Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัวศูนย์ Bitcoin Center Thailand พร้อมเก็ง “ทิศทาง Cryptocurrency ประจำปี 2018”

Published

on

ปัจจุบันปฎิเสธไม่ได้ว่า “Bitcoin” ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อกลุ่มนักลงทุนจำนวนมากทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะด้านราคาที่มีการถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นวันนี้จึงได้มีการเปิดตัว Bitcoin Center Thailand ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องการให้เป็น Community ที่ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการสอนความรู้เกี่ยวกับ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของ Bitcoin เพียงอย่างเดียว และจะมี Training ต่าง ๆ เช่นหุ้น หรือ Startup ต่าง ๆ และในอนาคตจะมีการทำเป็น Co-working Space ร้านกาแฟที่เข้ามาพูดคุยเป็น Community เล็ก ๆ ที่ดี ซึ่งสถานที่จะตั้งอยู่ตรงตึก RCA Zone G ด้านหลัง Starbucks นั่นเอง

โดยในงานก็ได้มีเสวนาเรื่อง “ทิศทาง Bitcoin และ Cryptocurrency ในปี 2018” โดย Speaker 5 ท่านดังต่อไปนี้

  • ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโสบล๊อคเชน และความปลอดภัยคอมพิวเตอร์
  • คุณสกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้ง Bitcoin Thailand Club
  • คุณยุทธวิธี Crypto Trading Club
  • คุณปรมินทร์ อินโสม ผู้สร้างเหรียญ Zcoin
  • คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อดีตผู้ก่อตั้ง coins.co.th

โดยผู้ดำเนินงานนี้คือ: คุณอรรถพร ชาญประโคน CEO & Co-founder, Lunar Studio Co.,Ltd

รับชมบันทึก Live สดได้ที่นี่

ที่มาของราคา Bitcoin ในปัจจุบัน

ได้มีการพูดถึง Bitcoin สมัยก่อนว่า ในยุคแรกเริ่มมีแต่คนที่เป็นกลุ่ม Geek หรือกลุ่มเฉพาะเท่านั้นที่ซื้อ โดยที่ ณ ตอนนั้นก็ยังไม่มีร้านค้าหรือสถานที่ที่มายอมรับเงินดิจิทัลตัวนี้ ถึงแม้ Bitcoin จะกำเนิดมานานแล้วก็ตาม ซึ่งจุดเปลี่ยนจริง ๆ ของ Bitcoin นั้นคือช่วงต้นปี 2017 เกิดเหตการณ์คือ มีหลายคนที่เริ่มมีการเข้ามาซื้อเหรียญ ซึ่งพอกระแสที่เกิด ทำให้ผู้คนเริ่มเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกำไรที่เห็นสูงมากและสามารถเริ่มต้นเทรดได้ง่าย

ในปี 2015 คนมองเห็นว่า Bitcoin เหมือนแชร์ลูกโซ่ แต่เริ่มต้นคือวันที่ 1 เมษายน 2017 ประเทศญี่ปุ่นเริ่มสามารถนำเงิน bitcoin มาซื้อขายสินค้าได้ และในหลาย ๆ ประเทศเริ่มเปิดรับมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้เกิดความนิยมขึ้นในระดับขับเคลื่อนประเทศได้ซึ่งการซื้อขายเงิน Cryptocurrency นี้กลายมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่จะเปลี่ยนโลกได้ เพราะไม่ต้องมีคนกลางในการซื้อขาย และในอนาคตเชื่อว่าการซื้อขาย จะกลายมาเป็นการซื้อรูปแบบ Token ทำให้กลุ่มผู้เล่นหุ้นในตลาด Wall Street หันมาจับตามองและหลาย ๆ คนได้ก้าวเข้ามาเป็น trader เต็มตัว

ไม่เพียงแค่มูลค่าของ Bitcoin ที่เติบโตสูง แต่ยังมี Cryptocurrency อีกหลายตัวที่ได้เติบโตขึ้นในปี 2017 นี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินสกุล ethereum ที่โตขึ้นเป็น 400 US$ จาก 10$ และการเทรดเหล่านี้สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่สมัครเว็บไซต์และยืนยันตัวตนเท่านั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเทรด Cryptocurrency นี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ เพราะภาครัฐฯ ยังไม่ประกาศออกมาชัดเจนว่า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งต่างประเทศหลาย ๆ แห่งให้การยอมรับแล้ว และเชื่อว่าจะมีความชัดเจนในปี 2018 นี้

มุมมองการลงทุนกับ Bitcoin (Cryptocurrency)

ในปี 2018 นี้ เชื่อว่ามุมมองของ Bitcoin หรือ Cryptocurrency คือจะเริ่มเห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นบน ICO ใหม่ ๆ ที่มีกำลังการลงทุนมหาศาล ซึ้งต้องมีการจับตามองว่า ซึ่งโดยรวมเรื่อง Cryptocurrency จะคล้ายการลงทุนตลาดหุ้น แต่ไม่เหมือนตรงที่ไม่มีตัวกลางมาควบคุม ทำให้การเติบโตนั้นสูงมาก ๆ และก็มีโอกาสลงต่ำมาก ๆ ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งถือได้ว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ๆ

ในวงการนี้จะมีการพัฒนาหลัก ๆ อยู่ 4 ระดับที่จะทำให้โลกของ Cryptocurrency นี้เติบโตขึ้นจนสามารถเทียบกับเงินสกุลหลักในปัจจุบันได้คือ

  1. Internet of Money ที่สามารถทำให้เราโอนถ่ายเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านธนาคารซึ่งเป็นตัวกลาง หรือที่เรียกว่าระบบกระจายศูนย์กลาง Decentralization โดยมี Bitcoin เป็นสกุลเงินแรกของโลกดิจิทัล
  2. Beyond Finance คือการสร้างมูลค่าที่นอกเหนือจากเงินให้กับ Cryptocurrency เช่นระบบการยืนยันที่ดินบน Blockchain โดยรัฐบาลของประเทศ ฮอนดูรัส เป็นต้น
  3. Generalize Platform หรือระบบที่ทำให้เราสามารถสร้าง Blockchain ได้ง่าย ๆ เพื่อนำไปต่อยอดเหรียญสกุลต่าง ๆ ขึ้นมาเองได้ คล้ายกับคนที่ต้องการขายของออนไลน์แต่เปิด Website เองไม่เป็น ก็ไปเปิดเพจบน Facebook แทนก็สามารถขายได้เหมือนกัน เป็นต้น
  4. Decentralize Exchange ระบบการแลกเปลี่ยน Token ระหว่างเงินสกุลต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2018 นี้

ความเสี่ยงของการลงทุน Cryptocurrency

ซึ่งแน่นอนว่ามือใหม่ ณ ตอนนี้ถ้าอยากเข้ามาเทรดในปี 2018  จะต้องยอมรับความเสี่ยงเพราะหลาย ๆ คนที่เล่นกันมาก่อนหน้านี้ก็ได้กำไรไปแล้ว และราคามีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเขาได้แนะนำนักลงทุนว่า ไม่ควรนำเงิน 100% มาลงทุนเพื่อเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่ควรวางแผนที่จะลงทุนเพียง 20% เพื่อให้กลายเป็นเงิน 100% แล้วนำเงินนั้นไปต่อยอด ถึงจะปลอดภัยกว่า

และยังมีคำแนะนำว่า เงินที่นำมาใช้เทรด ไม่ควรเป็นเงินที่กู้มา เพราะตลาดมีความผันผวนสูงจนเกินไป บางทีมูลค่าอาจจะหายไปถึง 50% ในวันเดียว หรือจะโตขึ้น 200% ในวันเดียวก็เป็นได้ ต้องศึกษาทำความเข้าใจให้ชัวร์ก่อนลงทุนจะดีที่สุด

และทิศทางของตลาดเทรดเงินดิจิทัลก็ได้มีกองทุนอย่าง Crypto Hedge Fund หรือกลุ่มการเงินที่คอยเก็งกำไร กับค่าเงิน Cryptocurrency ซึ่งทั่วโลกมีอยู่กว่า 200 กองทุนและมีเงินทุนสูงกว่า 50 M US$ คอย Monitor ค่าเงินต่าง ๆ อีกด้วย จึงทำให้คุณไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงเอาไว้ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะถ้ากลุ่มใหญ่เคลื่อนไหว ยังไงตลาดต้องมีความผันผวนแน่นอน

และมุมมองต่อมูลค่าของ Bitcoin คาดว่าปัจจุบันอาจจะเป็นฟองสบู่ใกล้จะแตกหรือไม่ ก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะจะยังมีกลุ่มคนที่มีเงินเป็นหลักพันล้าน รอที่จะเข้ามาในตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกล่าวได้ว่า Bitcoin มีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้นหากดูจากความตื่นตัวของตลาด และปัจจุบันมี Demand ที่มากขึ้นเพราะการขุดจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนผู้เข้ามา รวมไปถึงปัจจุบัน เงิน BTC กว่า 90% ถูกกลุ่มคนเพียงไม่ถึง 1,000 คนถือครองอยู่แบบไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งถ้ากลุ่มนี้มีการถล่มขาย ก็อาจเกิดสภาวะค่าเงิน Bitcoin ดิ่งเหวก็เป็นได้

เมื่อเทียบตลาด Cryptocurrency ปัจจุบันยังมีมูลค่าการซื้อขายไม่ถึง 1% ของตลาดเทรดหุ้นระดับโลก ซึ่งเชื่อได้ว่าตลาดนี้จะมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในสภาพแวดล้อมของโลกปัจจุบันที่คนมีเงินก็ไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ในธนาคารทำไม เพราะไม่ได้ดอกเบี้ยแล้ว เอามาฝากเป็นเงิน Cryptocurrency ที่เล็งเอาไว้ดีกว่า มีโอกาสงอกเงยกว่ามาก

โดยในงานนี้ก็ได้ให้คำเตือนเอาไว้ว่า

“อย่าซื้อตามคนอื่น ให้ศึกษาให้เข้าใจด้วยตัวเองก่อนดีที่สุด”

“วิธีเทรดคือ เล็งตัวอะไรก็ได้ที่ทั้งโลกเชื่ออยู่ ให้เล่นตามกระแส Social ของโลก”

ชนิดของ Blockchain

ปัจจุบัน blockchain มี 2 ชนิดคือ Public Blockchain และ Private Blockchain

Public Blockchain คือเหรียญที่สามารถ Track Address การโอนเงินได้ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ซึ่งข้อดีคือช่วยให้คุณสามารถติดตาม Transaction นั้น ๆ ได้ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถปกป้องความลับได้เลย

ส่วน Private Blockchain ก็ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องเส้นทางการจ่ายเงิน เพื่อให้คนที่ซื้อ – ขายผ่านเหรียญนี้รู้สึกว่าไม่ต้องถูกดักข้อมูลการโอน โดยเหรียญที่สามารถทำได้ ณ ปัจจุบันก็มีไม่กี่เจ้า ซึ่ง Zcoin ก็เป็น 1 ในเหรียญที่สามารถทำได้ และเป็นเหรียญฝีมือคนไทยอีกด้วย

ซึ่งทาง Zcoin มีเทคโนโลยีที่สามารถซ่อนตัว Transaction เอาไว้ ซึ่งแม้แต่เจ้าของเหรียญก็ไม่มีสิทธิ์ดู เป็นเพียงคนสร้างเท่านั้น โดยเทคโนโลยีนี้เขาตั้งใจที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เพราะเขาก็ให้นิยามของเงินนี้เอาไว้ว่า ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้คนไม่ดีมาใช้ แต่ตั้งใจให้คนที่อยากรักษาความลับสามารถใช้แลกเปลี่ยนได้อย่างสบายใจ

ปิดท้าย

ทางแบไต๋ก็ขอเป็น 1 ในกระบอกเสียงที่มอบข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin และโลกของเงินดิจิทัลที่ควรทราบเอาไว้ให้คุณได้ศึกษาทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน และอยากเตือนทุก ๆ คนที่กำลังหันมาเข้าสู่การเป็นนักเทรดหรือนักขุด Cryptocurrency เอาไว้อีกครั้งว่า

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดราคา OPPO R17 Pro พร้อมโปรฯ พิเศษเหลือไม่ถึง 10,000 เผยบทสัมภาษณ์ผู้สร้าง Super VOOC Flash Charge

Published

on

OPPO เปิดตัวมือถือรุ่นล่าสุด OPPO R17 Pro ที่มาพร้อมจุดเด่นอย่าง #SuperVOOC ชาร์จแรง ชาร์จไว 10 นาที แบตฯ 40% (ที่มาครั้งแรกบนรุ่น Oppo Find x Automobili Lamborghini edition) และจุดเด่นพิเศษอย่างกล้องหลังที่จัดเต็มด้วยค่า F ต่ำสุด 1.5 เลยทีเดียว !!

สเปค

  • CPU Snapdragon 710 Octa-Core 2.2 GHz GPU Adreno 616
  • ระบบปฎิบัติการ ColorOS 5.2 บน Android 8.1
  • Ram 8 GB + Rom 128 GB (ไม่มีช่องใส่ microSD)
  • กล้องหลัง 12 ล้าน F1.5 + 20 ล้าน F2.6 + กล้องถ่าย 3 มิติ TOF มาพร้อม OIS ระบบกันสั่น
  • กล้องหน้า 25 ล้าน F2.0 ใช้ Sensor Sony IMX 576
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh มาพร้อมระบบ Super VOOC Flash Charge
  • ระบบเชื่อมต่อ WLAN 802.11 a/b/g/n/ac Bluetooth 5.0, NFC, Type-C USB 3.1
  • เชื่อมต่อ 4G / 4G+: TD-LTE, LTE FDD;
    • 3G WCDMA, TD-SCDMA, CDMA2000
    • 2G: GSM, CDMA
  • ใส่ได้ 2 nano sim
  • มาพร้อมระบบ Hidden Fingerprint Unlock (ปลดล็อคผ่านหน้าจอ) / Face Unlock

ทดสอบการถ่ายภาพ

จุดเด่นของ OPPO R17 Pro คือด้านกล้อง ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว 12 ล้าน F1.5/2.4 + 20 ล้าน F2.0 และกล้อง TOF สำหรับถ่ายภาพ 3 มิติสุดล้ำ มีระบบอินฟาเรดเพื่อการจับภาพวัตถุระยะไกล พร้อมโหมดถ่ายภาพกลางคืนจัดเต็มด้วย Ultra Night Mode ถ่ายกลางคืนดีมาก ๆ และกล้องหน้าจัดหนัก 25 ล้าน ถ่าย Selfie สวยงาม ก็ถือได้ว่าค่อนข้างตอบโจทย์คนชอบถ่ายภาพจริง ๆ สำหรับมือถือตัวนี้

ราคาและโปรโมชันพิเศษ

ปิดท้ายด้วยราคา 24,990 บาท ใครจองรับของแถมรวมมูลค่า 9,200 บาทดังนี้

  • OPPO VIP Card ประกันหน้าจอแตก เปลี่ยนฟรี 1 ครั้ง
  • OPPO Tripod ขาตั้งกล้องมือถือจัดเต็ม

และพิเศษสุด สำหรับการซื้อผ่าน Operator + โปรฯ ลดจัดหนักเหลือเพียง 9,990 บาทเท่านั้น (ยังไม่เปิดเผยโปรฯ ที่ต้องจ่าย)

ซึ่ง OPPO R17 Pro จะเปิดให้จองวันที่ 17 – 30 พฤศจิกายนนี้

สัมภาษณ์ Engineer จาก OPPO China เรื่อง SUPER VOOC Flash Charge

ปัจจุบันคิดว่ายังเร็วที่สุดไหม สำหรับ SUPER VOOC Flash Charge

มั่นใจว่าเร็วที่สุด ด้วยพลังไฟชาร์จ 50 W ซึ่งสูงที่สุด และใช้ระบบการแบ่งแบตเตอรี่เป็น 2 ก้อน จึงมั่นใจได้ว่าชาร์จแล้วแบตฯ ไม่ร้อน และชาร์จได้ไวกว่ามือถือทุกรุ่นในปัจจุบัน

ชาร์จ 10 นาทีแบตฯ ขึ้นมาสูงสุด 40% ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีเจ้าไหนสามารถทำได้

ในอนาคจจะมีการพัฒนาการชาร์จที่ไวกว่า Super VOOC Flash Charge หรือไม่?

มีแน่นอน โดยทีมงานกำลังพัฒนาเพื่อใช้กับมือถือรุ่นถัดไปในอนาคต แต่จะเป็นรุ่นไหนทางเราขอยังไม่เปิดเผย

และในอนาคตจะมีการนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ นอกจากมือถือของ OPPO หรือไม่?

เรื่องเทคโนโลยี Super VOOC นี้สามารถใช้งานกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ทั้งหมด แต่ยังไม่มีแผนในอนาคตว่าจะมีการนำไปใช้กับอะไร และปัจจุบันมี SuperVOOC ที่เป็น Powerbank มีอยู่ในจีนแล้ว แต่อาจจะมีโอกาสมาไทยได้

มีแผนการทำแบตเตอรี่รูปแบบใหม่นอกเหนือจาก Lithum ion หรือไม่?

ซึ่งปัจจุบันมองวัตถุดิบอื่น ๆ ที่จะมาทำเช่นกัน โดยกำลังทดสอบและวิเคราะห์อยู่ ถ้าได้ผลดีก็จะนำมาใช้แทนลิเทียมไอออน

ทำไมนำเอา SuperVOOC มาใช้กับ R17Pro เป็นรุ่นที่ 2 ถัดจาก Find X ?

เป็นแนวทางของ Product ในปัจจุบันเริ่มมีการใช้ Super Charge Fast Charge เข้ามามากขึ้นในหลากหลายแบรนด์ และ R Series นี้เป็น 1 ในมือถือรุ่นที่นิยมที่สุด โดย Series Find นั้นถือได้ว่าเป็นรุ่นที่มาพร้อมการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ และได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้งานบน R 17 Pro เป็นรุ่นถัดไป

และในตระกูล A Series ยังตอบไม่ได้ว่าจะมี SuperVOOC หรือไม่ แต่ VOOC อาจจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

ทำไมนำเอา Super VOOC Flash Charge  มาใช้ในปีนี้ เพราะตัวเทคโนโลยีได้เปิดตัวมากว่า 2 ปีแล้ว

เพราะ ณ ช่วงนั้นตั้งใจที่จะนำเอาลง Find X อยู่แล้ว จึงได้รอเทคโนโลยีอื่น ๆ ทุกอย่างเข้ามารวมกันกลายเป็น OPPO Find X ในปัจจุบัน

ถ้าใช้สายชาร์จอื่น ๆ มาใช้กับ Super VOOC Flash Charge จะเป็นอย่างไร?

ถ้าใช้สายชาร์จ VOOC มาใช้กับ เครื่องรองรับ SuperVOOC จะกลายเป็นการชาร์จปกติ ถ้าใช้ SuperVOOC ชาร์จ USB-PD จะเป็นการชาร์จแบบปกติ แต่กำลังพัฒนาให้สามารถทำ Super VOOC ได้

การใช้แบต 2 ก้อนจะทำให้ Cycle แบตฯ ลดหรือไม่?

ไม่ลด ยังคงมีอายุการใช้งาน 1 ปีเท่ากัน และการเปลี่ยนแบตฯ นั้นจะถูกนับเป็น 1 ก้อนเช่นกัน ไม่สามารถเปลี่ยนแยกได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

แกะกล่อง New iPad Pro 2018 จาก Apple Store สาขา IconSiam

Published

on

ช่วงหัวค่ำของวันนี้ 14 พ.ย. 2561 ระหว่างเข้าคลาสที่จองไว้ก่อนหน้านี้ “Photo Lab : สร้างช็อตสุดเพอร์เฟ็กต์กับ Chase Jarvis” ทั้งนี้เจ้าตัวไม่ได้มาสอนด้วยตัวเอง แต่ถูกถ่ายทอดบทเรียนจากคุณ Chase Jarvis ผ่านน้องตาโต สาวน้อยหน้าใส ดีกรีปริญญาตรีจากรั้วจามจุรี บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง สนุกสนาน แต่แล้วความสนใจของผมก็ถูกดึง (เสียสมาธิ) ด้วยประโยคสั้นๆ โดนใจที่ว่า “วันนี้ iPad Pro รับเครื่องได้แล้วนะครับ” เอาหละสิ 555 จัดไม่จัดดี ลังเล เพราะผมเองก็มีโปรแกรม trade-in (โปรแกรมนำเครื่องเก่า แลกเครื่องใหม่) ค้างอยู่กับ Apple ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ (ไว้มาเขียนเล่าให้อ่านกันครับ) ถ้าได้มาก็ว่าจะนำมาเป็นส่วนลดในการซื้อเครื่อง แต่แล้ว … ก็ลองกดเข้าไปดูใน App Apple Store มีเครื่องพร้อมระบุรับเครื่องได้ที่ Apple Store IconSiam นั่นไง ภาพตัดเครื่องก็มาวางอยู่ตรงหน้า ให้ได้มาถ่ายภาพให้เพื่อนๆ ได้ชมกันแล้ว ปล. iPad รุ่นล่าสุดของผมก็คือ iPad Air 2 ใช้มานานปี ได้เวลาเปลี่ยนใหม่เสียที

ผมเลือกรุ่น 11 นิ้ว ไวไฟ ความจุ 256GB สีเทา มาถึงบ้านก็แกะกล่องถ่ายรูป เปิดเครื่องเพื่อลงโปรแกรม ความฟินก็ตรงที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลอีเมล์อะไรให้วุ่นวาย เพราะช่วงหลังมานี้ Apple ทำให้เรา Setup ง่ายขึ้น ด้วยการนำ iPhone ที่อยู่ใกล้เคียงของเรามาอยู่ข้างๆ เอากล้องไอโฟนส่องที่หน้าจอ iPad ระบบก็จะจัดการให้ต่อเอง โดยที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลใดใดให้วุ่นวาย

ประสบการณ์แรกสัมผัสคือดีย์ จอภาพ Liquid Retina คมขนลุก คือดี การที่หน้าจอติดขอบแล้วจอใหญ่ดีแบบนี้นี่เอง ประสบการณ์ด้านอื่นยังไม่ได้ลอง ไปชมภาพมุมต่างๆ ของเครื่องกันครับ


 
https://www.apple.com/th/trade-in/

https://www.apple.com/th/ipad-pro/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว JBL LINK ลำโพงไร้สายอัจฉริยะในไทย สั่งงาน Google Assistant ได้ ฟังเพลงไม่ต้องต่อมือถือ!

Published

on

มหาจักรดีเวลอปเมนท์ ผู้นำเข้าเครื่องเสียงแบรนด์ JBL เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูล JBL LINK ที่เป็นลำโพงอัจฉริยะ สามารถเชื่อมต่อกับ WiFi ได้ พร้อมใช้งาน Google Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะของกูเกิ้ล ซึ่ง JBL LINK น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งาน Google Assistant ชุดแรกๆ ที่ขายในไทยอย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวพร้อมกันถึง 5 รุ่น ตั้งแต่ลำโพงรุ่นเล็ก จนถึงลำโพงที่มาพร้อมหน้าจอ

JBL Link มีด้วยกัน 5 รุ่น

  • JBL LINK 10 ลำโพงตัวเล็กที่สุดในตระกูล ใช้งานได้ 5 ชั่วโมง กำลังขับ 10 W 4,990 บาท 
  • JBL LINK 20 ลำโพงขนาดย่อม ตัวสูงกว่า LINK 10 ใช้งานได้ 10 ชั่วโมง กำลังขับ 20 W 6,990 บาท 
  • JBL LINK 300 ลำโพงขนาดกลางสำหรับตั้งในบ้าน (ไม่มีแบตเตอรี่ เสียบสายอย่างเดียว) กำลังขับ 50 W 9,990 บาท
  • JBL LINK 500 ลำโพงขนาดใหญ่สำหรับตั้งในบ้าน (ไม่มีแบตเตอรี่ เสียบสายอย่างเดียว) กำลังขับ 60 W 13,900 บาท
  • JBL LINK View ลำโพงรุ่นพิเศษที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสเพื่อดูข้อมูล หรือแสดงข้อมูลที่ Google Assistant หามา จะขายเร็วๆ นี้ ในเดือนธันวาคม ราคายังไม่ประกาศ

นอกจากนี้ JBL ยังมีลำโพงรุ่น Control Xtreme ตัวใหญ่พิเศษสำหรับใช้ในงาน Party ด้วย ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็เชื่อม Wifi ได้เหมือนกัน

จุดเด่นของลำโพง WiFi ที่แตกต่างจากลำโพง Bluetooth ทั่วไป

แม้ว่า JBL LINK จะสามารถเชื่อมต่อ Bluetooth ตามปกติได้ แต่การที่มันเชื่อม WiFi ได้นั้นมันเจ๋งกว่าการต่อ Bluetooth ทั่วไปเยอะ โดยเฉพาะสำหรับนักฟังเพลง เมื่อใช้กับบริการที่รองรับ Chromecast Audio อย่าง Spotify ตัวลำโพงจะสามารถดึงเพลงต้นฉบับจาก Server มาเปิดให้ฟังโดยตรงได้เลย ไม่ต้องดึงผ่านโทรศัพท์ แล้วส่งผ่านมาถึงลำโพงผ่าน Bluetooth อีกทีเหมือนลำโพงทั่วไป ทำให้คุณภาพเสียงดีกว่าเพราะไม่มีการบีบอัดเสียงซ้ำ นอกจากนี้พวกเสียง Noti หรือเสียงรบกวนต่างๆ จากโทรศัพท์มือถือจะไม่ไปดังที่ลำโพงให้กวนใจด้วย ให้มันดังอยู่ที่สมาร์ทโฟนก็พอ

Google Assistant ทำอะไรได้บ้าง

JBL LINK View

Google นั้นเติบโตเร็วมากในกลุ่มลำโพงอัจฉริยะ เมื่อเปิดตัว Google Assistant ก็แย่งส่วนแบ่ง Amazon ที่ทำ Alexa มาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในไทยจะยังไม่สามารถใช้ Google Assistant บนอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยคำสั่งเสียงภาษาไทยได้ (ส่วนบนมือถือใช้ภาษาไทยได้แล้ว) แต่เราก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ ของเรานี่แหละเพื่อสั่งงานต่างๆ ได้ เช่นพูดว่า Good Morning เพื่อให้มันเปิดไฟ ปิดแอร์ เล่าข่าวตอนเช้าให้ฟัง หรือพูด Broadcast เพื่อกระจายเสียงของเราไปทั่วบ้านผ่านทุกลำโพงที่เชื่อม Google Assistant อยู่

ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับ Google Assistant ได้นั้นมีหลากหลายมากครับ เช่นหลอดไฟ Phlips Hue ก็เชื่อมเพื่อเปลี่ยนสีสันหรือควมคุมระดับแสงไฟในห้องได้ หรือกล้องวงจรปิดจาก Nest ก็เชื่อมเพื่อส่งภาพมาดูในทีวีได้ หรือการควบคุมแอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้รีโมทก็จะมีตัวสั่งงานโดยการยิงแสง IR เข้าไปที่แอร์เพื่อควบคุมระยะเวลาการปิด-เปิดได้ ลองดูในวิดีโอสาธิตการใช้ Google Assistant ร่วมกับ JBL Link นี้น่าจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ

นอกจากนี้ JBL ยังออกหูฟังชุดใหม่ที่มี Google Assistant ในตัวคือสามารถแตะที่หูฟังเพื่อสั่งงานอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวได้เลย เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวติดหูไปด้วย

  • JBL Everest 110GA หูฟังแบบ in-ear ฟังได้ 8 ชั่วโมง ราคา 3,990 บาท
  • JBL Everest 310GA หูฟังแบบทับหู ฟังได้ 20 ชั่วโมง ราคา 7,990 บาท
  • JBL Everest 710GA หูฟังแบบครอบหู ฟังได้ 25 ชั่วโมง ราคา 9,990 บาท

JBL Everest 710GA

ก็ติดตามรีวิว JBL LINK จากแบไต๋ได้เร็วๆ นี้ครับ ว่าจะสั่งงานดี เสียงดี น่าใช้แค่ไหน

หนุ่ย พงศ์สุขและพัชรวดี ว่องปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บ.มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!