Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

AIS Business: The DIGITAL FUTURE 2019 เผยวิสัยทัศน์ยุคใหม่ รับมือ Digital Disruption

AIS Business แถลงวิสัยทัศน์และนโยบาย ก้าวสู่การเป็น “ผู้นำบริการ ICT เพื่อองค์กรครบวงจร-Most Trusted ICT Service Provider” ผนึกกำลังองค์กรมากมายครอบคลุมตั้งแต่ Network, Digital Infrastructures, Cloud, IOT, ICT, Digital Platforms ในรูปแบบของพาร์ทเนอร์และ อีโคซิสเต็ม ด้วยมาตรฐานระดับเวิล์ดคลาส พร้อมเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับทุกธุรกิจในยุค Digital Transformation เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แก่เศรษฐกิจไทย จัดงานสัมมนาและเทคโนโลยีโชว์เคสแห่งปี “AIS Business: The DIGITAL FUTURE 2019” ร่วมฟังวิสัยทัศน์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรแนวหน้าของไทยและสากล สัมผัส Digital Solutions ที่ใช้งานได้จริง จากหลากหลายอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า “ในช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับผลกระทบครั้งยิ่งใหญ่จาก Digital Disruption ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในวิถีชีวิตและทุกอุตสาหกรรม ซึ่งในแง่ขององค์กร นี่คือโอกาสใหม่ครั้งสำคัญที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง Transform องค์กรสู่ Innovation Organization เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน”

“เราเชื่อมั่นว่า ยุคนี้องค์กรต้องทำ Business Transformation ใน 2 ด้าน คือ

  1. ยกระดับการบริหารจัดการองค์กร ใน 3 ส่วน คือ ปรับกระบวนการทำงานหลักให้เป็น Digital (Digitizing Core Processes), ปรับรูปแบบช่องทางการส่งมอบบริการลูกค้าให้เป็น Digital (Digitizing Customer Interface) และ คิดค้นและขยายองค์กรสู่รูปแบบบริการหรือธุรกิจใหม่ๆ (Discovering and Scaling by Digital)
  2. ยกระดับและให้ความสำคัญกับกระบวนการเพื่อลูกค้า ใน 3 ส่วน คือ เข้าใจ/รู้จักลูกค้าอย่างลึกซึ้งผ่าน Big Data, สร้างสรรค์นวัตกรรมที่แตกต่างตลอดเวลา ด้วย Speed

“จึงเป็นที่มาของการ transform สู่ Digital Life Service Provider ของเอไอเอส ที่เป็นการปรับทั้งองคาพยพ ไม่ว่าจะเป็น Digital Infrastructure, Digital Service และ Culture Transformation ทำให้วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ส่งเสริม สนับสนุนองค์กรทุกกลุ่มและทุกอุตสาหกรรมให้ยกระดับไปอีกขั้นจาก Ecosystem ในโลกดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบที่สุดจากแนวคิด “ผู้นำบริการ ICT เพื่อองค์กรครบวงจร-Most Trusted ICT Service Provider”

คุณยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เปิดเผยว่า “วันนี้เอไอเอสมีความพร้อมอย่างยิ่งทั้งในด้านเครือข่าย และเทคโนโลยีอันทันสมัย ที่พร้อมจะก้าวสู่การเป็น “ผู้นำบริการ ICT เพื่อองค์กรครบวงจร-Most Trusted ICT Service Provider” ที่อยู่เคียงข้างองค์กรธุรกิจ ภายใต้แบรนด์ AIS Business ตามเจตนารมย์ของบริษัทที่มุ่งมั่นตั้งใจนำศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงทีมงานบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี มาสนับสนุนภาคธุรกิจและองค์กรของไทยให้เติบโตก้าวหน้าอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นจากขีดความสามารถด้านโครงข่าย Digital Infrastructures ที่ทรงประสิทธิภาพเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ได้แก่

  • เครือข่าย Mobile : เอไอเอสเป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่มากที่สุดในประเทศ รวมทั้งมีคลื่นความถี่หลักในการให้บริการ 4G มากที่สุด
  • เครือข่าย Fixed Broadband : เอไอเอส ไฟเบอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ออพติกแท้รายแรกในประเทศ ครอบคลุมแล้วกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ
  • เครือข่าย IoT : เอไอเอสเป็นผู้ให้บริการที่มีทั้งโครงข่าย eMTC และ NB-IoT ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นรายแรกและรายเดียวในไทย

รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี และ Digital Services ทั้งที่จากการ Synergy ความแข็งแกร่งของบริษัทและบุคลากรในเครือทั้งหมด อาทิ CS Loxinfo, Teleinfo Media, Rabbit Line Pay ฯลฯ ร่วมกันให้บริการและทำตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้าองค์กร และการผนึกศักยภาพจากพันธมิตรด้านไอทีชั้นนำระดับโลก อาทิ Microsoft, G-ABLE, SAP, VMware ฯลฯ ทำให้สามารถให้บริการ Digital Platforms และ Solutions หลากหลายด้าน ตั้งแต่ Network, Data Center, Cloud, Managed ICT Services, IoT, Payment ได้อย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร ไม่ใช่เพียงเรื่องเครือข่ายเท่านั้น แต่ครอบคลุมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ Device, Platform, การออกแบบ Software และ Application, ระบบ Cloud Computing ระดับเวิล์ดคลาส, eSIM ที่พร้อมใช้งานกับอุปกรณ์ รวมทั้งที่เกี่ยวข้องในอีโคซิสเต็มทั้งหมด และยังสามารถ Customized โซลูชั่นส์ให้สอดคล้องกับแต่ละองค์กรในแต่ละอุตสาหกรรมได้ด้วย เหล่านี้ AIS Business พร้อมให้คำปรึกษากับทุกองค์กรที่สนใจนำเทคโนโลยีไปใช้ในการทำงาน” นายยงสิทธิ์กล่าว

บริการด้าน ICT ของ AIS Business ประกอบด้วยบริการหลักๆ ดังนี้

  1. บริการ Cloud & ICT เพื่อธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ

ด้วยคุณภาพการให้บริการที่เหนือกว่าในทุกมิติ ภายหลังการซินเนอร์ยี่กับบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ เมื่อเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งบริการ Cloud ของเอไอเอสในทุกๆ ด้าน ทำให้มี DATA CENTER ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และตามภูมิภาคต่างจังหวัด รวม 9 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบันเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการ Cloud ที่มี DATA CENTER ในไทยจำนวนมากที่สุด ซึ่งได้มาตรฐาน Carrier Grade Data Center เทียบชั้นระดับโลก มากไปกว่านี้ การที่เอไอเอสมีเครือข่ายคุณภาพ 3G, 4G, 4.5G และบริการสื่อสารข้อมูล (Enterprise Data Service) จึงทำให้เชื่อมต่อกับเครือข่ายขององค์กรได้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่า รวมถึงมีบริการ ICT Service ที่หลากหลายจากซีเอส ล็อกซอินโฟทั้งหมด ตลอดจนนำทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญของทั้งสองบริษัทมาร่วมให้บริการ Managed Network และManaged ICT Services เหล่านี้ จึงสามารถให้บริการ Cloud ได้แบบ End-to-End Single Service Provider อย่างครบวงจร ตั้งแต่ Cloud Infrastructure, Platform, Software, Network, Security ไปจนถึง Managed Services ตอบโจทย์ทุกอุตสาหกรรม ใช้ได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่จนถึงผู้ประกอบการ SME และ Startup

นอกจากนี้ ยังออกบริการใหม่ๆ ร่วมกับพันธมิตรผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลก อาทิ

  • Data Analytics as a Service ร่วมกับ G-Able สำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูล มาวิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูลบนระบบ Cloud ด้วยประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ Server ขนาดใหญ่ ในราคาที่ต่ำกว่า ยืดหยุ่นกว่า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไอที ช่วยในการวางแผนกลยุทธ์การเพิ่มรายได้จากแผนการตลาดได้อย่างตรงจุด
  • SAP Business One ร่วมกับ SAP เพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี ช่วยจัดการระบบงานขาย และระบบบัญชีแบบครบวงจร โดยมีจุดเด่นเพื่อ SME คือ ขึ้นระบบได้เร็ว สามารถขยายตัวเติบไปพร้อมกับธุรกิจได้ ประหยัดเวลาและงบประมาณด้าน Hardware
  • SD-WAN ร่วมกับ CISCO และ VERSA เทคโนโลยีบริหารจัดการเครือข่ายที่ล้ำหน้า โดยใช้ Software เป็นตัวกลางในการจัดการเครือข่ายทั้งหมดในจุดเดียว ทำให้การใช้งานร่วมกันกับเครือข่ายหลากชนิดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นวงจรส่วนบุคคล, อินเทอร์เน็ต หรือ 3G/4G จากผู้ให้บริการที่แตกต่างกันก็ทำได้อย่างง่ายดาย เป็นรายแรกในเมืองไทย

 

  1. บริการ IoT เชิงพาณิชย์

โดยเอไอเอสเป็นรายแรกและรายเดียวในไทยที่เปิดให้บริการโซลูชั่นส์ IoT เชิงพาณิชย์แล้ว กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนชั้นนำของประเทศ ด้วยศักยภาพของเครือข่าย IoT ทั้ง NB-IoT และ eMTC ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรความร่วมมือจากโครงการ AIAP (AIS IoT Alliance Program) ที่มีสมาชิกรวมกว่า 800 รายที่ร่วมกันสร้างสรรค์ IoT Ecosystem ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงทำให้เอไอเอสสามารถทำงานและต่อยอดความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการร่วมกันวิจัยและพัฒนา และการออกโซลูชั่นส์ด้าน IoT เพื่อประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจริงๆ ตลอดจนการนำ IoT สนับสนุนนวัตกรรมสมาร์ทซิตี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การคมนาคม คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน ยกตัวอย่างโซลูชั่นส์ IoT

  • Smart Transportation สำหรับงานขนส่งคมนาคม โดยความร่วมมือกับกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ให้บริการติดตั้งอุปกรณ์ NB-IoT Tracking บนรถตำรวจ
  • Smart Recognition ช่วยจดจำ ตรวจสอบ วัตถุ ยานพาหนะหรือบุคคลโดยกล้องวีดิโอ ามารถประยุกต์ใช้งานด้านความปลอดภัย และด้านการตลาด Customer Care
  • Smart Cold Chain ช่วยบริหารจัดการตู้แช่-ห้องเย็น โดยความร่วมมือกับบริษัท The Cool
  • Smart Health ร่วมกับโรงพยาบาลสมิติเวช ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพ
  • Smart Industrial Estate ช่วยบริหารจัดการภายในนิคมอุตสาหกรรม ร่วมกับ อมตะนคร

ภาพบรรยากาศภายในงาน

  1. บริการ Digital Transformation Solutions

แอปพลิเคชั่นและแพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการองค์กรในลักษณะ Project-based ตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละธุรกิจ อาทิ

  • Smart Retail ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่
  • Points & Privilege แพลทฟอร์มระบบสะสมคะแนน และสิทธิพิเศษของธุรกิจตนเอง
  • Robot-as-a-Service การให้บริการหุ่นยนต์พร้อมระบบควบคุม ให้องค์กรสามารถกำหนดพฤติกรรมหุ่นยนต์ การโต้ตอบ การให้ข้อมูล แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ
  • Smart Call ระบบสำหรับธุรกิจที่ต้องส่ง Agent ไปติดต่อลูกค้าเพื่อให้บริการที่ Site งาน
  1. บริการ Digital Payment Gateway

พร้อมให้บริการเชื่อมต่อระบบชำระเงินของธุรกิจให้สามารถรองรับการชำระเงินแบบดิจิตอล โดยผสานศักยภาพของบริษัทในเครือ ทั้ง Rabbit LINE Pay และ mPAY ทำให้สามารถออกแบบโซลูชั่นส์ด้าน Payment ให้กับลูกค้าองค์กรได้ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากผู้ให้บริการ ICT รายอื่น

  1. บริการ Digital Marketing & Outsource Contact Center

ด้วยประสบการณ์ของบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย (บริษัทในเครือ) พร้อมตอบโจทย์การทำการตลาดดิจิทัลให้กับธุรกิจ เช่น YellowPages eCommerce Platform, SEO, Email Marketing, Social Marketing, การทำเว็บไซต์ รวมถึงบริการ Outsource Contact Center สำหรับธุรกิจในการติดต่อลูกค้า ทั้งกรณีรับสายลูกค้าและโทรหาลูกค้า

ก็ถือได้ว่านี่เป็นอีก 1 งานใหญ่ที่ทาง AIS ตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคงผ่าน Digital Partner มากมายที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อว่าในอนาคตจะมี Solution ดี ๆ ออกมามากกว่านี้อย่างแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

หาดูยาก! ชมภาพภายในว่าโรงงานผลิตแอร์ LG มีกรรมวิธีอะไรบ้าง

Published

on

By

มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่หนึ่งชนิดที่แทบทุกบ้านเราว่าจะมีติดตั้งอยู่ นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศ หรือคุ้นหูกันในชื่อ แอร์ นั่นเอง!

และครั้งนี้แบไต๋ ได้รับเกียรติจากทางบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LG ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านระบบอินเวอร์เตอร์ เชิญพวกเราเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานกันถึงจังหวัดระยองเลยทีเดียว ณ โรงงานแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ต ระยอง

เริ่มต้นเราได้รับการกล่าวต้อนรับและเล่าถึงภาพรวมบริษัทจากคุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และจากคุณวราพงษ์ อูปแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งกล่าวถึงความสำเร็จเกี่ยวกับรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปีที่ 2019 นี้ LG ตั้งเป้าว่าจะไปให้ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหวังให้เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวตัวโรงงานที่ระยองนั้นมีพื้นที่ถึง 192 ไร่ และใช้ไปแล้ว 92 ไร่ในส่วนของตัวโรงงาน ส่วนอีกกว่า 100 ไร่ที่เหลือนั้นกำลังรอการขยายตัวของบริษัทแม่อยู่ว่าจะมาเพิ่มฐานการผลิตที่ไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้เริ่มย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่ไทยแล้ว โดยจะมุ่งเป้าให้ไทยมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรวมของบริษัท

ซ้าย คุณวราพงษ์ อูบแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน                                                                    ขวา คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

จากนั้นทาง LG ได้พาทีมงานเข้าไปชมภายในโรงงานเลยได้รู้ ได้เห็น กระบวนการผลิตที่น่าสนใจ ว่ากว่าจะเป็นแอร์แต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ก่อนจะไปดูกระบวนการคร่าว ๆ ภาพแรกที่เราค่อนข้างตกใจคือพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง (90 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน) โดยเหตุผลคือทาง LG บอกว่าในงานละเอียดเช่นการประกอบ หรือตรวจทานสินค้า ผู้หญิงจะทำได้ละเอียดกว่าผู้ชาย

การประกอบคอยล์ร้อน, คอยล์เย็น

ช่วงแรกจะเริ่มจากการประกอบคอยล์เข้ากับท่อก่อน ซึ่งเป็นหัวใจหลักเลย ลักษณะจะเป็นการนำคอยล์มาใส่กับท่อด้วยมือ

ตรวจสอบความรั่วแบบเรียลไทม์

เมื่อประกอบเสร็จจะมาตรวจสอบทันทีเลยว่ารั่วหรือไม่ โดยจะมีจอคอยมอนิเตอร์เลยว่าคนไหนทำรั่วกี่ตัว หรือไม่ทำรั่วเลย ซึ่งตรงนี้จะสำคัญมากเพราะถ้าใครทำดีไม่มีรั่ว ก็มีเงินพิเศษด้วย บอกเลยว่าว้าว!

ตรวจสอบสูญญากาศ

จากนั้นก็จะมาเข้าห้องกระจกเพื่อตรวจสอบสูญญากาศ และเอาความชื้นออก

เข้าห้องตรวจสอบความรั่ว

ผ่านการเอาความชื้นออกแล้ว ได้แกนกลางเครื่องที่ดี ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเอาไปประกอบ แต่ก่อนอื่นต้องเอาไปตรวจสอบในห้องตรวจสอบความรั่วแบบละเอียดก่อน ถ้าไม่ผ่าน ต้องหยุดล็อตการผลิตที่กำลังทำอยู่ทันที เพื่อเช็คว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีก็จะรันต่อไป

ใส่แผ่นซับเสียง

ตรงนี้น่าสนใจ เราเพิ่งเห็นว่าเค้าใส่แผ่นซับเสียงให้เราจริง ๆ ถ้าถามว่าใส่มากน้อยแค่ไหน LG บอกเราว่าใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเหมาะสมกับดีไซน์แอร์ ขั้นตอนนี้ทำด้วยมือ

ประกอบร่าง

เมื่อผ่านขั้นตอนทางเทคนิคแล้วก็นำมาประกอบร่างให้เป็นแอร์ ให้มีหน้าตาคุ้นหน้าอย่างที่พวกเราเห็น

  • ทดสอบความปลอดภัย

ก่อนจะส่งออกไปแพ็คใส่กล่อง แอร์ทุกตัวต้องผ่านการทดสอบความอดทน เอ๊ย! ความปลอดภัย โดยจะปล่อยกระแสไฟ 1,000 โวลต์  ใส่เป็นเวลา 1 วินาที ถ้าทนได้ก็ถือว่า ผ่าน! ***เราแอบคุยหลังไมค์มาว่าแอร์สามารถทนทานกระแสไฟ 1,000 โวลต์ ได้มากกว่า 1 นาที แต่ที่ทดสอบแค่ 1 วินาทีเพราะว่าในความเป็นจริง ของจะพังตั้งแต่วินาทีแรกที่กระแสไฟทะลั่กเข้าใส่แล้ว ดังนั้นจึงทดสอบเพียงแค่ 1 วินาที

ทดสอบเสียง

จากนั้นก็จะนำแอร์เข้าไปทดสอบในห้องเงียบ ซึ่งในห้องนั้นเงียบมาก ๆ มีวัสดุซับเสียงเต็มไปหมด ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน โดยแอร์จะต้องไม่ดัง สลีปโหมดต้องไม่เกิน 18 เดซิเบล หรือถ้าเปิดเจ็ตโหมดเร่งทำความเย็นก็ต้องดังไม่เกิน 32 เดซิเบล

ทดสอบการใช้งานจริง

สุดท้ายก็จะนำแอร์มาทดสอบในห้องจำลองสภาพอากาศที่อุณหภูมิ 35 องศา เพื่อดูว่าแอร์ทำความเย็น หรือปรับอากาศได้จริงหรือไม่ โดยจะทดสอบนาน 24 ชั่โมง และเฉลี่ยทดสอบได้วันละ 200 ตัว!

แพ็คใส่กล่อง

ขั้นตอนนี้ก็ห่อพลาสติก รัดสาย PP BAND แล้วก็ใส่กล่องเพื่อเตรียมนำไปจัดจำหน่ายต่อไป

อนาคต LG กำลังศึกษาระบบเพื่อเตรียมจะติดแอร์ทั่วโรงงานของตัวเอง เพื่อให้พนักงานได้ทำงานกันอย่างสบายตัวสบายกายมากขึ้น และเตรียมจะเพิ่มการทำงานด้วยหุ่นยนต์ให้มากขึ้น ปัจจุบันในโรงงานของ LG เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์บ้างแล้ว เริ่มตั้งแต่รถยนต์อัตโนมติที่ใช้ส่งของตามส่วนต่าง ๆ และแขนอัจฉริยะยกของ

สุดท้ายถ้าใครสนใจมองหาแอร์ดี ๆ ไว้ติดบ้านลองมองมาทาง LG ได้นะ ล่าสุดเห็นว่ามีแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบสามดาวด้วย คือ 1 ดาวประหยัดไฟได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 3 ดาวก็ 30 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดสุด ๆ หรือจะเป็นแบบ Art Cool ที่ดีไซน์ออกมานอกจากจะเย็นแล้ว ยังเน้นความสวยงามด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

PM2.5 หลบไป!! “EA” ทุ่มงบพันล้าน เปิดบริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย

Published

on

ในอีกไม่ช้า เราจะได้นั่ง “เรือไฟฟ้า” บริการใหม่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้วค่ะ!! ซึ่งเจ้า “เรือไฟฟ้า” ที่ว่านี้ดำเนินการโดย EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ใช้ชื่อยี่ห้อว่า MINE Mobility ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมานั่นเอง

“เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กลายเป็นข่าวครึกโครมที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะตอนนี้ประเทศเรากำลังประสบปัญหาสภาวะฝุ่น PM2.5 ที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะยอมหายไปง่าย ๆ เลย!! เมื่อมีข่าวออกมาว่าจะมีการเปิดให้บริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย!! โดยให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง ที่สำคัญคือ ”ไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และระบบไฟฟ้าจะไม่มีฝุ่นละเอียด PM2.5 ออกมาให้เราแสบจมูกกันแน่นอน!! จึงทำให้หลายคนให้ความสนใจกับข่าวนี้กันค่อนข้างมากเลย

ดูบันทึกไลฟ์สด จากเพจ “Beartai : แบไต๋” ได้เลยจ้าาา!!

“หนุ่ย พงศ์สุข” พร้อมด้วยพิธีกร beartai 12+ อย่างสาวสวย ลูกแก้ว ศรีกานต์ รับหน้าที่เป็นพิธีกร พาไปงานเปิดตัว “เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และได้สรุปข้อมูลให้พวกเราชาวแบไต๋ได้คุยกันต่อดังนี้ค่ะ…

  • เรือจะมีทั้งหมด 54 ลำ ออกให้บริการทันภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเงินลงทุนในกรอบ 1,000 ล้านบาท
  • “เรือไฟฟ้า” จะวิ่งให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร (ข้างเอเชียทีคฯ) ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ”โดยไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และแน่นอนว่าระบบไฟฟ้าไม่มี PM2.5 ออกมาให้แสบจมูก!
  • เรือวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าด้วยความเร็ว 20กิโลเมตร : ชั่วโมง (แต่วิ่งแบบตัดเมืองตามลำน้ำ ถือว่าการใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากเมืองนนท์มาถึงเจริญกรุงชั้นใน ก็ถือว่าไม่ทำให้เมื่อยกันจนเกินไป)
  • ที่นั่งของ “เรือไฟฟ้า” จัดทำไว้ 200 ที่นั่ง และยืนได้อีก พร้อม “ติดแอร์” เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารด้วย (ที่เน้นว่าติดแอร์ เพราะเรือด่วนเจ้าพระยาตอนนี้ไม่มีแอร์นะคะ)
  • เน้นการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย และให้ความมั่นใจแก่ผู้โดยสารเป็นหลัก โดย “เรือไฟฟ้า” จะมีความโคลงเคลงน้อย ก่อให้เกิดคลื่นน้อยลง โดยมีโครงเรือที่แข็งแรง ป้องกันน้ำกระเด็นใส่ได้แน่นอนค่ะ
  • ราคาของผู้โดยสารนั้น นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้เองเลยว่า…จะไม่สูงไปกว่าราคาเรือทั่วไปในท้องตลาด เพราะไฟฟ้าที่ใช้ก็ทำให้ประหยัดต้นทุนเดินทางไปได้มากแล้ว ดังนั้นจึงเอามาคืนให้ประชาชน ในแง่ของคุณภาพชีวิตดีกว่า
  • บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ลงทุนด้วยงบถึง 1,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินการบริการนี้ และได้คุยไปถึง “ครึ่งทาง” แล้วกับทาง “กรมเจ้าท่า” เพื่อรอความพร้อมเปิดบริการได้ทันในสิ้นปีนี้
  • พร้อมการออกวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ยี่ห้อของตนเองคือ MINE Mobility ในราคาเริ่มต้นที่ 6 แสนบาท

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “วิศวกรที่ทำงานทั้งหมดคือคนไทย ที่นำ Know How มาจากการซื้อ Tesla มาแกะเป็นชิ้น ๆ และ Reverse Engineer หรือ ขั้นตอนกระบวนการการค้นหาโครงสร้าง หาฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์หรือระบบได้ ซึ่งล่าสุด ทาง Elon Musk ได้แจกแบบแปลนให้แล้ว นั่นทำให้การทำงานง่ายขึ้นอีก นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) คาดหวังว่า…อยากที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ ให้มีพลังงานสะอาดใช้ ในราคาที่เป็นไปได้กับคนไทยมากที่สุดด้วยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

SCB จับมือ Google ทางสร้างลัดให้ธุรกิจเราอยู่บน Google Maps ได้เร็วขึ้น

Published

on

หนึ่งในบริการที่เราใช้มากที่สุดบนมือถือก็คือ แผนที่ นะครับ ซึ่ง Google Maps ก็คือตัวเลือกอันดับต้นๆ เพราะหาอะไรก็เจอ! ซึ่งปกติ Google ก็เปิดให้เจ้าของธุรกิจสามารถเพิ่มตำแหน่งร้านของตัวเองเข้าไปได้ผ่าน Google My Business อยู่แล้ว แต่การจับมือครั้งนี้ระหว่าง SCB และ Google ก็ทำให้เรื่องพวกนี้ง่ายขึ้นครับ ให้ผู้ค้ากับลูกค้าหากันจนเจอ! (ดูวิดีโอแนะนำบริการนี้ข้างล่าง มันสนุกมาก!)

การเพิ่มหน้าร้านของตัวเองเข้า Google My Business นั้นมีข้อดีหลายอย่างคือ

  1. ทำได้ฟรี และทำจากที่ไหนก็ได้ เพราะทำผ่านระบบออนไลน์
  2. ช่วยให้ร้านโดดเด่นในโลกออนไลน์ ค้น Google หรือ Google Maps ก็เจอ แถมเจ้าของธุรกิจปรับข้อมูลให้ถูกต้องได้ โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญอย่างวัน-เวลาเปิด-ปิด ใส่โปรโมชั่นได้ และทำเว็บด้วยเครื่องมือสำเร็จรูปของกูเกิ้ลได้
  3. เชื่อมต่อลูกค้าได้ดีขึ้น ทั้งตอบรีวิว ตอบคำถามลูกค้า หรือเปิดช่องให้ลูกค้าโทรหาได้ง่ายขึ้น
  4. สามารถดูข้อมูล insight ในโลกอินเทอร์เน็ตได้ เช่นดูได้ว่าลูกค้ามักจะมาจากที่ไหน จะได้ปรับบริการถูก

แต่บางทีการนั่งทำอยู่คนเดียวหน้าคอมพิวเตอร์ เวลางงก็ไม่รู้จะหันไปถามใคร ไม่มีคนแนะนำด้วยว่าปักหมุนยังไงถึงจะดี เกิดปักพลาดคนเข้าร้านผิดทางก็มีปัญหาอีก ที่สำคัญคือ Google ต้องการความแม่นยำว่าหน้าร้านที่ลงทะเบียนเข้ามาในระบบนั้นมีตัวตนจริง เจ้าของกิจการที่ลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บเลยต้องรอจดหมายยืนยัน ซึ่งต้องใช้เวลายืนยันตัวมากกว่า 2 สัปดาห์กว่าจดหมายจากกูเกิ้ลจะไปถึง SCB จึงจับมือกับ Google เพื่อให้ขั้นตอนเหล่านี้ง่ายขึ้นครับ

อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารต้องการพาร์ทเนอร์เพื่อจับมือในการช่วยเหลือในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะความพร้อมในโลกธุรกิจยุคใหม่ ปัญหาหนึ่งที่ SCB เจอคือเข้าไม่ถึงลูกค้าในกลุ่มดิจิตอล มีร้านที่ค้นจากอินเทอร์เน็ตแล้วไม่เจอ จึงต้องสนับสนุนให้มี Digital Storefront หรือ Digital foorprint มากขึ้นดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์

โดยลูกค้า SME ที่ใช้บริการของ SCB ก็สามารถใช้หลักฐาน 3 อย่างคือ

  • บัตรประชาชน
  • สมุดบัญชี SCB หรือใช้บริการอื่นๆ ของ SCB อย่าง SCB Easy App, SCB Connect, QR Payment, เครื่องรูดบัตรชำระเงิน EDC ก็สมัครได้
  • เอกสารยืนยันที่อยู่ธุรกิจที่มีชื่อของผู้สมัครหรือชื่อธุรกิจ เช่น บิลค่าไฟ, หนังสือรับรองบริษัท, สัญญาเช่าสถานประกอบการ

ติดต่อสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ SCB Business Center หรือเจ้าหน้าที่ธ.ไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการปัดหมุดบน Google Maps ผ่าน Google My Business ได้ทันที และข้อมูลจะไปขึ้นใน Google ภายใน 30 นาที! เร็วมาก แถมมีเจ้าหน้าที่ช่วยสอนการใช้งานตลอดด้วย ซึ่งอนาคตก็น่าจะให้ SCB ช่วยผ่านทางออนไลน์ได้ด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ scbsme.scb.co.th

ไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย

ทุกวันนี้ ลูกค้าค้นหา ร้านค้าบนโลกออนไลน์ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มเล็งเห็นความสําคัญของการทําให้ลูกค้ารู้จักและหาเจอบนโลกออนไลน์ เราเชื่อว่า Google My Business จะมาตอบโจทย์ตรงนี้ ทําให้ลูกค้าค้นหาร้านได้ง่ายขึ้น กูเกิ้ลอยากสนับสนุน SME เพราะมันคือเสาหลักของประเทศ 99.7% ของธุรกิจไทยเป็น SME ซึ่งมูลค่าตรงนี้นับเป็น 42% ของ GDP และคิดเป็น 78% ของการว่าจ้างในไทย แต่มี SME แค่ 13% เท่านั้นที่มีหน้าเว็บ กูเกิ้ลจึงดีใจที่ไทยพาณิชย์เล็งเห็นถึงความสําคัญตรงนี้ และได้ทำงานร่วมกับเราในการทําให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มใช้ Google My Business ได้ง่ายๆ ”นายไมเคิล จิตติวาณิชย์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!