รวมไปถึงปัจจุบัน เงิน BTC กว่า 90% ถูกกลุ่มคนเพียงไม่ถึง 1,000 คนถือครองอยู่แบบไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งถ้ากลุ่มนี้มีการถล่มขาย ก็อาจเกิดสภาวะค่าเงิน Bitcoin ดิ่งเหวก็เป็นได้

เมื่อเทียบตลาด Cryptocurrency ปัจจุบันยังมีมูลค่าการซื้อขายไม่ถึง 1% ของตลาดเทรดหุ้นระดับโลก ซึ่งเชื่อได้ว่าตลาดนี้จะมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในสภาพแวดล้อมของโลกปัจจุบันที่คนมีเงินก็ไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ในธนาคารทำไม เพราะไม่ได้ดอกเบี้ยแล้ว เอามาฝากเป็นเงิน Cryptocurrency ที่เล็งเอาไว้ดีกว่า มีโอกาสงอกเงยกว่ามาก

โดยในงานนี้ก็ได้ให้คำเตือนเอาไว้ว่า

“อย่าซื้อตามคนอื่น ให้ศึกษาให้เข้าใจด้วยตัวเองก่อนดีที่สุด”

“วิธีเทรดคือ เล็งตัวอะไรก็ได้ที่ทั้งโลกเชื่ออยู่ ให้เล่นตามกระแส Social ของโลก”

ชนิดของ Blockchain

ปัจจุบัน blockchain มี 2 ชนิดคือ Public Blockchain และ Private Blockchain

Public Blockchain คือเหรียญที่สามารถ Track Address การโอนเงินได้ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ซึ่งข้อดีคือช่วยให้คุณสามารถติดตาม Transaction นั้น ๆ ได้ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถปกป้องความลับได้เลย

ส่วน Private Blockchain ก็ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องเส้นทางการจ่ายเงิน เพื่อให้คนที่ซื้อ – ขายผ่านเหรียญนี้รู้สึกว่าไม่ต้องถูกดักข้อมูลการโอน โดยเหรียญที่สามารถทำได้ ณ ปัจจุบันก็มีไม่กี่เจ้า ซึ่ง Zcoin ก็เป็น 1 ในเหรียญที่สามารถทำได้ และเป็นเหรียญฝีมือคนไทยอีกด้วย

ซึ่งทาง Zcoin มีเทคโนโลยีที่สามารถซ่อนตัว Transaction เอาไว้ ซึ่งแม้แต่เจ้าของเหรียญก็ไม่มีสิทธิ์ดู เป็นเพียงคนสร้างเท่านั้น โดยเทคโนโลยีนี้เขาตั้งใจที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เพราะเขาก็ให้นิยามของเงินนี้เอาไว้ว่า ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้คนไม่ดีมาใช้ แต่ตั้งใจให้คนที่อยากรักษาความลับสามารถใช้แลกเปลี่ยนได้อย่างสบายใจ

ปิดท้าย

ทางแบไต๋ก็ขอเป็น 1 ในกระบอกเสียงที่มอบข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin และโลกของเงินดิจิทัลที่ควรทราบเอาไว้ให้คุณได้ศึกษาทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน และอยากเตือนทุก ๆ คนที่กำลังหันมาเข้าสู่การเป็นนักเทรดหรือนักขุด Cryptocurrency เอาไว้อีกครั้งว่า

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการไอที

AIS ชำระค่าประมูลงวดที่ 1 ในความถี่ 1800 MHz แล้ว

Published

on

By

บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือ AIS หลังจากชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz (1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz) จำนวน 1 ใบอนุญาต วันนี้คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ CEO ของ AIS ก็ได้เข้าไปที่กสทช. เพื่อชำระเงินค่าประมูลงวดแรก จำนวน 6,693,385,000 บาท

โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555 – 2561 AIS ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ ตั้งแต่การประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz มูลค่า 14,625 ล้านบาท ,คลื่น 1800 MHz (ชุดแรก) มูลค่า 40,987 ล้านบาท ,คลื่น 900 MHz มูลค่า 75,654 ล้านบาท ซึ่งคุณสมชัยเล่าให้ฟังผ่านเฟซบุ๊กว่า AIS ได้ชำระเงินให้ตรงตามกำหนดเสมอ เพราะเข้าใจดีว่าเงินเหล่านี้จะไปพัฒนาประเทศต่อไป

ปัจจุบันทาง AIS มีคลื่นอยู่ในมือดังนี้

  • 2100 MHz
  • 1800 MHz (ชุดแรก)
  • 1800 MHz (ชุดสอง)
  • 900 MHz
  • 2100 อีกชุด (โรมมิ่งกับ TOT)

ให้บริการครอบคลุมทั้งในระบบ 2G, 3G และ 4G

วันจันทร์หน้า AWN (AIS) จะได้รับใบอนุญาตและพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กันยายนนี้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

กลับมาอีกครั้งและยิ่งใหญ่เช่นเดิมกับ “RetailEX ASEAN 2018” งานแสดงสินค้าและบริการเพื่อธุรกิจค้าปลีก

Published

on

งาน RetailEX ASEAN 2018 งานแสดงสินค้า นวัตกรรม และการประชุมนานาชาติ เพื่อธุรกิจค้าปลีกครบวงจร พร้อมจัดเสวนาหัวข้อพิเศษ อาทิ

  • จุดขายของการค้าออนไลน์,
  • วิธีการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการสำรวจเทรนด์ตลาด เป็นต้น

จากผู้ทรงคุณวุฒิในวงการการค้านำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย, เซ็นทรัล, เดอะ มอลล์, KFC, DHL, Unilever, และ ลอรีอัล เป็นต้น โดยงาน RetailEX ASEAN 2018 ถือได้ว่าเป็นจุดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างธุรกิจที่ผู้ค้าปลีกพลาดไม่ได้ ทั้งงานจัดแสดงนวัตกรรมครบวงจรเพื่อผู้ค้าปลีก และงานสัมมนาเพื่อการต่อยอดธุรกิจอีกมากมาย สามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่…วันที่ 19 – 21 กันยายน 2561 ณ อาคาร 3 และ 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

งาน RetailEX ASEAN 2018 จัดโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ แคลเรียน อีเว้นท์ และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด และได้รับความสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB  เพื่อรวบรวมผู้ประกอบการจากด้านต่าง ๆ อาทิ

  • การบริการ นวัตกรรม และสินค้า
  • รวมถึงการสัมมนาร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดและเทคโนโลยีสำหรับผู้ค้าปลีก โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายแขนง เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในธุรกิจการค้าปลีก
  • ตลอดทั้งสามวันไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมชมงาน

ด้วยช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและก้าวหน้า ทั้งในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก ธุรกิจการค้าปลีกจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับการตลาดในยุคใหม่  งาน RetailEX ASEAN 2018 มุ่งมั่นในการยกระดับธุรกิจการค้าปลีกในไทย พร้อมนำเสนอไฮไลท์ภายในงานที่พลาดไม่ได้ ได้แก่

  • โชว์เคสแนวคิดการออกแบบร้านค้าใหม่ล่าสุด เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
  • การแสดงเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบบริการตนเอง อาทิ
    • บูธถ่ายรูป (Photo Booths)
    • ตู้ชาร์จโทรศัพท์มือถือ
    • อุปกรณ์ซักรีดแบบดูแลตัวเอง
    • ทั้งยังมีการเปิดตัวรางวัลใหม่ล่าสุดเพื่อยกย่องผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกที่ดีที่สุดในอาเซียน
    • และโปรแกรมบริการจับคู่เจรจาธุรกิจ ที่จะมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อระดับภูมิภาคและท้องถิ่น กับผู้จัดแสดงสินค้าและผู้สนับสนุนการจัดงาน
    • นอกจากนี้ยังมีโซนใหม่ภายในงานรีเทลเอ็กซ์ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพโซน กับ RetailEX Elevator Pitch ที่จะให้ 10 โครงการสตาร์ทอัพ ได้มีเวลา 2 นาทีในการนำเสนอไอเดียให้แก่นักลงทุนชั้นนำ 10 ราย

งาน RetailEX ASEAN ยังคงเป็นงานแสดงสินค้าสำหรับธุรกิจการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 70 แบรนด์ และผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 4,000 ราย ซึ่งงาน RetailEX ASEAN สามารถตอบสนองการพัฒนา และเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคได้อย่างครบวงจร

มั่นใจว่า การจัดงานครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับพันธกิจของ สสปน.ในการใช้งานแสดงสินค้าและการประชุมเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และพันธมิตรต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นเวทีแสดงสินค้าสำคัญของอาเซียน ดังนั้นสสปน.จึงจัดให้มีแคมเปญสนับสนุนทั้งผู้จัดงานแสดงสินค้า ผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงาน ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับรีเทลเอ็กซ์ อาเซียน 2018อย่างแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว “Nokia 6.1 Plus” สมาร์ทโฟนจอใหญ่ไร้ขอบ พร้อมสมรรถนะอัดแน่นเพื่อผู้ใช้งาน

Published

on

เอชเอ็มดี โกลบอล เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์โนเกีย ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน Nokia 6.1 Plus ที่จะทำให้คุณดูโดดเด่นด้วยความสามารถในการทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยในการสร้างคอนเทนต์ของคุณ Nokia 6.1 Plus เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Android One

โนเกีย มุ่งมั่นเดินหน้าทำการตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เรามุ่งเน้นในการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับระดับโลก เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้าของโนเกีย อาทิ

  • การส่งสมาร์ทโฟนโนเกียเข้าร่วมโปรแกรม Android One จาก Google เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานเพียวแอนดรอยด์ ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และอัปเดตก่อนใคร
  • นอกจากนั้นยังร่วมมือกับพันธมิตรอื่น ๆ ในการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • และการขยายช่องทางในการจัดจำหน่ายไปยังออนไลน์โดยได้ร่วมมือกับ Shopee และ JD Central เพื่อเปิด Nokia Official Shop บนแพล็ตฟอร์มออนไลน์
  • สำหรับช่องทางในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ยังคงมุ่งเน้นการชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์โนเกียที่มีความสามารถในการใช้งานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบการบอกเล่าเรื่องราวหรือสร้างคอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยช่องทางในการสื่อสารยังคงทำควบคู่ไปทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

Nokia 6.1 Plus

  • โดดเด่นด้วยหน้าจอไร้ขอบและประสิทธิภาพในการใช้งาน
  • มอบประสบการณ์การใช้งาน แบบเต็มจอในขนาดที่จับถนัดมือ ด้วยสัดส่วนแสดงผล 19:9 บนหน้าจอ 5.8 นิ้ว
  • จอแสดงผลแบบ Full HD+ พร้อมค่า Color Gamut 96%
  • มาพร้อมกระจก Gorilla® Glass จาก Corning® ทรงโค้ง
  • และใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 636 รุ่นใหม่ล่าสุด สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่จาก Qualcomm ซึ่งประมวลผลได้รวดเร็วกว่ารุ่นที่แล้วถึง 40% ทำให้สามารถเล่นเกมและใช้งานสตรีมได้แบบไม่มีสะดุด
  • ระบบการใช้งานแบตเตอรี่ที่ทรงประสิทธิภาพ ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับการฟังเพลง และรับชมวิดีโอได้ยาวนานขึ้นด้วย ด้วยฮาร์ดแวร์สมรรถนะสูงกับ USB Type-C ที่รองรับระบบ Fast Charging

  • กล้องหลังคู่16/5 MP ช่วยเก็บรายละเอียดภาพให้มีความคมชัดเหนือระดับ และโหมด HDR ช่วยทำให้ภาพมีชีวิตชีวาด้วยสีสัน เด่นชัดในทุกรายละเอียด
  • และเทคโนโลยี Depth Sensor ทำให้คุณสามารถถ่ายภาพได้ราวกับมืออาชีพ เมื่อใช้ Bokeh Effect ซึ่งสามารถปรับแก้ให้สวยงามยิ่งขึ้นในภายหลังได้
  • และเก็บภาพเซลฟี่ความละเอียดสูงได้ด้วยกล้องหน้า 16 MP พร้อมโหมด Bothie ที่ทำให้ถ่ายภาพจากกล้องหน้า และกล้องหลังได้พร้อมกัน มีเทคโนโลยี AI ช่วยปรับภาพให้สวยงามขึ้นโดยอัตโนมัติเป็นครั้งแรกในโลก
  • ยังสามารถแชร์ภาพ Bothie จากทั้งสองฝั่งของกล้อง ลงในโซเดียลมีเดีย ผ่านการสตรีมแบบสด ๆ ได้ โดยใช้ฟีเจอร์ Dual-Sight
  • และยังมีระบบปรับปรุงภาพอัตโนมัติ ที่ทำให้เรื่องราวของคุณมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ด้วยฟิลเตอร์สนุก ๆ สติกเกอร์หน้ากาก และภาพสามมิติ เสริมด้วยระบบแสงสำหรับถ่ายภาพ Portrait
  • ระบบปฏิบัติการ Android Oreo™ ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดต่าง ๆ ได้ทันที เช่น Google Lens, Picture-in-Picture และ Google Play Instant
  • และ Nokia 6.1 Plus ยังพร้อมสำหรับการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Android Pie อีกด้วย
  • มี 3 สีให้เลือกได้แก่ สีดำ (Gloss Black) , สีขาว (Gloss White) , สีน้ำเงินเข้ม (Gloss Midnight Blue)

ระบบปฏิบัติการเพียวแอนดรอยด์จาก Android One ออกแบบโดย Google ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ทันสมัย ปลอดภัย ให้กับผู้ใช้งานทุกคน ทำให้ Nokia 6.1 Plus ได้รับการการอัปเดตอยู่เสมอ มีทุกเดือนตลอดเวลาสามปี และการรับประกันว่าจะมีการอัปเดตระบบปฏิบัติการทันทีที่มีการเปิดให้ใช้งานตลอดเวลาสองปี

และคุณจะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูลและแบตเตอรี่สำหรับใช้งานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแอปที่ติดตั้งมากับเครื่องนั้นมีจำนวนน้อย นอกจากนั้นคุณยังจะได้ใช้บริการใหม่ล่าสุดจาก Google ที่เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยก่อนใครเสมอ เช่น Google Assistant และ Google Photos พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลภาพความละเอียดสูงแบบไม่จำกัดและไม่มีค่าใช้จ่าย

การจัดจำหน่าย

เริ่มจัดจำหน่ายภายในเดือนกันยายน ในราคา 8,990 บาท ที่ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือโนเกียทั่วประเทศ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!