Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

TOT – dtac เปิดสัญญาณทดสอบ dtac-T บน “คลื่น2300 MHz” 10 แห่งใจกลางกทม.

Published

on

วันนี้ ทีโอที และ ดีแทค ได้เปิดทดสอบ dtac-T คลื่น 2300 MHz จำนวน 10 แห่ง ใจกลางกรุงเทพ เน้นจุดพื้นที่ใช้งานหนาแน่น อาทิ สุขุมวิท สาทร-นราธิวาสราชนครินทร์ สีลม ราชประสงค์ พระราม 3 เป็นต้น ในการเปิด 10 เสาแรกในไทย เพื่อเปิดทดสอบสัญญาณเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ลูกค้าทั่วไปเร็ว ๆ นี้ โดย พล.อ.อ. ดร.ประจิน  จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดทดสอบการใช้งานเป็นครั้งแรกในไทย พร้อม ดร.พิเชษฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เกียรติร่วมในฐานะกำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจรวมถึงทีโอที และมีบทบาทในการขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ดร. มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า “สัญญาทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่าง ทีโอทีและดีแทค ในการใช้งาน คลื่นความถี่ 2300 MHz บนแบนด์วิดท์ที่กว้างที่สุดถึง 60 MHz (2310 – 2370 MHz) เพื่อให้บริการการสื่อสารความเร็วสูงมิติใหม่ของประเทศ เป็นการปักหมุดความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีล่าสุดของโลก 4G LTE-TDD มาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งบนโทรศัพท์เคลื่อนที่  และอินเทอร์เน็ตไร้สายประจำที่ (Fixed Wireless broadband) เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมชุมชนหรือครัวเรือนต่าง ๆ ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนไทยในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ที่สำคัญความร่วม มือครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทยให้ก้าวทันกับนานาประเทศตามนโยบาย รัฐบาลที่จะนำพาประเทศก้าวสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ให้เข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยบริการคลื่น 2300 MHz นับเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จในอนาคตของระบบโทรคมนาคม และระบบดิจิทัลในประเทศไทย”

“การเปิดให้บริการ คลื่น 2300 MHz นอกจากจะสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในการพัฒนาประเทศแล้ว จะเป็นการเสริมศักยภาพบริการของ ทีโอที ทั้งบริการโมบายบน คลื่น 2100 MHz และบริการบรอดแบนด์ของทีโอที ซึ่งจะรองรับความต้องการใช้งานของภาครัฐ ของธุรกิจเอกชน ธุรกิจ SME และประชาชนได้มากขึ้น โดย ทีโอที พร้อมเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะทำให้ตลาดโมบายและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของ ทีโอที เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีจุดแข็งที่ได้เปรียบทั้งในเรื่องของแบนด์วิดท์และความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ  โดยจะสามารถสร้างยอดลูกค้าเพิ่ม Market Share ให้กับทีโอที”

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “ดีแทค ได้วางแผนการให้บริการคลื่น 2300MHz ด้วยงบลงทุน (CAPEX) ปี พ.ศ. 2561 ประมาณ 15,000 – 18,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสถานีฐานและเสาสัญญาณ โดยเมื่อหักกลบค่าใช้บริการระหว่างกันดีแทคสามารถให้ค่าตอบแทนแก่ ทีโอที เป็นจำนวน 4,510 ล้านบาทต่อปีจนถึง ปี พ.ศ. 2568 ทั้งนี้ ดีแทควางแผนที่จะขยายบริการบนคลื่น 2300 MHz ไม่ต่ำกว่า 37 จังหวัดในปีนี้ โดยพื้นที่แรกที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะเน้นไปที่บริเวณที่มีการใช้งานดาต้าสูง และพร้อมเปิดให้บริการภายในไตรมาส 2 ของปีนี้”

  • การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการใช้งานข้อมูลในประเทศไทย ที่มีอัตราเฉลี่ยมากกว่า 8 GB ต่อผู้ใช้งานต่อเดือน และการที่โครงข่ายการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้กลายเป็นส่วนที่สำคัญมากของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจของชาติ
  • ดีแทค เลือกเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการสื่อสารมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดย คลื่นความถี่ 2300 MHz และ เทคโนโลยี Time Division Duplex (TDD) จะถูกนำมาใช้งาน โดย TDD สามารถจัดการแบนด์วิดท์สำหรับการอัพลิงค์ และดาวน์ลิงค์บนแบนด์วิดท์เดียวได้พร้อมกันตลอดเวลา ความร่วมมือกันระหว่างดีแทคและทีโอทีครั้งนี้มีความสำคัญที่นำคลื่นความถี่กว้าง 60 MHz ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมาใช้งานเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น”
  • TDD และ Massive MIMO คือเทคโนโลยีที่ปฏิวัติเพิ่มการรับและส่งดาต้าในแต่ละเสาสัญญาณได้มากกว่าเดิม นับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ก้าวสู่ “5G-ready” โดยคลื่นใหม่ที่จะนำมาให้บริการจะมีความจุที่มากที่สุด และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคนี้

“สมาร์ทโฟนจำนวนมากกว่า 70% ที่รองรับ 4G ในขณะนี้ จะสามารถใช้งานบน คลื่นความถี่ 2300 MHz TDD ได้ อีกทั้งไม่เพียงแต่ผู้ใช้งานบนคลื่น 2300 MHz จะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น แต่ผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนบน คลื่น 2100 MHz ยังจะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอีกด้วย จากที่มีการเพิ่มคลื่นความถี่หรือ Off Load จากผู้ใช้งานบนระบบ TDD ทั้งนี้ ทำให้ลูกค้าดีแทคทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นในการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง”

นี่เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะสำหรับทีโอทีและดีแทค แต่ยังสำคัญกับประเทศไทย 4.0 อีกด้วย ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ประเทศไทยต้องการในการก้าวเป็นผู้นำด้านดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังทำให้การบริการดิจิทัลของทีโอทีมีการเติบโตอย่างมั่นใจในระยะยาว นอกจากนั้น ยังเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงข่ายดีแทคในการให้บริการในประเทศ และช่วยให้คนไทยยกระดับการใช้งานดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากที่สุด

ทั้งนี้ 10 เสาแรกในไทย ที่ ทีโอที และ ดีแทค ร่วมเปิดทดสอบการใช้บริการในพื้นที่ใจกลางเมืองสำคัญของกทม ก่อนที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ลูกค้าทั่วไปเร็ว ๆ นี้ ได้แก่

  • สาทร แหล่งธุรกิจ ย่านนัดพบของคนทำงาน สังสรรค์ ย่านของกินอร่อยใจกลางเมือง
  • พระราม 3 ย่านเมืองใหม่ จุดเชื่อมต่อกรุงเทพและเส้นทางเข้าสู่ใจกลางเมืองจุดสำคัญ
  • สีลม ถนนธุรกิจใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร หรือ “วอลล์สตรีตของกรุงเทพ” แหล่งรวมธนาคาร โรงแรม สำนักงานชั้นนำขนาดใหญ่ และศูนย์การค้า  พร้อมแหล่งท่องเที่ยว แหล่งซื้อสินค้าที่ระลึก ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ราชประสงค์ ศูนย์กลางแหล่งช้อปปิ้งที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สุขุมวิท ย่านที่พักไฮเอนท์ ศูนย์การค้าชั้นนำ แหล่งธุรกิจ และจุดหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ เจริญกรุง แหล่งท่องเที่ยวชุมชนเก่าใจกลางกรุงเทพมหานคร ทางเลือกในการท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตของคนในชุมชนสไตล์อันซีน ของนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ เป็นต้น

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการมือถือ

OnePlus เตรียมเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ เครื่องศูนย์ ประกันศูนย์

Published

on

By

เพจ “OnePlus TH” ได้ประกาศว่า มีการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยในชื่อว่า “บริษัท วันพลัส โมบาย จำกัด” ซึ่งจะนำเข้าและจัดจำหน่ายมือถือแบรนด์ “OnePlus” ซึ่งได้กล่าวว่าเครื่องที่นำเข้ามาขายจะเป็นเครื่อง Global แบบเดียวกับที่จำหน่ายทั่วโลก

โดยจะมีการเปิดศูนย์บริการและรับประกันสำหรับผู้ที่ซื้อเครื่องที่ผ่านการนำเข้าและจัดจำหน่ายโดยบริษัทฯ

ซึ่งหากทาง OnePlus ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแล้ว เราจะมาแจ้งให้ทราบและอาจมีสินค้ามารีวิวให้ผู้อ่านได้ชมกันครับ

 

อ้างอิง: เพจ “OnePlus TH” 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

Kaspersky คาดการณ์ ภัย Cyber เตรียมบุกครึ่งปีหลัง เพิ่มความรุนแรงขึ้นมาก !!

Published

on

เมื่อช่วงต้นปีนี้ทีมวิเคราะห์และวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป (Global Research and Analysis Team – ทีม GReAT) ได้เปิดโปงขบวนการภัยคุกคามทางไซเบอร์หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มล้วนมีความซับซ้อน ใช้ทูลและเทคนิคขั้นสูง ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้เป็นวงกว้าง

ซึ่งปัจจุบันทาง Kaspersky นั้นได้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยในการปกป้องเซิฟเวอร์ของคุณจากการบุกรุก โดยใช้วิธีการตรวจสอบการกระทำ (Action) ที่ผิดปกติ ก่อนที่จะเข้าไปตรวจสอบไฟล์ผิดปกติ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการตรวจจับ และเพิ่มประสิทธิภาพได้ดียิ่งกว่าเดิม

ภัยคุกคามต่าง ๆ ที่ Kaspersky ตรวจจับได้

  • Slingshot จัดเป็นภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อน โดยตัวมัลแวร์จะทำการโจมตีปล่อยเชื้อใส่เหยื่อผ่านเราเตอร์ที่มีช่องโหว่ และทำงานอยู่ในเคอร์เนลโหมด (kernel mode) สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ของเหยื่อได้อย่างสมบูรณ์
  • OlympicDestroyer เป็นมัลแวร์ที่ใช้เทคนิคสร้างความเข้าใจผิด (false flag) โดยฝังมาในเวิร์ม ล่อให้ตัวตรวจจับหลงทางพลาดเป้าหมายมัลแวร์ตัวจริง ดังที่เป็นข่าวใหญ่โตในช่วงโอลิมปิกฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านมา
  • Sofacy หรือ APT28 หรือ Fancy Bear เป็นกลุ่มก่อการจารกรรมไซเบอร์ที่ออกปฏิบัติการก่อกวนยังองค์กรด้านการทหารและป้องกันประเทศ ด้านการทูต นอกเหนือไปจากเป้าหมายที่มักเกี่ยวโยงกับองค์การนาโต้
  • PlugX เป็นมัลแวร์เกี่ยวกับทูลในการทำรีโมทแอคเซส (RAT) เป็นที่รู้จักดี เมื่อเร็วๆ นี้ถูกตรวจพบในองค์กรด้านเวชภัณฑ์ที่เวียดนาม มุ่งหวังโจรกรรมสูตรยาที่มีค่ายิ่งและข้อมูลด้านธุรกิจ ประเทศไทยเองก็ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในสามที่องค์กรธุรกิจด้านเวชภัณฑ์ถูกโจมตีมากที่สุด
  • Crouching Yeti เป็นกลุ่ม APT ใช้ภาษารัสเซียที่ถูกตามรอยมาตั้งแต่ปี 2010 เป้าหมายอยู่ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่ด้านพลังงาน
  • ZooPark เป็นเคมเปญจารกรรมไซเบอร์ เหยื่อเป้าหมายคือผู้ที่ใช้แอนดรอยด์ดีไวซ์ในแถบประเทศตะวันออกกลาง อาศัยแพร่กระจายเชื้อร้ายผ่านทางเว็บไซต์ยอดนิยมที่มียอดผู้เข้าใช้งานสูง น่าจะเป็นเคมเปญที่มีรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งหนุนหลัง เน้นโจมตีองค์กรการเมืองหรือนักรณรงค์ทางการเมืองในภูมิภาคนี้
  • Roaming Mantis เป็นแอนดรอยด์มัลแวร์ล่าสุด แพร่กระจายด้วยการจี้ปล้นระบบโดเมนเนม (DNS) และพุ่งเป้าหมายไปที่สมาร์ทโฟนส่วนมากในเอเชีย และยังคงออกอาละวาดก่อกวนอย่างต่อเนื่อง ออกแบบมาเพื่อโจรกรรมข้อมูลของผู้ใช้ จากนั้นเข้าควบคุมแอนดรอยด์ดีไวซ์นั้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์และเมษายนปี 2018 นักวิจัยได้ตรวจับมัลแวร์นี้ได้จาก 150 ยูสเซอร์เน็ตเวิร์ก เช่น เกาหลีใต้ บังคลาเทศ และญี่ปุ่น

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยจากแคสเปอร์สกี้ แลปยังได้ค้นพบกิจกรรม APT จำนวนมากในแถบเอเชีย โดยรายงานต่างๆ ในไตรมาสแรกของแคสเปอร์สกี้ แลป ได้ระบุถึงปฏิบัติการภัยไซเบอร์ในภูมิภาคนี้มากกว่า 30% พบกิจกรรมที่ใช้เทคนิคใหม่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง เช่น StrongPity APT ที่ปล่อย Man-in-the-Middle (MiTM) ออกมาโจมตีเน็ตเวิร์กของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หลายครั้ง และผู้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่มากด้วยทักษะอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ Desert Falcons ได้วกกลับมาก่อกวนแอนดรอยด์ดีไวซ์ด้วยการปล่อยมัลแวร์ที่เคยใช้งานเมื่อปี 2014 นักวิจัยยังพบด้วยว่าหลายกลุ่มยังคงปล่อยเคมเปญเน้นเป้าหมายการโจมตีไปที่เราเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้กับเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมาหลายปี เช่น Regin และ CloudAtlas เป็นต้น จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เราเตอร์จะยังคงเป็นเป้าหมายโจมตีอยู่เช่นนี้เพราะเป็นช่องทางเข้ายึดโครงสร้างระบบของเหยื่อได้อย่างดี

“ช่วงครึ่งแรกของปีพบกลุ่มคุกคามไซเบอร์ที่มีทักษะมีความซับซ้อนทางเทคนิคในระดับต่างๆ เกิดขึ้นใหม่หลายกลุ่ม แต่โดยรวมแล้ว กล่าวได้ว่า ต่างก็ใช้มัลแวร์ทูลที่มีอยู่แล้วทั่วไป ในขณะเดียวกัน กลับไม่พบความเคลื่อนไหวสำคัญใดจากกลุ่มดังๆ บางตัว ทำให้เราเชื่อว่าพวกนี้อาจจะกำลังคิดวางกลยุทธ์และจัดวางทีมใหม่เพื่อปฏิบัติการในอนาคต” วิเซนเต้ ดีแอซ นักวิจัยด้านความปลอดภัยอาวุโส ทีม GReAT แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าว

คาดการณ์ช่วงครึ่งหลังของปี 2018

  1. มีการโจมตีซัพพลายเชนมากขึ้น แคสเปอร์สกี้ แลปตามแกะรอยกลุ่ม APT (advanced persistent threat) และปฏิบัติการของพวกนี้ได้ถึง 100 ครั้ง บางครั้งมีความซับซ้อนเหลือเชื่อ มีหลุมพรางมากมายที่ซ่อน zero-day exploits และ fileless attack tools พร้อมด้วยเทคนิคการแฮคแบบดั้งเดิม ที่ส่งต่อให้กับทีมที่เก่งเทคนิคเพื่อโจรกรรมข้อมูล เราจะเห็นว่ามีหลายกรณีที่แอคเตอร์พยายามเจาะเข้าเป้าหมายมาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะเป้าหมายที่ถูกโจมตีนั้นใช้ซอฟต์แวร์เพื่อความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่ง จัดอบรมให้ความรู้พนักงาน จึงไม่ตกเป็นเหยื่อผ่านวิศวกรรมสังคม หรือปฏิบัติตามแนวทาง DSD TOP35 ลดความเสี่ยงจาก APT (Australian DSD TOP35 mitigation strategies) อย่างเคร่งครัด โดยทั่วไปแล้ว แอคเตอร์ที่จัดว่าอยู่ในขั้นสูงและมีความมุมานะจะไม่ยอมเลิกลาไปง่ายๆ แต่จะคอยตามแหย่หาจุดอ่อนอยู่จนกว่าจะหาทางเจาะเข้ามาได้

จากการประเมินของเราพบว่าการเข้าโจมตีซัพพลายเชนเพิ่มจำนวนขึ้น และเช่นกันในปี 2018 เราคาดว่าจะมีการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนเพื่อเจาะเข้าระบบ รวมทั้งการเข้าโจมตีโดยตัวของมันเอง มีการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อสร้างโทรจัน ซึ่งพบได้ในบางภูมิภาคหรือบางกลุ่ม ก็จะกลายมาเป็นวิธีการที่พบได้ เฉกเช่นเดียวกับ เทคนิคบ่อน้ำ (waterhole) ที่เจาะจงเลือกไซต์อย่างแยบยล เพื่อล้วงลึกเจาะเข้ากล่องหัวใจสำคัญของเหยื่อเป้าหมายนั้นจะเป็นวิธีที่ต้องตาต้องใจผู้ร้ายไซเบอร์บางประเภทแน่นอน

  1. มีโมบายมัลแวร์ระดับไฮเอนด์เพิ่มขึ้น เนื่องจาก iOS เป็นระบบปฏิบัติการที่ไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ จึงค่อนข้างลำบากสำหรับยูสเซอร์ที่จะเช็คเครื่องว่าติดเชื้อหรือไม่ ขณะที่แอนดรอยด์ แม้จะพบช่องโหว่อยู่ไม่น้อย แต่มีโอกาสมากกว่าที่จะใช้โซลูชั่น เช่น Kaspersky AntiVirus for Android ในการตรวจสอบดีไวซ์

จากการประเมินพบว่า จำนวนโมบายมัลแวร์ที่มีอยู่จริงๆ นั้นน่าจะสูงกว่าจำนวนที่รายงานอยู่มาก เนื่องมาจากข้อบกพร่องที่มีอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ยิ่งทำให้การระบุชี้และกำจัดยากยิ่งขึ้น เราคาดว่า ในปี 2018 จะพบ APT มัลแวร์สำหรับโมบายเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากจำนวนการโจมตีที่เพิ่มขึ้น และมีพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อไล่ล่ามัลแวร์พวกนี้

  1. มีจุดอ่อนแบบ BeEF เพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อคอยเก็บข้อมูล เนื่องจากระบบปฏิบัติการปัจจุบันให้ความสำคัญและใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยและบรรเทาความเสียหายที่มีศักยภาพดีขึ้น ทำให้สนนราคาของ zero-day exploits ได้ถีบตัวสูงขึ้นในช่วง 2016 และ 2017 เทคนิคการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้สอดคล้องกับกลุ่ม APT เช่น Turla และ Sofacy และ Newsbeef (รู้จักในชื่อ Newscaster, Ajax hacking team หรือ ‘Charming Kitten’) และกลุ่ม APT อีกกลุ่มก็มีวิธีการรวมข้อมูลที่รู้จักกันดี เช่น Scanbox เมื่อพิจารณาวิธีการทำงานเหล่านี้ผนวกกับความจำเป็นในการป้องกันทูลที่มีราคาแพง คาดว่าการใช้ ทูลคิทในการเก็บข้อมูล เช่น ‘BeEF‘ จะเพิ่มจำนวนขึ้นในปี 2018 เพราะหลายกลุ่มได้หันมาประยุกต์ใช้หรือพัฒนาขึ้นมาใช้เอง
  2. การโจมตี UEFI และ BIOS อินเทอร์เฟซแบบ Unified Extensible Firmware Interface (UEFI) คือซอฟต์แวร์อินเทอร์เฟซที่เป็นตัวกลางระหว่างเฟิร์มแวร์และระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เกิดขึ้นเมื่อปี 2005 โดยพันธมิตรผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์ชั้นนำ รวมทั้งอินเทล ตอนนี้ล้ำหน้า BIOS มาตรฐานไปอย่างรวดเร็ว คุณสมบัติที่ทำให้ UEFI เป็นแพลตฟอร์มที่น่าสนใจนั้นกลับเปิดช่องโหว่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุค BIOS ก่อนหน้านี้ เช่น การรัน (run) โมดูล executable ที่ปรับแต่งได้เองนั้น เป็นการเปิดทางให้สร้างมัลแวร์ และ UEFI สามารถปล่อยกระจายได้โดยตรงก่อนที่จะถูกตรวจจับหรือสะกัดกั้นด้วยแอนตี้มัลแวร์โซลูชั่น หรือแม้แต่ตัวระบบปฏิบัติการจะได้ทันไหวตัวเสียอีก

มัลแวร์ UEFI มีไว้ซื้อขายนั้นเป็นที่รู้กันมาตั้งแต่ปี 2015 เมื่อ Hacking team UEFI modules ถูกเปิดโปง เป็นที่น่าแปลกใจว่าไม่ปรากฏมัลแวร์ UEFI น่าจะมาจากความยากที่จะตรวจจับ คาดว่าปี 2018 เราน่าจะได้พบมัลแวร์แบบ UEFI มากขึ้น

ปี 2018 คาดว่าการโจมตีทำลายล้างเช่นนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้น เกาะกระแสภาพลักษณ์ในบทบาทของการเป็นสงครามไซเบอร์ (cyberwarfare)

  1. มี cryptography เวอร์ชั่นย่อยเพิ่มขึ้น ย้อนไปเมื่อปี 2013 สำนักข่าวรอยเตอร์สมีรายงานข่าวว่า NSA จ่ายเงินให้ RSA เป็นจำนวน 10 ล้านเหรียญเพื่อให้ใส่อัลกอริธึ่มช่องโหว่ลงในโปรดักส์เพื่อให้เป็นวิธีทำลายการเข้ารหัส แม้จะมีการค้นพบความเป็นไปได้ของการใช้แบคดอร์เมื่อปี 2007 แต่ก็ยังมีหลายบริษัท (รวมทั้งจูนิเปอร์) ที่ยังคงใช้ต่อไป แต่เป็นคอนสแตนท์เซ็ตที่ต่างออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะปลอดภัย ในเชิงทฤษฎี พบว่าเรื่องนี้ทำให้แอคเตอร์ APT บางกลุ่มไม่พอใจและว่าจ้างให้ดำเนินการแฮคเข้าจูนิเปอร์ เปลี่ยนคอนสแตนท์มาเป็นเซ็ตที่ตนเองสามารถเข้าควบคุม และปลดรหัสการเชื่อมต่อแบบ VPN ได้

การกระทำเช่นนี้ถูกจับได้ และในเดือนกันยายนปี 2017 กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ cryptography จากหลายประเทศได้ร่วมกันกดดันให้ NSA ล้มเลิกความพยายามในการผลักดันให้อัลกอริธึ่มการเข้ารหัสตัวใหม่อีกสองตัวเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม

เมื่อเดือนตุลาคมปี 2017 รายงานข่าวพบข้อบกพร่องใน cryptographic library ที่ Infineon ใช้ในฮาร์ดแวร์ชิปสำหรับการสร้าง RSA primes แม้ข้อบกพร่องที่พบนี้จะดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่ก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความปลอดภัยของเทคโนโลยีเข้ารหัสที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทการ์ด เน็ตเวิร์กไร้สาย หรือเว็บทราฟฟิกแบบเข้ารหัส ปี 2018 เราคาดว่าจะได้พบช่องโหว่ cryptographic ที่รุนแรงอันตรายกว่าเดิม และหวังว่าจะได้รับการแพทช์แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขที่ตัวมาตรฐานเองหรือที่การติดตั้งใช้งาน

  1. ข้อมูลเฉพาะบุคคลในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเผชิญวิกฤต หลายปีที่ผ่านมานั้น เราเผชิญวิกฤตเกี่ยวโยงกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล personally identifiable information (PII) และล่าสุดพบ Equifax ที่สะเทือนผู้คนชาวอเมริกันถึงกว่า 145.5 ล้านคน ทั้งปลอมแปลงหรือโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นปัญหาต่อเนื่องมายาวนาน แต่อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลพื้นฐานในการระบุตัวตนนั้นถูกเผยแพร่ทั่วไปจนไม่น่าวางใจอีกต่อไป? องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญตัวเลือกระหว่างลดขนาดการทำงานด้วยอินเทอร์เน็ตที่แสนสะดวกสบาย หรือลดการใช้โซลูชั่นแบบมัลติแฟคเตอร์ ทางออกที่ดูน่าจะเป็นไปได้ เช่น ApplePay อาจจะเข้ามาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีการยอดนิยมในการป้องกันข้อมูลส่วนตัวและธุรกรรมออนไลน์ และเราก็อาจจะได้เห็นการลดบทบาทการใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาสร้างความทันสมัยรื้อความอุ้ยอ้ายในการทำงานและลดค่าใช้จ่ายปฏิบัติการลง
  2. มีการแฮคเข้าเราเตอร์และโมเด็มเพิ่มขึ้น ช่องโหว่ที่ถูกละเลยมองข้ามคือช่องโหว่ในเราเตอร์และโมเด็ม ซึ่งที่จริงแล้วมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานประจำวัน และโดยมากมักใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะของตัว ที่ไม่ถูกแพทช์หรือดูแล ท้ายที่สุด คอมพิวเตอร์จิ๋วเหล่านี้นับเป็นอุปกรณ์ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตโดยการออกแบบ ดังนั้นจึงเป็นจุดเชื่อมโยงที่มีความอ่อนไหวเหมาะสำหรับที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะอาศัยเป็นช่องทางแฝงเข้ามาในเน็ตเวิร์กได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณี ผู้ร้ายสามารถปลอมแปลงตนเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้มีทางที่จะแอบเข้าไปยังแอดเดรสอื่นที่ต่อเชื่อมอยู่ได้ ช่วงนี้เป็นช่วงเทคนิคการสร้างความเข้าใจผิดหรือลวงให้ผิดทาง (misdirection and false flags) กำลังเป็นที่สนใจนั้น การเข้าโจมตีดเราเตอร์ โมเด็มนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก หากทำการศึกษาวิจัยลงลึก จะได้พบข้อมูลที่น่าสนใจมากขึ้นอย่างแน่นอน
  3. ตัวกลางสำหรับความโกลาหลในวงโซเชียลมีเดีย สื่อสังคมโซเชียลมีบทบาทต่อความคิดเห็นต่างๆ ของผู้คนมากมายเกินกว่าที่เราเคยคาดคิด ไม่ว่าจะถูกนำมาใช้เพื่อเสี้ยมหรือก่อกระแส หลายคนก็เริ่มที่จะเรียกร้องให้มีการตรวจสอบยูสเซอร์และบอตที่ส่งอิทธิพลต่อกระแสสังคมหมู่มาก น่าเศร้าที่ว่าเน็ตเวิร์กเหล่านี้มิได้สนใจที่จะตรวจสอบกลุ่มผู้ใช้บอตของตน แม้จะชัดเจนถึงความไม่เหมาะสมของบางบอตส์ และนักวิจัยอิสระก็มีความสามารถติดตามแกะรอยได้ก็ตาม แต่ก็มิได้ดำเนินการใดๆ คาดว่าการกระทำเช่นนี้จะยังคงดำเนินต่อไป และเน็ตเวิร์กของบอตก็จะถูกใช้ประโยชน์กันมากขึ้นจากหลายฝ่ายเพื่อความประสงค์ทางการเมืองหรือการจูงใจ ส่งอิทธิพลทางความคิด ที่จะส่งผลต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย และเริ่มมองหาทางเลือก นอกเหนือจากผู้ให้บริการปัจจุบัน ที่คอยมุ่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการคลิกของผู้คนเท่านั้น

คุณเบญจมาศ จุฑาพิพัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของแคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า “ในปี 2018 เราคาดว่าแอคเตอร์ภัยไซเบอร์จะขยับระดับความแข็งแกร่ง งัดทูลใหม่ออกมาก่อกวน และส่งความรุนแรงเพิ่มขึ้น แนวทางหลักและทิศทางในแต่ละปีนั้น ไม่ควรที่จะแยกออกจากกัน ต่างต้องพึ่งพากันเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กันและกัน เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนยูสเซอร์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยไซเบอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล เอ็นเทอร์ไพรซ์ หรือรัฐบาล สิ่งสำคัญคือการแชร์ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับภัยไซเบอร์นั่นเอง”

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

ครั้งแรกของ eSports ไทย กับการยืมตัวนักกีฬาด้วยมูลค่ากว่า 200,000 บาท !!

Published

on

ถือได้ว่าเวทีการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตในประเทศไทยเริ่มทวีความดุเดือดมากขึ้นตั้งแต่ กกท. ประกาศว่าอีสปอร์ตเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ โดยทีมใหญ่ ๆ ของประเทศไทยก็มีการเคลื่อนไหวทั้งการแข่งขันในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงล่าสุดคือการประกาศยืมตัวนักกีฬาอย่างเป็นทางการระหว่่างทีม Xavier Esports กับทีม LYNX ที่มีมูลค่ากว่า 200,000 บาท !!

คุณ อาณัติ เรืองวงศ์ ผู้ก่อตั้งทีม Xavier Esports

ถ้าพูดถึงสโมสร เซเวียร์ อีสปอร์ต หรือ Xavier Esports คงจะคุ้นเคยอยู่แล้วกับผลงานล่าสุดที่ได้นำทัพนักกีฬาของสโมสรฯ ไปแข่งขันไกล ถึงประเทศไต้หวันในงาน Overwatch Contender 2018 Season1 : Pacific เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยคุณอาณัติ ก็ได้กล่าวภายในงานนี้ว่า การแลกเปลี่ยนนักกีฬาครั้งนี้ ทางเรารู้สึกยินดี เพราะอยากให้น้องเขาไปฝึกฝนเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเล่นกับทีมอื่น และที่สำคัญคือ การแลกเปลี่ยนนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ก็จะช่วยให้ตลาดของอีสปอร์ตไทยมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นายสหรัฐ ถาวรสุสิน นักกีฬาจากเกมส์ Dota2 ในตำแหน่ง Position 5 (Support) จาก สโมสร Xavier Esports เป็น 1 ในนักกีฬาที่มีผลงานด้านเกม DOTA 2 ซึ่งเป็นเกมที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ประวัติและผลงานของ นายสหรัฐ ถาวรสุสิน นักกีฬาเกมส์ Dota2 สังกัดสโมสร Xavier Esport

ปี 2016

  • 5-8th Alienware dota2 2016 @Thailand Game Show

ปี 2017

  • 1st JIB Tournament Central 2017
  • 3-4th Newblood Qualifier
  • 3-4th Colorful Games Union APAC E-sports premier 2017
  • 4th WESG Thailand Qualifier 2017

ปี 2018

  • 5-8th E-warriors Dota2 Tournament 2018
  • 5-8th TEPL league 2018
  • 2nd DOTA2 MOGUL MAYHEM QUALIFIER

โดยสโมสร LYNX TH ก่อตั้งโดย คุณกฤษฎา เจียรวนนท์ ได้ทำการเซ็นสัญญายืมตัว นายสหรัฐ ถาวรสุสิน นักกีฬาจากเกมส์ Dota2 ในตำแหน่ง Position5 จาก สโมสร Xavier Esport ด้วยมูลค่าสัญญาต่อปีกว่า 200,000 บาท ซึ่งเขาก็ได้ให้ข้อมูลการยืมตัวนักกีฬาครั้งนี้ว่า ทางเขานั้นไม่อยากทำเหมือนกับทีมอื่น ๆ ที่เห็นนักกีฬาคนไหนมีความสามารถ ก็เข้าไปดึงตัวมาเลย แต่อยากให้มีขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้อง จึงได้ปรึกษาพูดคุยกับคุณ อาณัติ และตกลงออกมาเป็นการยืมตัวนักกีฬาอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ซึ่งทางเขาก็คาดหวังว่าน้องสหรัฐ จะสามารถทำผลงานออกมาได้ดีสมกับมูลค่าที่ทางทีมได้ลงทุนในครั้งนี้

ก็ถือว่าเป็นก้าวใหญ่อีก 1 ขั้นที่เกิดในวงการกีฬาอีสปอร์ตในไทยที่น่าติดตาม ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการแข่งขันอีสปอร์ตรายการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในไทยมาให้เราได้ติดตามกันอย่างแน่นอนครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!