ใช้ AI กันอย่างมันส์มือคืออย่างงี้นี่เอง ล่าสุดมีบริษัทแห่งหนึ่งได้รับบทเรียนราคาแพง หลังจากลืมตั้งลิมิตการใช้งานให้กับคนในองค์กร ผลปรากฏว่าภายในเวลาแค่เดือนเดียว พนักงานพากันใช้งานโทเคนไปมหาศาล จนบริษัทได้รับใบแจ้งหนี้ค่าบริการ ‘Claude’ จาก Anthropic สูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๆ 18,000 ล้านบาท
เรื่องราวสุดช็อกนี้ถูกเปิดเผยโดยที่ปรึกษาด้าน AI คนหนึ่งกับสำนักข่าว Axios โดยระบุว่า ลูกค้ารายนี้ไม่ได้กำหนดขีดจำกัดในการเข้าถึงไลเซนส์ของ ‘Claude’ เลย ทำให้พนักงานมีอิสระในการใช้งานอย่างเต็มที่ และที่น่าปวดหัวคือ เครื่องมือ AI แสนแพงนี้ถูกนำไปใช้ทำเรื่องง่าย ๆ ที่มนุษย์เช็กเองได้สบายมาก เช่น ‘การเช็กสภาพอากาศ’ ตามข้อมูลที่ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีคนหนึ่งเล่าให้ฟัง
แน่นอนว่าเมื่อเรื่องนี้หลุดออกไปก็กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ทันที ชาวเน็ตต่างพากันอึ้งว่าเงินครึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ละลายหายไปกับ AI ในเดือนเดียวได้ยังไง
เงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หายไปกับ AI ได้ยังไง ?
ผู้ใช้งานคนหนึ่งสะท้อนความรู้สึกว่า “เงินขนาดนี้ซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้ 5 ลำ ซูเปอร์ยอช์ต 2 ลำ หรือเกาะส่วนตัวได้ทั้งเกาะ แต่นี่หายวับกลายเป็นโทเคน ขอไว้อาลัยให้คนที่ต้องส่งใบแจ้งหนี้นี้เลย”
ขณะที่ชาวเน็ตอีกคนคอมเมนต์ว่า “อยากเข้าไปนั่งฟังในห้องประชุมตอนที่คุยกับคนที่ทำเงินปลิวครึ่งพันล้านเหรียญจริง ๆ คือเราต้องทำยังไง ไล่เขาออกเลยไหม ?”
เมื่อความคุ้มค่าไม่ตอบโจทย์ เทรนด์หั่นงบ AI จึงเริ่มขึ้น
แม้เคสนี้จะดูสุดโต่งเกินจริง แต่ปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มตระหนักแล้วว่า AI อาจไม่ได้คุ้มค่ากับราคาที่สูงลิ่วเสมอไป หลายองค์กรที่เคยทุ่มงบสุดตัวเริ่มกลับมาทบทวนและลดค่าใช้จ่ายลง เพราะมองว่าต้นทุนที่สูงไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นผลกำไรหรือประสิทธิภาพที่คุ้มค่าเสมอไป ตัวอย่างเช่น
Microsoft เองที่ตัดสินใจยกเลิกการใช้ไลเซนส์ ‘Claude Code’ และเปลี่ยนไปใช้ ‘GitHub Copilot CLI’ แทน
นอกจากนี้ยังมี Uber ที่ใช้งบประมาณสำหรับ ‘Claude Code’ ของปี 2026 หมดเกลี้ยงไปตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา จนคุณแอนดรูว์ แมคโดนัลด์ (Andrew Macdonald) หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท Uber ต้องออกมายอมรับตรง ๆ ว่า “มันไม่มีความเชื่อมโยงกันเลย” ระหว่างยอดการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นกับผลลัพธ์ที่ได้กลับมาสู่ลูกค้า
ฝั่งยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ที่เคยส่งเสริมให้พนักงานใช้ AI ก็กำลังจัดระเบียบใหม่เช่นกัน โดยสั่งปิดกระดานผู้นำที่พนักงานทำขึ้นมาเพื่อแข่งกันปั่นยอดใช้งานโทเคน AI หรือที่เรียกกันว่าวัฒนธรรม ‘Tokenmaxxing’
Tokenmaxxing คืออะไร ?
หากเราแยกออกมา คำว่า Token คือหน่วยพื้นฐานที่ AI อย่างเช่น Claude หรือ ChatGPT ใช้ในการประมวลผลข้อความ ยิ่งเราพิมพ์คุยยาว ๆ หรือให้ AI สร้างงานยาว ๆ ก็ยิ่งใช้จำนวนโทเคนเยอะ และนั่นหมายถึงบริษัทต้องจ่ายค่าบริการแพงขึ้นด้วย
และคำว่า Maxxing มาจากคำว่า Maximize เป็นสแลงที่แปลว่า การทำอะไรสักอย่างให้ถึงขีดสุด หรือทำยอดให้ได้มากที่สุดนั่นเอง เป็นศัพท์สแลงใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ คำนี้ใช้เรียกพฤติกรรมหรือวัฒนธรรมในที่ทำงานที่พนักงานพยายามปั่นยอด หรือใช้งาน AI ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดันสถิติการใช้งานของตัวเองให้สูงปรี๊ด
และแม้ก่อนหน้านี้ Amazon จะปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งเป้ายอดการใช้ AI แต่พนักงานนิรนามได้เผยความในใจกับสื่อ Financial Times ว่า “พวกเรารู้สึกกดดันมากที่ต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้”
ล่าสุดคุณเดฟ เทรดเวลล์ (Dave Treadwell) รองประธานอาวุโสของ Amazon ได้ประกาศยุติวัฒนธรรมนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมเตือนพนักงานว่า “อย่าใช้ AI เพียงเพราะแค่เห็นว่ามันมีให้ใช้” แต่เน้นย้ำให้เปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า “ใช้ AI เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า แก้ปัญหาธุรกิจ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ” แทน
อย่างไรก็ดี สิ่งนี้น่าจะเตือนใจหลายบริษัทที่คิดจะซื้อ AI ให้พนักงานใช้ เพราะถ้าใช้เพื่อความก้าวหน้า และในด้านของความรวดเร็วในการทำงานก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าบริษัทขาดการควบคุมและเป้าหมายที่ชัดเจน เครื่องมือ AI ก็อาจกลายเป็นหลุมพรางทางการเงินได้ เพราะสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นให้พนักงานใช้ให้เป็น แต่ต้องเน้นย้ำให้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แบบนั้นจะดีกว่าครับ













