น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในครั้งนี้เชื่อว่าทุกคนคงได้รับผลกระทบไม่น้อย และเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาคู่กับกรุงเทพฯ มานานพอสมควร โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกอย่างบางกะปิและมีนบุรี ที่เจอปัญหาน้ำลดช้ากว่าโซนอื่น bt beartai ได้มีโอกาสไปร่วมวงเสวนากับคุณวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. เพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหานี้




ทำไมบางกะปิและมีนบุรีน้ำลดช้า ?
สาเหตุหลักมาจากลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะและที่ราบลุ่มต่ำ ประกอบกับเป็นจุดรอยต่อที่ต้องรับมวลน้ำหลากจากจังหวัดเพื่อนบ้าน ทั้งปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และน้ำที่หลากมาจากนครนายก
นอกจากนี้ ระยะทางก็เป็นอุปสรรคสำคัญ น้ำฝนจากฝั่งตะวันออกต้องเดินทางไกลผ่านคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ กว่าจะเข้าสู่ระบบระบายน้ำพื้นที่ชั้นในและสูบออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ จึงใช้เวลานานกว่าพื้นที่อื่น

4 แผนรุก กทม. รับมือน้ำท่วม
เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กทม. จึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เลิกพึ่งพาแค่โครงสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่หันมาใช้แนวคิด ‘เมืองฟองน้ำ’ คือการเพิ่มพื้นที่รองรับและกักเก็บน้ำกระจายไปทั่วเมือง เพื่อชะลอน้ำก่อนทยอยระบายออกเมื่อระบบปลายทางพร้อม โดยวางแกนหลักในการพัฒนาไว้ 4 ด้าน ได้แก่

1. พัฒนาพื้นที่รับน้ำแบบ ‘แก้มลิงควบคุมได้’ รองผู้ว่าฯ กทม. อธิบายว่า แก้มลิงที่มีประสิทธิภาพต้องทำงานสอดคล้องกันทั้ง 3 ส่วน คือ ทางนำน้ำเข้า พื้นที่รับน้ำ และทางระบายน้ำออก
“แก้มลิงไม่ใช่แค่ขุดบึงใหญ่แล้วจบ ต้องดูว่าน้ำเข้ามาอย่างไร และน้ำออกไปอย่างไร ถ้าแก้มใหญ่ แต่ปากเล็ก คอเล็ก น้ำก็เข้ามาในพื้นที่รับน้ำไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ”
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนบึงน้ำธรรมดาให้เป็น ‘แก้มลิงที่ควบคุมได้’ โดยมีบึงสีกันเป็นโมเดลความสำเร็จ ที่ปรับปรุงระบบสูบน้ำและประตูระบายน้ำให้พร่องน้ำรอล่วงหน้าได้ ช่วยบรรเทาน้ำท่วมซอยแจ้งวัฒนะ 14 ได้กว่า 800 ครัวเรือน ซึ่ง กทม. จะนำโมเดลนี้ไปใช้กับบึงรับน้ำคู้บอน คลองบางชัน สวนน้ำเสรีไทย และบึงกระเทียมต่อไป
2. ขยายโครงข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ แก้ปัญหาคอขวดของการนำน้ำเข้าบึงรับน้ำ เช่น กรณีของบึงหนองบอน ที่รับน้ำได้ถึง 5 ล้านลูกบาศก์เมตรและมีอุโมงค์ระบายออกที่ดี แต่ทางน้ำเข้ายังเล็กและช้า กทม. จึงเร่งเดินหน้าโครงการอุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอน เพื่อเชื่อมต่อรับน้ำจากคลองประเวศบุรีรมย์เข้าสู่บึงได้เร็วขึ้น พร้อมเตรียมสร้างอุโมงค์คลองพระโขนง-คลองสวนอ้อย เพื่อตัดยอดน้ำส่งตรงถึงสถานีสูบน้ำโดยไม่ต้องผ่านคลองที่คดเคี้ยว
3. จัดการพื้นที่ฝั่งตะวันออกแบบ 18 บล็อก พื้นที่นอกคันกั้นน้ำฝั่งตะวันออก จะถูกแบ่งการจัดการออกเป็น 18 บล็อกย่อย (เหนือคลองแสนแสบ 6 บล็อก ใต้คลองแสนแสบ 12 บล็อก) แต่ละโซนจะมีประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำของตัวเองเพื่อควบคุมระดับน้ำแยกส่วน พร้อมแผนยกระดับถนนในโซนนี้ให้สูงขึ้น +1.00 ถึง +1.80 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้รถยังสัญจรได้แม้น้ำขัง
4. เพิ่มประสิทธิภาพคลองสายหลัก เร่งสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) และดาดท้องคลองในคลองสายหลัก เช่น คลองเปรมประชากร คลองบางเขน และคลองพระโขนง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดีขึ้นจากเดิมถึง 2-4 เท่า

การปรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ กทม. ว่ากำลังเปลี่ยนแนวทางการรับมือจากการเน้นระบายมวลน้ำหลากแบบปี 2554 มาเป็นการจัดการ ‘ฝนตกหนักเฉพาะจุด’ ซึ่งเป็นรูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นบ่อยในปัจจุบัน เพื่อลดระยะเวลาท่วมขังและแก้ปัญหาให้คนกรุงได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าสิ่งที่วางแผนไว้จะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อไหร่













