เคยไหม ? ตั้งใจเป็นที่ระบายให้เพื่อน แต่สุดท้ายกลับเป็นเราที่เหนื่อย เครียด หรืออารมณ์เสียตามไปด้วยเอง
หลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้ เวลาที่เพื่อน แฟน หรือคนในครอบครัวมีปัญหา เราก็พร้อมรับฟัง อยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น แต่พอคุยกันไปเรื่อย ๆ กลับรู้สึกเหมือนตัวเองแบกความเครียดของอีกฝ่ายมาด้วย ทั้งที่ปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องของเราเลย
นักจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมลักษณะนี้ว่า Co-rumination หรือการที่คนสองคนวนคุยเรื่องปัญหาเดิมซ้ำ ๆ พูดถึงรายละเอียดเดิม ๆ คาดเดาเรื่องแย่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้น หรือหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกด้านลบ โดยบทสนทนามักแทบไม่พาไปสู่การหาทางแก้ปัญหา
งานวิจัยพบว่า การระบายความรู้สึกแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ด้านหนึ่งมันจะช่วยให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าได้รับการรับฟังและเข้าใจกันมากขึ้น แต่ถ้าคุยวนอยู่กับปัญหาซ้ำ ๆ นานเกินไป แทนที่จะรู้สึกดีขึ้น กลับอาจทำให้ทั้งคนเล่าและคนฟังมีความเครียด ความวิตกกังวล หรืออารมณ์ด้านลบเพิ่มขึ้นได้
อีกเหตุผลหนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า Emotional Contagion หรือ “การติดอารมณ์” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สมองของเรามีแนวโน้มรับอารมณ์จากคนรอบตัวโดยอัตโนมัติ ถ้าเราใช้เวลาอยู่กับคนที่กำลังเศร้า เครียด หรือโกรธเป็นเวลานาน เราเองก็อาจเริ่มรู้สึกเศร้า เครียด หรือหงุดหงิดตามไปด้วย แม้เรื่องนั้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราโดยตรงก็ตาม
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าเวลาที่เพื่อนโทรมาปรึกษาปัญหาความรัก แล้วเล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมานานเป็นชั่วโมง ตอนแรกเราอาจตั้งใจรับฟัง แต่พอวางสายกลับรู้สึกหมดแรง คิดเรื่องของเพื่อนต่อทั้งวัน หรือเผลออารมณ์เสียตาม นั่นอาจเป็นผลของการรับอารมณ์จากอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรรับฟังคนอื่น เพราะการมีคนรับฟังคือสิ่งสำคัญต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์ เพียงแต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หลังจากเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ระบายและแสดงความเข้าใจแล้ว ควรค่อย ๆ พาบทสนทนาไปสู่คำถามอย่าง “แล้วต่อจากนี้จะทำยังไงดี ?” หรือ “มีอะไรที่เราช่วยได้บ้าง ?” มากกว่าการวนพูดถึงปัญหาเดิมซ้ำ ๆ เพราะการโฟกัสที่ทางออกจะช่วยลดโอกาสที่ทั้งคนเล่าและคนฟังจะจมอยู่กับความเครียดเป็นเวลานาน
สรุปก็คือ การเป็นที่ระบายให้คนที่เรารักไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าบทสนทนากลายเป็นการวนอยู่กับปัญหาเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่มีการขยับไปสู่การรับมือหรือหาทางแก้ ทั้งคนเล่าและคนฟังก็อาจได้รับผลกระทบทางอารมณ์ได้เหมือนกัน ดังนั้น การรับฟังด้วยความเข้าใจ ควบคู่กับการช่วยกันมองหาทางออก จึงเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพใจของทั้งสองฝ่ายมากกว่า













