Connect with us

ข่าววงการถ่ายภาพ

ตกรุ่นซะแล้ว เปิดตัว Fuji X100F, X-T20 และเลนส์ XF50 f/2 อย่างเป็นทางการ

Published

on

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยสำหรับกล้องสองรุ่นใหม่จาก Fujifilm ได้แก่ ​X100F และ X-T20 โดยสองรุ่นนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง มาดูกันครับ

Fuji X100F กล้องตระกูล X100 รุ่นที่ 4

  • เซ็นเซอร์ X-Trans CMOS III รุ่นใหม่ความละเอียด 24.3 Megapixel
  • เลนส์ Fix แบบไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ ระยะ 23mm f/2 หรือเทียบเท่าเลนส์ 35 มม. เหมือนเดิม
  • เพิ่ม AF Joystick
  • X-Processor Pro แบบเดียวกับ X-T2 ทำงานเร็วขึ้น
  • จุดโฟกัสเพิ่มเป็น 91 จุด จากเดิม 49 จุด โฟกัสได้ภายใน 0.08 วินาที
  • จุดโฟกัส 325 จุด เทคโนโลยี intelligent hybrid phase
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ Full HD 60 fps
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 8 เฟรมต่อวินาที
  • เพิ่ม Film Simulation สีใหม่ ACROS
  • ช่องมองภาพแบบ Hybrid ที่สามารถซูมภาพได้

สำหรับ X100F จะมีราคาอยู่ที่ $1,299 หรือประมาณ 46,000 บาท เริ่มจำหน่ายในต่างประเทศวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมให้ซื้อแยก นั่นก็คือ Wide Conversion Lens ทำให้ระยะเทียบเท่ากับ 28mm และ Teleconversion Lens ทำให้ระยะเทียบเท่า 50mm สามารถซื้อแยกได้ในราคาชิ้นละ $299

Fuji X-T20 ตัวต่อจาก X-T10 ที่นำเทคโนโลยีรุ่นพี่มาใช้

  • เซ็นเซอร์ X-Trans CMOS III ความละเอียด 24.3 Megapixel
  • X-Processor Pro
  • จุดโฟกัส 325 จุด เทคโนโลยี intelligent hybrid phase
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 30 fps
  • หน้าจอแบบสัมผัส สามารถทิลท์ (ปรับองศา) ไปมาได้
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 8 เฟรมต่อวินาที และ 14 เฟรมต่อวินาทีสำหรับการถ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • เพิ่ม Film Simulation ACROS

พิเศษเช่นเดียวกับรุ่นใหม่ๆ ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้คือ Fuji X-T20 นั้นรองรับการชาร์จผ่านช่อง Micro USB ที่ตัวเครื่องได้เลย (สามารถชาร์จผ่านแบตเตอรี่สำรองได้แล้ว)

ในส่วนของราคาจะแบ่งเป็นสามแบบ

  1. บอดี้อย่างเดียว อยู่ที่ $900
  2. บอดี้และเลนส์ 16-50mm f3.5-5.6 OIS II อยู่ที่ $1,000
  3. บอดี้และเลนส์ 18-55mm F2.8-4 OIS อยู่ที่ $1,200

เลนส์ XF 50mm f/2

เลนส์ตัวใหม่สำหรับสาย Portrait กับ XF 50mm f/2 R WR ตามชื่อเลยคือมีวงแหวนสำหรับปรับรูรับแสงและป้องกันน้ำและฝุ่นด้วย หนักเพียง 200 กรัมเท่านั้น ราคาอยู่ที่ $450 มีสองสีให้เลือกคือ เงิน และ ดำ

สำหรับใครที่งบจำกัดและคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้รุ่นใหญ่อย่าง 56 f/1.2 ก็ถือว่าถูกกว่าเยอะมากครับ

อ้างอิง 1 2 3

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการถ่ายภาพ

Fujifilm ประกาศเปิดตัว X-A5 : มิเรอร์เลสสายชิล พร้อมเลนส์ใหม่ล่าสุด XC 15-45 mm

Fujifilm ได้ประกาศเปิดตัว X-A5 กล้องมิเรอร์เลส (Mirrorless) รุ่นล่าสุดในซีรีส์ X

Published

on

Fujifilm X-A5 มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ภาพ APS-C ฟิลเตอร์สี Bayer (ไม่ใช่แบบ X-Trans ที่พัฒนาโดย Fujifilm เอง) ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยออโต้โฟกัสตรวจจับแบบ Phase Detection (PDAF), การส่งรูปโดยอัตโนมัติผ่าน Bluetooth และการบันทึกวิดีโอระดับ 4K

ไม่เพียงแค่นั้น Fujifilm X-A5 ยังคงมีหน้าจอแบบสัมผัสที่พับได้ถึง 180 องศา แต่ยังไม่มีช่องเสียบไมโครโฟนเพิ่มเติมเช่นเดิม

อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เลนส์ XC 15-45 mm f/3.5-5.6 OIS PZ ซึ่งเป็นเลนส์แบบ Motorized Power Zoom รุ่นแรกของ Fujifilm ที่มีราคาถูกและน้ำหนักเบามาก เพียงแค่ 136 กรัม และทางยาวโฟกัสเริ่มต้นของเลนส์ (Focal Length) อยู่ที่ 15 mm (กว้างมากสำหรับเลนส์คิท) ไปจนถึง 45 mm (ซึ่งสั้นกว่าคู่แข่งอยู่หน่อย) แต่ก็ดีใจสำหรับสาวกฟูจิด้วยที่มีเลนส์คิทตัวเล็กๆ เบาๆ ใช้เหมือนค่ายอื่นสักที

Fujifilm X-A5 (พร้อมเลนส์รุ่นใหม่) จะเริ่มวางจำหน่ายในต่างประเทศ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2018 ในราคา 599.95 เหรียญ หรือประมาณ 18,800 บาท โดยมีด้วยกัน 3 สี คือ น้ำตาล, ชมพู และดำ

ข้อมูลอ้างอิง : theverge

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว DJI Mavic Air โดรนจิ๋วพับได้ ถ่าย 4K ได้ในราคารับไหว

Published

on

เรียกว่ายิ่งพัฒนาก็ยิ่งมีขนาดเล็กลง และราคาคุ้มค่ามากขึ้นสำหรับโดรนจาก DJI หลังจากออก DJI Mavic Pro โดรนขนาดกลางประสิทธิภาพสูงแถมพับเหลือเล็กจิ๋วจนตลาดสะเทือนเมื่อ 2 ปีก่อน (และตบ GoPro Karma คว่ำกลางตลาด) ปีที่แล้วก็ออก DJI Spark โดรนขนาดเล็กที่มีความสามารถสั่งงานด้วยมือแถมราคาถูกจนฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ล่าสุดกับ DJI Mavic Air โดรนที่ผสมความเล็กของ Spark เข้ากับความสามารถเทพๆ และพับได้ของ Mavic จนกลายเป็นโดรนที่น่าซื้อที่สุดในปีนี้เลย!

ความเจ๋งของ Mavic Air นั้นเริ่มตั้งแต่ติดตั้งกล้องวิดีโอ 4K (Spark มาแค่ 1080p เอง) ที่สามารถให้ Bitrate 4K ได้สูงถึง 100 Mbps สำหรับการตัดต่อที่ต้องการรายละเอียดของวิดีโอ และสามารถถ่าย Slow motion ได้ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p

ในส่วนของภาพนิ่ง สามารถถ่ายได้ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลด้วยเลนส์มุมกว้าง 24 mm f/2.8 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว 3 แกน ทีเด็ดคือโดรนสามารถหมุนรอบตัวเพื่อถ่าย 25 ภาพใน 8 วินาที แล้วนำมาประกอบเป็นภาพ Panorama รอบตัว 180 องศาความละเอียด 32 ล้านพิกเซลได้ และผู้ใช้สามารถเปิดโหมด HDR ในการถ่ายภาพ เพื่อเก็บรายละเอียดแสงที่แตกต่างกันได้ด้วย

ตัวโดรนสามารถพับเก็บให้เหลือขนาดเล็ก สามารถพกพาสะดวก แต่ประสิทธิภาพของโดรนนั้นไม่เล็กเลย สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 68.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถบินได้ต่อเนื่องนาน 21 นาที พร้อมระบบช่วยบิน FlightAutonomy 2.0 ที่ใช้เซนเซอร์รอบตัวเพื่อช่วยหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และเพิ่มความละเอียดในการควบคุมจนสามารถใช้บินในห้องได้ เสาส่ง Wifi ของโดรนก็สามารถส่งวิดีโอสดๆ จากโดรนความละเอียด 720p กลับมาที่รีโมทในระยะ 4 กิโลได้

ถ่าย QuickShot แบบ Asteroid

ในส่วนของการควบคุม ก็มีทั้งฟังก์ชั่น ActiveTrack ที่โดรนจะบินติดตามวัตถุหรือคนในภาพไปเรื่อย โดยผู้ใช้แค่แตะเลือกวัตถุในครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีโหมด TapFly ที่แค่แตะเลือกตำแหน่งในภาพ โดรนก็จะบินไปยังจุดนั้นเอง หรือโหมด QuickShot รูปแบบการบินเข้าหาวัตถุเท่ๆ โดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างวิดีโอที่ดูดี และ DJI Mavic Air ยังรองรับการสั่งงานด้วยมืออีกด้วย

DJI Mavic Air มีให้เลือก 3 สีคือ ขาว, ดำ และแดง โดยชุดปกติจำหน่ายในราคา $799 หรือประมาณ 26,000 บาท และชุด Fly More Combo ที่เพิ่มแบตเตอรี่เป็น 3 ชุด (จาก 1 ชุด) ปีกสำรองเพิ่มเป็น 6 คู่ (จาก 4 คู่), ชุดแปลงแบตเตอรี่และกระเป๋าสำหรับเดินทาง ขายในราคา $999 หรือประมาณ 32,500 บาท (ทั้ง 2 ชุดมีรีโมทมาให้เหมือนกัน ไม่ต้องซื้อเพิ่ม) โดยจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้

ส่วนราคาในประเทศไทยชุดปกติอยู่ที่ 30,000 บาทครับ และชุด Fly More Combo อยู่ที่ 37,500 บาทครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการถ่ายภาพ

เปิดตัว Osmo Mobile รุ่นสอง โฉมใหม่ องศาใหม่ ชาร์จง่ายขึ้น

Published

on

ถ้าใครจำกันได้เมื่อเดือนกันยายน 2016 ที่ผ่านมา DJI ผู้นำโดรนถ่ายภาพได้เปิดตัว “Osmo Mobile” กิมบอลสำหรับสมาร์ตโฟน สำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพหรือทำไลฟ์ผ่านโซเชียลด้วยสมาร์ตโฟน มีจุดเด่นที่เบา พกพาง่าย และใช้ได้นานเมื่อเทียบกับ Osmo Camera

Osmo Mobile ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน ปี 2016

ล่าสุด ในงาน “CES2018” ที่อเมริกา DJI ก็ได้เปิดตัว “Osmo Mobile 2” กิมบอลสมาร์ตโฟนในรุ่นที่สอง ซึ่งมีการอัปเกรดให้สวยขึ้น ใช้งานดีขึ้น และมีองศากว้างขึ้นกว่าเดิม

แล้วรุ่นใหม่ดีกว่ารุ่นเดิมอย่างไร?

เริ่มต้นที่ดีไซน์ของตัวเครื่องก่อนเลย ดีไซน์ไม่ต่างจากรุ่นแรกมากเท่าไหร่นัก แต่มีจุดที่แตกต่างที่สามารถสังเกตได้ ก็คือ ไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่บนด้ามจับ ที่มีบอกถึงสี่จุด ต่างจากรุ่นเดิมที่มีจุดเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนสีเพื่อสื่อถึงสถานะของแบตว่ายังมีไฟ หรือหมดไฟแล้ว

จุดต่อมาก็คือ การควบคุมตัวเครื่อง รุ่นก่อนจะมีแค่ปุ่มถ่ายภาพนิ่ง, ปุ่มถ่ายภาพวิดีโอ และคันโยกที่สามารถควบคุมการแพน และมุมก้ม-มุมเงย (ซึ่งสามารถสั่งซูมภาพได้ถ้าถ่ายผ่านแอป DJI Go และสมาร์ตโฟนซิงค์กับบลูทูธ) คราวนี้ DJI ทำปุ่มซูมแยกออกมาต่างหาก สามารถซูมภาพได้ง่ายขึ้น ซึ่งแทบไม่ต้องใช้นิ้วมือของคุณไปถ่างจอซูมจนกลัวมือลั่นเผลอกดจบไลฟ์

รวมถึงตัวหนีบ หรือช่องเสียบสมาร์ตโฟน รุ่นนี้สามารถจับถ่าง แล้วนำสมาร์ตโฟนมาเสียบได้เลย ต่างจากรุ่นก่อนที่ต้องบิดลูกบิดเพื่อคลายความกว้างให้พอดี แล้วบิดล็อกอีกทีก่อนใช้งาน และยังไม่พอ ยังสามารถบิดปรับให้เป็นแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ได้ เพื่อเอื้อต่อการไลฟ์ในสื่อโซเชียลบางสื่อที่ต้องไลฟ์ในแนวตั้งเท่านั้น อย่าง Instagram และ Periscope เป็นต้น ไม่ต้องมาบิดข้อมือแล้วถือตัวด้ามให้เป็นแนวนอนเหมือนจับแฮนด์มอเตอร์ไซค์อีกต่อไป

นอกเหนือจากนี้ การชาร์จแบตของเครื่อง ในรุ่นก่อนหน้า นอกเหนือจากการถอดแบตออกมาชาร์จกับแท่นชาร์จแล้ว ยังสามารถชาร์จโดยใช้สาย 3.5mm to USB เพื่อชาร์จไฟเข้าแบตได้โดยตรง ในรุ่นใหม่นี้ ได้เปลี่ยนเป็นสาย MicroUSB เพื่อชาร์จได้ง่ายขึ้น จะชาร์จไฟบ้านหรือผ่านพาวเวอร์แบงค์ก็สะดวก ส่วนแบตมีความจุมากถึง 2600 mAh ซึ่งถือว่าเยอะมากจากรุ่นก่อนที่ให้มาแค่ 980 mAh และ DJI ก็ได้เคลมไว้ว่า เพียงแบตก้อนเดียว สามารถทำไลฟ์ได้ยาวนานถึง 15 ชั่วโมง และใช้เวลาชาร์จไฟแค่ 2 ชั่วโมง (ชาร์จไฟเข้า 2 แอมป์)

ชาร์จกับพาวเวอร์แบงก์ก็ได้ (Source: Slash Gear)

แบตที่มีเยอะมากขนาดนี้ ยังสามารถชาร์จไฟให้กับสมาร์ตโฟนที่ทำไลฟ์ได้ถึง 1 ชั่วโมง (จ่ายไฟให้สมาร์ตโฟน 5 โวลต์ 1.5 แอมป์) สำหรับคนที่ชอบไลฟ์จนไม่กลัวแบตมือถือจะหมดอีกด้วย (แต่ไลฟ์เฟซบุ๊กครบ 4 ชั่วโมง ระบบจะตัดนะ ฮ่าๆๆ…)

มีช่องเสียบ USB มาพร้อมในตัว จะจ่ายไฟให้มือถือก็ง่ายมากๆ แค่หาสายชาร์จมาเสียบ

ในส่วนของกิมบอลนั้น มีการปรับองศาให้กว้างกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ โดยสามารถแพน และปรับมุมก้ม-เงยได้ถึง 170 องศา ซึ่งเพิ่มจากรุ่นก่อนหน้า 10 องศา รวมถึงเทคโนโลยีที่มีในตัว อย่าง ActiveTrack ใช้ในการจับตัววัตถุที่ต้องการแล้วแพนตามทิศทางที่วัตถุเคลื่อนไป, Motionlapse ทำภาพ Time Lapse โดยมีการแพนมุมกล้องร่วมด้วย และ Zoom Control สามารถควบคุมการซูมของภาพได้ง่ายและไหลลื่นมากขึ้น และแน่นอน ตัวเครื่องหนักแค่ 485 กรัมเท่านั้น แต่ถ้าใส่สมาร์ตโฟนลงไปแล้วจะหนักเท่าไหร่นั้น ต้องลองชั่งกันอีกที

ในส่วนของการวางจำหน่ายนั้น ทาง DJI ยังไม่มีแจ้งออกมา แต่จากแหล่งข่าวอ้างอิงได้รายงานว่า ราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นที่ 129 เหรียญสหรัฐ และสามารถสั่งจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม เป็นต้นไป ส่วนใครที่สนใจ ก็สามารถลงทะเบียนรอรับข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ของ DJI ได้เลย

ที่มา: DJI, Slash Gear, Android Police, DPreview

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!