Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัวศูนย์ Bitcoin Center Thailand พร้อมเก็ง “ทิศทาง Cryptocurrency ประจำปี 2018”

Published

on

ปัจจุบันปฎิเสธไม่ได้ว่า “Bitcoin” ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อกลุ่มนักลงทุนจำนวนมากทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะด้านราคาที่มีการถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นวันนี้จึงได้มีการเปิดตัว Bitcoin Center Thailand ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องการให้เป็น Community ที่ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการสอนความรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของ Bitcoin เพียงอย่างเดียว และจะมี Training ต่าง ๆ เช่นหุ้น หรือ Startup ต่าง ๆ และในอนาคตจะมีการทำเป็น Co-working Space ร้านกาแฟที่เข้ามาพูดคุยเป็น Community เล็ก ๆ ที่ดี ซึ่งสถานที่จะตั้งอยู่ตรงตึก RCA Zone G ด้านหลัง Starbucks นั่นเอง

โดยในงานก็ได้มีเสวนาเรื่อง “ทิศทาง Bitcoin และ Cryptocurrency ในปี 2018” โดย Speaker 5 ท่านดังต่อไปนี้

  • ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโสบล๊อคเชน และความปลอดภัยคอมพิวเตอร์
  • คุณสกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้ง Bitcoin Thailand Club
  • คุณยุทธวิธี Crypto Trading Club
  • คุณปรมินทร์ อินโสม ผู้สร้างเหรียญ Zcoin
  • คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตผู้ก่อตั้ง coins.co.th

โดยผู้ดำเนินงานนี้คือ: คุณอรรถพร ชาญประโคน CEO & Co-founder, Lunar Studio Co.,Ltd

รับชมบันทึก Live สดได้ที่นี่

ที่มาของราคา Bitcoin ในปัจจุบัน

ได้มีการพูดถึง Bitcoin สมัยก่อนว่า ในยุคแรกเริ่มมีแต่คนที่เป็นกลุ่ม Geek หรือกลุ่มเฉพาะเท่านั้นที่ซื้อ โดยที่ ณ ตอนนั้นก็ยังไม่มีร้านค้าหรือสถานที่ที่มายอมรับเงินดิจิทัลตัวนี้ ถึงแม้ Bitcoin จะกำเนิดมานานแล้วก็ตาม ซึ่งจุดเปลี่ยนจริง ๆ ของ Bitcoin นั้นคือช่วงต้นปี 2017 เกิดเหตการณ์คือ มีหลายคนที่เริ่มมีการเข้ามาซื้อเหรียญ ซึ่งพอกระแสที่เกิด ทำให้ผู้คนเริ่มเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกำไรที่เห็นสูงมากและสามารถเริ่มต้นเทรดได้ง่าย

ในปี 2015 คนมองเห็นว่า Bitcoin เหมือนแชร์ลูกโซ่ แต่เริ่มต้นคือวันที่ 1 เมษายน 2017 ประเทศญี่ปุ่นเริ่มสามารถนำเงิน bitcoin มาซื้อขายสินค้าได้ และในหลาย ๆ ประเทศเริ่มเปิดรับมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้เกิดความนิยมขึ้นในระดับขับเคลื่อนประเทศได้ซึ่งการซื้อขายเงิน Cryptocurrency นี้กลายมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่จะเปลี่ยนโลกได้ เพราะไม่ต้องมีคนกลางในการซื้อขาย และในอนาคตเชื่อว่าการซื้อขาย จะกลายมาเป็นการซื้อรูปแบบ Token ทำให้กลุ่มผู้เล่นหุ้นในตลาด Wall Street หันมาจับตามองและหลาย ๆ คนได้ก้าวเข้ามาเป็น trader เต็มตัว

ไม่เพียงแค่มูลค่าของ Bitcoin ที่เติบโตสูง แต่ยังมี Cryptocurrency อีกหลายตัวที่ได้เติบโตขึ้นในปี 2017 นี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุล ethereum ที่โตขึ้นเป็น 400 US$ จาก 10$ และการเทรดเหล่านี้สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่สมัครเว็บไซต์และยืนยันตัวตนเท่านั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเทรด Cryptocurrency นี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ เพราะภาครัฐฯ ยังไม่ประกาศออกมาชัดเจนว่า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งต่างประเทศหลาย ๆ แห่งให้การยอมรับแล้ว และเชื่อว่าจะมีความชัดเจนในปี 2018 นี้

มุมมองการลงทุนกับ Bitcoin (Cryptocurrency)

ในปี 2018 นี้ เชื่อว่ามุมมองของ Bitcoin หรือ Cryptocurrency คือจะเริ่มเห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นบน ICO ใหม่ ๆ ที่มีกำลังการลงทุนมหาศาล ซึ้งต้องมีการจับตามองว่า ซึ่งโดยรวมเรื่อง Cryptocurrency จะคล้ายการลงทุนตลาดหุ้น แต่ไม่เหมือนตรงที่ไม่มีตัวกลางมาควบคุม ทำให้การเติบโตนั้นสูงมาก ๆ และก็มีโอกาสลงต่ำมาก ๆ ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งถือได้ว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ๆ

ในวงการนี้จะมีการพัฒนาหลัก ๆ อยู่ 4 ระดับที่จะทำให้โลกของ Cryptocurrency นี้เติบโตขึ้นจนสามารถเทียบกับเงินสกุลหลักในปัจจุบันได้คือ

  1. Internet of Money ที่สามารถทำให้เราโอนถ่ายเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านธนาคารซึ่งเป็นตัวกลาง หรือที่เรียกว่าระบบกระจายศูนย์กลาง Decentralization โดยมี Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกดิจิทัล
  2. Beyond Finance คือการสร้างมูลค่าที่นอกเหนือจากเงินให้กับ Cryptocurrency เช่นระบบการยืนยันที่ดินบน Blockchain โดยรัฐบาลของประเทศ ฮอนดูรัส เป็นต้น
  3. Generalize Platform หรือระบบที่ทำให้เราสามารถสร้าง Blockchain ได้ง่าย ๆ เพื่อนำไปต่อยอดเหรียญสกุลต่าง ๆ ขึ้นมาเองได้ คล้ายกับคนที่ต้องการขายของออนไลน์แต่เปิด Website เองไม่เป็น ก็ไปเปิดเพจบน Facebook แทนก็สามารถขายได้เหมือนกัน เป็นต้น
  4. Decentralize Exchange ระบบการแลกเปลี่ยน Token ระหว่างเงินสกุลต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2018 นี้

ความเสี่ยงของการลงทุน Cryptocurrency

ซึ่งแน่นอนว่ามือใหม่ ณ ตอนนี้ถ้าอยากเข้ามาเทรดในปี 2018  จะต้องยอมรับความเสี่ยงเพราะหลาย ๆ คนที่เล่นกันมาก่อนหน้านี้ก็ได้กำไรไปแล้ว และราคามีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเขาได้แนะนำนักลงทุนว่า ไม่ควรนำเงิน 100% มาลงทุนเพื่อเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่ควรวางแผนที่จะลงทุนเพียง 20% เพื่อให้กลายเป็นเงิน 100% แล้วนำเงินนั้นไปต่อยอด ถึงจะปลอดภัยกว่า

และยังมีคำแนะนำว่า เงินที่นำมาใช้เทรด ไม่ควรเป็นเงินที่กู้มา เพราะตลาดมีความผันผวนสูงจนเกินไป บางทีมูลค่าอาจจะหายไปถึง 50% ในวันเดียว หรือจะโตขึ้น 200% ในวันเดียวก็เป็นได้ ต้องศึกษาทำความเข้าใจให้ชัวร์ก่อนลงทุนจะดีที่สุด

และทิศทางของตลาดเทรดเงินดิจิทัลก็ได้มีกองทุนอย่าง Crypto Hedge Fund หรือกลุ่มการเงินที่คอยเก็งกำไร กับค่าเงิน Cryptocurrency ซึ่งทั่วโลกมีอยู่กว่า 200 กองทุนและมีเงินทุนสูงกว่า 50 M US$ คอย Monitor ค่าเงินต่าง ๆ อีกด้วย จึงทำให้คุณไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงเอาไว้ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะถ้ากลุ่มใหญ่เคลื่อนไหว ยังไงตลาดต้องมีความผันผวนแน่นอน

และมุมมองต่อมูลค่าของ Bitcoin คาดว่าปัจจุบันอาจจะเป็นฟองสบู่ใกล้จะแตกหรือไม่ ก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะจะยังมีกลุ่มคนที่มีเงินเป็นหลักพันล้าน รอที่จะเข้ามาในตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกล่าวได้ว่า Bitcoin มีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้นหากดูจากความตื่นตัวของตลาด และปัจจุบันมี Demand ที่มากขึ้นเพราะการขุดจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนผู้เข้ามา รวมไปถึงปัจจุบัน เงิน BTC กว่า 90% ถูกกลุ่มคนเพียงไม่ถึง 1,000 คนถือครองอยู่แบบไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งถ้ากลุ่มนี้มีการถล่มขาย ก็อาจเกิดสภาวะค่าเงิน Bitcoin ดิ่งเหวก็เป็นได้

เมื่อเทียบตลาด Cryptocurrency ปัจจุบันยังมีมูลค่าการซื้อขายไม่ถึง 1% ของตลาดเทรดหุ้นระดับโลก ซึ่งเชื่อได้ว่าตลาดนี้จะมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในสภาพแวดล้อมของโลกปัจจุบันที่คนมีเงินก็ไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ในธนาคารทำไม เพราะไม่ได้ดอกเบี้ยแล้ว เอามาฝากเป็นเงิน Cryptocurrency ที่เล็งเอาไว้ดีกว่า มีโอกาสงอกเงยกว่ามาก

โดยในงานนี้ก็ได้ให้คำเตือนเอาไว้ว่า

“อย่าซื้อตามคนอื่น ให้ศึกษาให้เข้าใจด้วยตัวเองก่อนดีที่สุด”

“วิธีเทรดคือ เล็งตัวอะไรก็ได้ที่ทั้งโลกเชื่ออยู่ ให้เล่นตามกระแส Social ของโลก”

ชนิดของ Blockchain

ปัจจุบัน blockchain มี 2 ชนิดคือ Public Blockchain และ Private Blockchain

Public Blockchain คือเหรียญที่สามารถ Track Address การโอนเงินได้ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ซึ่งข้อดีคือช่วยให้คุณสามารถติดตาม Transaction นั้น ๆ ได้ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถปกป้องความลับได้เลย

ส่วน Private Blockchain ก็ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องเส้นทางการจ่ายเงิน เพื่อให้คนที่ซื้อ – ขายผ่านเหรียญนี้รู้สึกว่าไม่ต้องถูกดักข้อมูลการโอน โดยเหรียญที่สามารถทำได้ ณ ปัจจุบันก็มีไม่กี่เจ้า ซึ่ง Zcoin ก็เป็น 1 ในเหรียญที่สามารถทำได้ และเป็นเหรียญฝีมือคนไทยอีกด้วย

ซึ่งทาง Zcoin มีเทคโนโลยีที่สามารถซ่อนตัว Transaction เอาไว้ ซึ่งแม้แต่เจ้าของเหรียญก็ไม่มีสิทธิ์ดู เป็นเพียงคนสร้างเท่านั้น โดยเทคโนโลยีนี้เขาตั้งใจที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เพราะเขาก็ให้นิยามของเงินนี้เอาไว้ว่า ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้คนไม่ดีมาใช้ แต่ตั้งใจให้คนที่อยากรักษาความลับสามารถใช้แลกเปลี่ยนได้อย่างสบายใจ

ปิดท้าย

ทางแบไต๋ก็ขอเป็น 1 ในกระบอกเสียงที่มอบข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin และโลกของเงินดิจิทัลที่ควรทราบเอาไว้ให้คุณได้ศึกษาทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน และอยากเตือนทุก ๆ คนที่กำลังหันมาเข้าสู่การเป็นนักเทรดหรือนักขุด Cryptocurrency เอาไว้อีกครั้งว่า

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

God of War Midnight Launch เปิดตัวเกมเทพสุดยิ่งใหญ่

Published

on

งานเปิดตัวสุดยอดเกมดัง Exclusive บน Playstation 4 กับ God of War ซึ่งเป็นภาคที่จะดำเนินเรื่องราวต่อจากภาค 3 ซึ่งเรื่องราวจะเริ่มต้นดำเนินไปพร้อมกับลูกของเรา Atreus ในรูปแบบการเล่นใหม่แบบ 3rd Person ตลอดทั้งเกม ซึ่งทาง NGIN ก็ได้จัดงาน God of War Midnight Launch ซึ่งเป็น 1 ในงานเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ในฝั่ง ASEAN โดยได้รับความร่วมมือกับ Sony Entertainment ประเทศญี่ปุ่นในการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งภายในงานก็ได้มีทั้งการเปิดตัวภาพ Trailer ล่าสุด รวมไปถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจจากทีมงานผู้สร้างเกมนี้อีกด้วย

โดยคุณ Arata Naito Head of Product Management, South East Asia Region Sony Computer Entertainment Inc.  ก็ได้เดินทางมาจัดงานที่ไทยโดยเฉพาะ โดยเขาก็ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเป็น 1 ในประเทศที่รักในเกม PS4 มาก มีผู้เล่นอยู่จำนวนมากจนทำให้ทาง Sony ได้มองเห็นถึงศักยภาพ เพราะก่อนหน้านี้ทาง Sony ก็ได้มีการเปิดตัวเกม Final Fantasy 15 และเกม Uncharted อย่างยิ่งใหญ่ไปแล้ว และครั้งนี้ก็ไม่พ้นสุดยอดเกมแห่งปีกับ God of War ซึ่งถือว่าเป็นเกมระดับ Bigest A ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งประเทศไทยเรียกได้ว่าเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่จะได้สัมผัสเกม God of War นี้ก่อนใคร !! และเขายืนยันว่า ถ้าประเทศไทยยังอุดหนุนเกมลิขสิทธิ์แท้อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีงานเปิดตัวใหญ่ ๆ แบบนี้จัดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

จากกระแสตอบรับของเกม God of War ภาคนี้ค่อนข้างสูงมากในต่างประเทศ คะแนนเฉลี่ยจากหลาย ๆ เว็บไซต์อยู่ที่ 95 ซึ่งแทบจะเรียกว่าเป็น 1 ในระดับคะแนนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเกม PS4  ซึ่งภาคล่าสุดของ GoW จะถูกพัฒนามาเป็นในรูปแบบของ RPG มากขึ้น ไม่ได้เป็นเกม Action เพียงอย่างเดียว สามารถคราฟของ อัปเกรดตัวละครได้ และด้านเรื่องราวก็ไม่ได้ถูกพูดเพียวด้านเครโทสเพียงคนเดียว แต่จะมีเรื่องราวของฝั่งลูกชายผู้ซึ่งทำให้มุมมองของเครโทสเปลี่ยนไปจากภาคก่อน ๆ โดยสิ้นเชิง

คุณนัทจาก NGIN เชื่อมั่นว่าเกมนี้จะทำลายสถิติเกม PS4 ที่เคยขายมา โดยคุณไนโตะก็ได้แอบสปอยว่า แค่ชั่วโมงแรกของเกมก็จะมอบประสบการณ์สุดยอดให้อย่างแน่นอน งานนี้ใครซื้อไประวังเปิดวาปไม่รู้ตัว เพราะบอกเลยว่าเกมนี้เขาทำมาดีจริง ๆ !!

นอกจากนั้นภายในงานยังมีการแจกของรางวัลพิเศษเป็นเครื่อง PS4 ลาย God of War อิีกด้วย

ข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ชาวไทยเพราะเขามีแคมเปจญ์ Trip to Island สุดพิเศษ เป็นแคมเปจญ์ที่แค่คุณแค่กด Like กดติดตาม Playstation Asia ไว้ แล้วทำยังไงก็ได้ให้คุณกลายเป็นเครโทสที่โดนใจที่สุด แล้วส่งภาพเข้าไปร่วมสนุก ซึ่งผู้โชคดี 1 ท่านจะได้ตั๋วคู่สำหรับไปเยี่ยมชมสถานที่ซึ่งเป็นแรงบรรดาลใจของฉากภายในเกม God of War เกมนี้อย่างแน่นอน

อ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

[รีวิวเกม] God OF War บน PS4 เมื่อเกมฆ่าเทพถึงคราวเปลี่ยนแปลง

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

“ไทยจับมืออาลีบาบากรุ๊ป” ร่วมขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0

Published

on

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี , ท่านลวี่ เจี้ยน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารกลุ่มอาลีบาบา พร้อมด้วยรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ของ ไทยกับบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยภายใต้ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยมีความร่วมมือในหลากหลายมิติ อาทิ

  • การส่งเสริม SMEs ทุกระดับเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ
  • การพัฒนาของดาวเด่นหรือ Talents ของไทยในด้านดิจิทัล
  • การยกระดับระบบโลจิสติกส์โดยอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำของอาลีบาบา
  • และการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านระบบดิจิทัล

รัฐบาลไทย แสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกับ อาลีบาบา โดยทำหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2559 และพิธีการในวันนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศความร่วมมือดังกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยและบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ปที่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ในเวทีโลกผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลต่าง ๆ ได้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า “อาลีบาบา ได้ทำการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคและตัดสินใจที่จะลงทุนสร้าง ดิจิทัลฮับ (Smart Digital Hub) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในนโยบายประเทศไทย 4.0 และอนาคตที่สดใสของเศรษฐกิจไทย โดยดิจิทัลฮับที่จะสร้างขึ้นนี้ นับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยง SMEs ไทยในทุกระดับ ทุกท้องถิ่น รวมถึง กลุ่ม OTOP และ กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดโลก ความร่วมมือกับอาลีบาบาที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ SMEs และเกษตรกรของไทย ซึ่งจะขยายไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ ในขณะเดียวกันยังจะเป็นแรงเสริมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยด้วย”

นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา กล่าวว่า “จีน กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการขยายตัวของกำลังซื้อของคนชั้นกลางที่มีจำนวนมากกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายเปิดการค้าเสรีของจีน คงไม่มีเวลาที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ที่ประเทศต่าง ๆ จะใช้โอกาสนี้ในการส่งสินค้าไปยังตลาดจีน ที่สำคัญคือผลิตผลทางการเกษตรของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ทุเรียน หรือผลไม้ต่าง ๆ ล้วนเป็นสินค้าที่ชาวจีนชื่นชอบ” ทั้งนี้ แจ็ค หม่า ยังกล่าวต่อด้วยว่า “ด้วยจุดแข็งในเรื่องผู้คนและวัฒนธรรมของไทย ประกอบกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ทำให้เรามั่นใจในอนาคตและศักยภาพการเติบโตของไทย ทั้งนี้ กลุ่มอาลีบาบายืนยันที่จะเป็นพันธมิตรในระยะยาวกับประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกดิจิทัล”

ทั้งนี้ความร่วมมือในโครงการหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย

โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ใน พื้นที่อีอีซีเพื่อส่งเสริมการค้ากับจีนและกลุ่ม CLMV

โครงการลงทุนจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC นี้จะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ผ่าน ไช่เหนี่ยว (Cainiao Network) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบา เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิทัลด้วย ซึ่งการตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้ จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิทัล ซึ่งสำนักงาน EEC จะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับ เขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้าง Smart Digital Hub ได้ภายในปี พ.ศ. 2561 และคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2562 ต่อไป

โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

อาลีบาบา ได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรของอาลีบาบา ที่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของ SMEs ไทยทุกกลุ่มทั่วประเทศ รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย โดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจ ได้เรียนรู้และเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีไทยให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์  และเข้าถึงตลาดจีนที่มีผู้บริโภคอยู่ไม่น้อยกว่า 500 ล้านคน รวมถึงตลาดในภูมิภาคและตลาดสากลได้ตามลำดับ (Regional and Global Value Chain) โดยอาลีบาบาจะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยอาศัยเครือข่าย ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ในระดับภาคและจังหวัดของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานภูมิภาคของกระทรวงพาณิชย์ทั่วประเทศ

  • โครงการอบรมพัฒนาดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent)

นอกจากการส่งเสริมธุรกิจ SMEs ผ่านอีคอมเมิร์ซแล้ว Alibaba Business School ยังจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาหลายหลักสูตร โดยเปิดโอกาส ให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่าย (Networking) กับ ดาวเด่น หรือ Talents ทั่วโลกที่ประเทศจีน

การเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com

ภายในงาน กระทรวงพาณิชย์ และ อาลีบาบา ยังได้ร่วมกันเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บน เว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บซื้อขายออนไลน์ระดับโลกที่เน้นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำหรือร้านค้าตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มต้นจากข้าว และขยายผลไปถึงผลไม้ต่าง ๆ ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงพาณิชย์และอาลีบาบาจะร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทย โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกหรือ Insight ในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบามีความเชี่ยวชาญ

โครงการความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมมือกับ อาลีบาบา และ ฟลิกกี้ (Fliggy) บริษัทด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย โดย Fliggy คู่ร่วมลงนามกับ ททท. จะใช้ประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดจัดทำ Thailand Tourism Platform ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น คู่มือไกด์ออนไลน์ ระบบจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันในการเจียระไนแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีที่ถูกซ่อนเร้นให้ส่องประกายเตะตานักท่องเที่ยวชาวจีน

ทั้งนี้ Fliggy และ Ant Financial ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการ ระบบขำระเงิน Alipay ในเครือของอาลีบาบาอยู่ในระหว่างการเจรจากับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลแบบครบวงจรต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เริ่มตั้งแต่กระบวนการทางวีซ่า บริการหลังเดินทางแบบดิจิทัล ด้วยการคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Alipay ซึ่งความร่วมมือกันในด้านการท่องเที่ยวนี้ คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน และยังช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยได้มากยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

Amazon เอาใจนักช็อปทั่วโลก ซื้อของผ่านแอปฯด้วยเงินบาทได้แล้ว

Published

on

Amazon เปิดตัวประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศบนแอปฯช็อปปิ้งของ Amazon (Amazon Shopping App) ทำให้ลูกค้าต่างชาติในประเทศไทยสามารถค้นหาและะสั่งซื้อสินค้าจากกว่า 45 ล้านรายการที่สามารถจัดส่งจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศของตนได้ ประสบการณ์นี้มีให้บริการทั้งบน เบราว์เซอร์ และ บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ใน แอปพลิเคชัน Amazon Shopping App สำหรับทั้ง ระบบ iOS และ Android ประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศจะมีให้บริการช็อปปิ้งใน 5 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ สเปน จีนเยอรมัน และโปรตุเกส ที่ใช้ในบราซิล โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้จาก 25 สกุลเงินรวมทั้งเงินบาท ทำให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถใช้บริการ Amazon และเลือกซื้อสินค้าในสกุลเงินท้องถิ่นของตนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ลูกค้าสามารถเลือกจากตัวเลือกการจัดส่งที่แตกต่างกัน และความเร็วในการจัดส่งขึ้นอยู่กับความเร็วที่ลูกค้าต้องการ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม ไปที่ www.amazon.com/international-shopping-help.

Samir Kumar รองประธานฝ่ายการส่งออกและการขยายตัวของ Amazon กล่าว “เรามักจะสร้างนวัตกรรมโดยนึกถึงลูกค้าของเรา และการเปิดตัวในวันนี้ เราตั้งใจจะทำให้ประสบ การณ์การช็อปปิ้งบนโทรศัพท์มือถือดียิ่งขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับลูกค้าของเราที่อาศัยอยู่นอกสหรัฐฯ” “ลูกค้าได้ร้องขอวิธีง่าย ๆ ในการค้นหาและซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสามารถจัดส่งได้เท่านั้นกับเรา ซึ่งประสบการณ์การ ช็อปปิ้งระหว่างประเทศ (International Shopping experience) ช่วยแก้ปัญหาความต้องการของลูกค้าในด้านนี้ และทำให้การค้นหาร้านค้าและการจัดส่งผลิตภัณฑ์กว่า 45 ล้านรายการไปยังกว่าร้อยประเทศทั่วโลกเป็นไปได้ ”

ในขั้นเริ่มต้นลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอปฯ Amazon Shopping ฟรีได้จาก Apple App Store หรือ Google Play Store เพื่อเปิดประสบการณ์ International Shopping โดยทันทีโดยอ้างอิงจากตำแหน่งของพวกเขา ลูกค้าที่มีแอปฯ Amazon Shopping อยู่แล้วจะต้องเข้าสู่การตั้งค่าภายในแอปฯ โดยเลือก “ประเทศ & ภาษา” และเลือก “International Shopping หรือ การช็อปปิ้งระหว่างประเทศ” ในตัวเลือกประเทศ ลูกค้าสามารถตั้งค่าภาษาและสกุลเงินตามใจชอบเพื่อเพลิดเพลินกับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่กำหนดได้เอง และสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของพวกเขาได้ตลอดเวลาเพื่อเลือกดูผลิตภัณฑ์ที่สามารถถูกจัดส่งไปยังสถานที่เลือกไว้

ประสบการณ์การช็อปปิ้งระหว่างประเทศจะแสดงค่าใช้จ่าย ค่าจัดส่ง และค่าประมาณการการนำเข้าสินค้า ไว้อย่างชัดเจน โดย Amazon ได้ร่วมมือกับบริษัทจัดส่งสินค้าเพื่อช่วยดูเรื่องพิธีการศุลกากรในนามของลูกค้าแล้ว ดังนั้นลูกค้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องเหตุการณ์ไม่คาดฝันในระหว่างที่สั่งซื้อหรือระหว่างจัดส่ง ลูกค้าจะสามารถค้นหาและซื้อสินค้าในหลายหมวดเช่น หมวดอิเล็กทรอนิคส์ หนังสือ เสื้อผ้า รองเท้า ของเล่น และอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดูที www.amazon.com/global

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!