เราได้และเสียอะไรจากการที่ Huawei ถูกแบนไปบ้าง?

อย่างที่เราทราบกันว่า Huawei เริ่มถูกแบนครั้งแรกในสมัยอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ก็เริ่มกลายเป็นขาลงของสมาร์ตโฟน Huawei แต่ถึงอย่างนั้น ในปี 2020, Huawei สามารถแซงหน้า Samsung ขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนเบอร์ 1 ของโลกได้ จนกระทั่งโดนรัฐบาสรัฐฯ ห้ามสั่งผลิตชิป ทำให้ตอนนี้ Huawei ไม่ติดแม้แต่ 1 ใน 5 ด้วยซ้ำ

อันที่จริงผลที่ปรากฏมาทุกวันนี้คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นัก การที่ Huawei ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ Google Mobile Services ที่ส่งผลให้ยอดขายระดับ Global หดหายไป ต่อที่สองคือการที่ไม่สามารถสั่งผลิตชิปได้เหมือนเดิม เมื่อไม่มีชิปก็เท่ากับว่า Huawei ไม่สามารถผลิตสมาร์ตโฟนออกมาได้มากพอ ส่งผลกระทบแม้กระทั่งตลาดในประเทศตัวเองอีก เมื่อ Huawei ไม่สามารถลุยในตลาดสมาร์ตโฟนอย่างเต็มที่อีกต่อไป มีอะไรที่เราเสียและได้มาบ้าง?

อะไรที่เราเสียไป

ต้องยอมรับว่าสมาร์ตโฟน Huawei 2 ซีรีส์ ได้แก่ Huawei P และ Huawei Mate เป็นสมาร์ตโฟนของฝั่ง Android ที่ยอดเยี่ยมทั้งในด้านสเปกและฟีเจอร์ต่าง ๆ นวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม แต่เมื่อไม่มี Huawei ก็ดูเหมือนว่าแรงกระตุ้นในการพัฒนานวัตกรรมบนสมาร์ตโฟนต่างดูเหมือนจะน้อยลงไปอย่างชัดเจน ดูตลาดมือถือ Android ในปี 2021 ได้ที่การพัฒนาช้าลงอย่างชัดเจน ประสิทธิภาพเครื่องไม่เพิ่มขึ้นมากนัก แถมยังมีการตัดความสามารถบางอย่างที่เคยมีในรุ่นเก่า เช่นเลนส์ Periscope ออกไป โดยสิ่งที่ได้มาในปีที่ผ่านมาคือ 5G ที่สมาร์ตโฟนแทบทุกรุ่นนั้นรองรับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าที่ต้องตัดความสามารถออกไป เพราะเทคโนโลยี 5G นั้นแพงหรืออย่างไร

Huawei เป็นแบรนด์ที่นำการแข่งขันเข้ามาสู่ตลาดสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม แต่ตอนนี้การแข่งขันที่ว่าได้เงียบลงแล้ว

อย่างนวัตกรรมด้านสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้ที่มีเพียง Huawei Mate X เท่านั้นที่สามารถสู้กับ Galaxy Fold ของ Samsung ได้ แต่หลังจากการจำกัดการผลิตทำให้ Huawei Mate X ซีรีส์แทบจะขายในจีนเท่านั้น ทำให้ Samsung ควบคุมตลาดนี้ได้อย่างสบาย (อย่างน้อยก็ในเวลานี้)

Huawei ไม่ได้แข่งเพียบแค่การผลิตสมาร์ตโฟน Android เท่านั้น แต่ยังแข่งขันในโลกของชิปเซ็ตด้วย จุดเด่นอย่างหนึ่งของสมาร์ตโฟน Huawei คือชิปเซ็ต Kirin ที่ Huawei ออกแบบเอง ทำให้มันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดการพลังงานได้ดี และสร้างความร้อนที่น้อย ถือว่าเป็นจุดเด่นของ Kirin เลยล่ะ ถึงแม้ว่าด้านประสิทธิภาพ ความแรงจะยังไม่เคยทัดเทียมกับ Snapdragon รุ่นเรือธงได้ แต่ Huawei ก็เน้นพัฒนา AI ในชนิดที่ไม่ได้น้อยหน้าใครเหมือนกัน

แต่แน่นอนว่า หากใครคนหนึ่งออกไป ก็ต้องมีใครอีกคนที่เข้ามาแทน

อะไรคือสิ่งที่เราได้มา

เมื่อ Huawei หลุดจากการเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟน 5 อันดับแรกของโลกก็ทำให้สมาร์ตโฟนจีนแบรนด์อื่น ๆ เริ่มมีหน้ามีตาในตลาดโลกมากขึ้นกว่าเดิม อย่าง Xiaomi ซึ่งตอนนี้เข้ามาเป็นอันดับ 3 เป็นรองเพียง Samsung และ Apple เท่านั้น แม้ว่า Xiaomi น่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะแซง Samsung ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะสามารถแซง Apple ได้ในอีกแค่ 1-2 ปีเท่านั้น

สมาร์ตโฟนแบรนด์จีนนอกจาก Xiaomi ที่เข้ามาติดท็อป 5 ของโลกก็มี OPPO, vivo ตามด้วย realme ซึ่งเป็นอันดับ 6 โดย realme นั้นถือว่าน่าสนใจมากเพราะใช้เวลาเพียง 3 ปีก็สามารถครองอันดับ 6 ของโลกได้แล้ว

บริษัทเหล่านี้ต่างดิ้นรนมากขึ้นหลัง Huawei ไม่สามารถผลิตสมาร์ตโฟนได้คล่องเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม แบรนด์จีนเหล่านี้ยังไม่สามารถตีตลาดสหรัฐอเมริกาได้เท่าไหร่นัก นั่นหมายความว่าตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังเป็น Samsung และ Apple อยู่ แต่ก็มีแบรนด์จีนอีกหนึ่งแบรนด์ม้ามืดที่สามารถทำตลาดในสหรัฐฯ ได้ นั่นก็คือ OnePlus นั่นเอง เป็นไปได้ว่าเราอาจเห็น OnePlus เจิดจรัสมากกว่านี้ในปีหน้า

ปัจจุบันมีสมาร์ตโฟนแบรนด์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย เพื่อเจาะกลุ่มตลาดเริ่มต้นอย่าง realme, POCO สมาร์ตโฟนแบรนด์จีนต่าง ๆ รวมถึงเรือธงสามารถเข้ามาทำตลาดได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่

ท้ายที่สุดแล้วเราคงต้องการ Huawei ในตลาดสมาร์ตโฟน

อย่างที่กล่าวไปในช่วงต้นว่า Huawei สามารถสร้างความดุเดือดในการแข่งขันได้อย่างดี อีกทั้งบริษัทยังสามารถสร้างยอดขายได้สูงมากเป็นอันดับ 2 ของโลกแซง Apple และท้ายที่สุดก็แซง Samsung ได้ แม้ว่าจะยังไม่สามารถทำตลาดในสหรัฐอเมริกาได้ก็ตาม ที่จริงเคยมีดีลระหว่าง Huawei และ AT&T แล้ว แต่ก็ถูกทางการขัดขวางไปเสียก่อน เนื่องจากมีความกังวลด้านความปลอดภัยนั่นเอง หากสามารถทำตลาดในสหรัฐอเมริกาได้ก็น่าจะสามารถขึ้นเป็นเบอร์ 1 ได้ไม่ยาก

อ้างอิง Android Authority

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส