Tags
| สุขภาพจิต
11/07/2024
ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 746 days ago
ขอบเขตของการรักตัวเองและความเห็นแก่ตัว
วันนี้เราจะมาชวนทุกคนคุยเรื่องการรักตัวเองและความเห็นแก่ตัวกัน รักตัวเองแบบไหนถึงจะเรียกว่า “พอดี” มาดูกันเลยดีกว่า คนที่รักตัวเอง จะมอบความเมตตาให้กับตัวเองเสมอ (Self-compassion) แม้คนรอบข้างจะพยายามกดดัน หรือพูดจาใจร้ายใส่ขนาดไหน แต่คนที่รักตัวเองก็จะปลอบโยนและให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ และพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คนที่รักตัวเอง ก็จะพยายามทำความเข้าใจคนอื่นด้วยเช่นกัน หรือก็คือการมี Empathy มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น เพราะถ้าหากการรักตัวเองขาด Empathy ไปเมื่อไหร่ ก็จะเข้าสู่เส้นทางของความเห็นแก่ตัวเมื่อนั้น คนที่รักตัวเองจะเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเองเสมอ พร้อมนำสิ่งที่เป็นพิษในชีวิตออกไปเป็นระยะ ๆ หรือเลือกที่จะไม่ยุ่งด้วยเลย คนที่รักตัวเองจะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ไม่ได้คิดว่าการที่ฉันรักตัวเอง ฉันต้องได้ฝ่ายเดียว และคนที่รักตัวเองจะเป็นคนที่มีแนวคิดพื้นฐานที่ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นถ้าเราอยากให้คนอื่นให้เกียรติเรา เคารพเรา เราก็ต้องมอบสิ่งนี้ให้กับคนอื่นตอบแทนกลับไปด้วย ส่วนที่รักตัวเอง “มากเกินไป” จนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว จะใช้ชีวิตอยู่บนแนวคิดที่ว่าตัวเองต้องได้สิ่งที่ดีอยู่คนเดียว อะไรแย่งได้ก็แย่ง และไม่นึกถึงจิตใจคนอื่น ไม่คิดว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกเช่นกัน ความ “เห็นแก่ตัว” มักจะมาพร้อมกับ “ความกลัว” เช่น กลัวแพ้ กลัวไม่ได้มีเท่าคนอื่น กลัวน้อยหน้า กลัวคนอื่นได้ดีกว่า ฉันต้องมาเป็นอันดับ 1 ไม่ว่าจะใช้วิธีการแบบไหนก็ตาม และนี่ก็คือหลักการง่าย ๆ ที่ใช้ในการแยกระหว่างคนที่รักตัวเอง กับคนที่เห็นแก่ตัว ขอให้ทุกคนรักตัวเองในแบบที่พอดี…26/04/2024
การเลี้ยงแมวดูแลสุขภาพจิตของเราได้
ในวงการจิตวิทยา มีคำศัพท์คำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการนำสัตว์เลี้ยงมาบำบัดจิต คำ ๆ นี้ ก็คือ “Pet Therapy” หรือก็คือสัตว์เลี้ยงเยียวยาใจ ซึ่งหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่นิยมนำมาฮีลใจมานุดมากที่สุดก็คือ แงว หรือน้องแมวนั่นเอง จากการสำรวจ งานศึกษาวิจัย ปี 2017 หัวข้อ “Depression, loneliness, and pet attachment in homebound older adult cat and dog owners” โดย Sandy M. Branson และทีมงาน ทำให้ทราบว่า ทาสแมวจะมีระดับซึมเศร้าน้อยกว่าทาสหมาอย่างมีนัยสำคัญ การเลี้ยงแมว ช่วยดูแลสุขภาพจิตของเราได้ยังไง? แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลี้ยงแมว ก็ควรสำรวจความต้องการ ความชอบ และภาระหน้าที่ที่คุณต้องรับผิดชอบซะก่อน เพราะว่าการเลี้ยงแมวก็คือการรับอีกหนึ่งชีวิตมาเลี้ยงดู ซึ่งก็ต้องให้ทั้งเวลาและมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ถ้ามีความพร้อมแล้วก็ลุยโลด! เลี้ยงแมวกันได้เลย แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม ทุกวันนี้ก็มีคาเฟ่แมวเปิดให้บริการมากมาย ในวันหยุดถ้าได้เข้าไปนั่งกินกาแฟ และขนมอร่อย ๆ ตากแอร์เย็น ๆ พร้อมได้เล่นกับน้องแมว เพื่อช่วยในการผ่อนคลายจิตใจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 822 days ago
Read More22/04/2024
Retail Therapy แก้เครียดด้วยการช็อปปิ้งที่อาจทำให้คุณเครียดกว่าเดิม
แค่ออกไปช็อปปิ้ง (ราชบัณฑิตยสภาพ: ชอปปิง)ก็ช่วยลดความเครียดได้จริง! แต่ระวังช็อปหนักไป เครียดกว่าเดิมแบบไม่รู้ตัว ในวงการจิตวิทยาเราเรียกการออกไปช็อปปิ้งสิ่งนี้ว่า “Retail Therapy” หรือการบำบัดใจด้วยการช็อปปิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติมาก ๆ และเป็นกันทั่วโลก นักวิจัยจาก Pennsylvania State University เคยทำแบบสำรวจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพบว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า พวกเขาออกไปช็อปปิ้ง เพื่อปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น เหตุผลที่ทำให้การช็อปปิ้งทำให้เรามีอารมณ์ที่ดีขึ้น ก็เพราะว่า การออกไปซื้อของหรือเลือกสินค้าต่าง ๆ ทำให้เรากลับมาโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แทนที่จะเอาใจไปจดจ่ออยู่กับความทุกข์ และยังทำให้เราสัมผัสอำนาจในตัวเอง ที่อยากจะตัดสินใจซื้ออะไรก็ได้ และรู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตของตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราใช้เงินแบบไม่บันยะบันยัง ก็อาจจะส่งผลทำให้เกิดความเครียดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าไม่มีเงินใช้จ่ายพอกับเรื่องอื่น ๆ หรือสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเพราะเป็น “หนี้” ดังนั้น คุณสามารถออกไปช็อปปิ้งแก้เครียดได้ แต่ก็อย่าลืมบริหารงบของตัวเองให้ดี ๆ และการทำ Retail Therapy ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อของชิ้นใหญ่ หรือซื้อของที่มีราคาแพงเสมอไป แค่ซื้อของชิ้นเล็ก ๆ ราคาแค่ไม่กี่บาทก็ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะวิธีคลายเครียดที่ดี ควรเป็นวิธีที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมาเพิ่มเติม และการเลือกซื้อของที่คุณชอบจริง ๆ หรือซื้อมาแล้วใช้งานได้จริง ก็จะทำให้คุณเกิดความแฮปปี้มากขึ้นเข้าไปอีกภูษิต เรืองอุดมกิจ | 826 days ago
Read More10/05/2023
IKEA Effect การให้ค่าในสิ่งตัวเองประกอบสร้างมากเกินจริงและการตระหนักคุณค่าในตัวเอง
ทุกคนคงรู้จัก IKEA ห้างสรรพสินค้าที่ขายเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน ซึ่งเวลาที่คุณซื้อเฟอร์นิเจอร์จาก IKEA คุณจะต้องประกอบเองหรือเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อให้ช่างประกอบให้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ประกอบเฟอร์นิเจอร์ที่ยาก ต้องทำความเข้าใจ และใช้เวลา ซึ่งคุณก็มุมานะประกอบมันจนเสร็จ แม้จะเหงื่อตก แต่ก็รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองประกอบสร้างขึ้น IKEA Effect เป็นพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาที่ใช้ในทางการตลาดเพื่อเรียกเวลาที่ใครคนใดคนหนึ่งมองผลงานที่ตัวเองประกอบสร้างยิ่งใหญ่เกินความเป็นจริง ซึ่งในที่นี้หมายถึงการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA หากคุณนึกถึงการประกอบเฟอร์นิเจอร์ไม่ออก ลองนึกถึงการต่อจิ๊กซอว์ภาพ Abstract 1,000 ชิ้นจนเสร็จ การต่อเลโก้แผ่นจิ๋วจนกลายเป็นปราสาทหลังใหญ่ หรือการทุ่มเทออกกำลังกายเป็นเดือนจนน้ำหนักลด จุดเริ่มต้นของ IKEA Effect คือการศึกษาที่โดยกลุ่มนักวิจัย 3 คน ได้แก่ ไมเคิล นอร์ตัน, แดเนียล มาโชน์ และ แดน อารีลี โดยให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งประกอบเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ด้วยตัวเอง พอเสร็จแล้วก็นำมาวางเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบด้วยช่างมืออาชีพ และให้อาสาสมัครเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งคนเกินกว่าครึ่งเลือกที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ตัวเองประกอบ แม้มันไม่สมบูรณ์หรือสวยงามเป๊ะ ๆ แบบที่ช่างประกอบก็ตาม ในการศึกษาทีมวิจัยนี้ยังให้อาสาสมัครได้สร้างและประกอบชิ้นงานของตัวเองในแบบอื่น เช่น การพับโอริงามิ (Origami) หรือศิลปะการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นเป็นรูปนกกระเรียนและกบ ซึ่งที่อาศัยสมาธิและความละเอียดสูง ซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมาคล้ายกัน คือ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1174 days ago
Read More06/05/2023
Toxic Relationship คุณกำลังตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษหรือไม่ ?
Toxic Relationship คือ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ทำให้คุณรู้สึกอึดอัด ไม่ได้รับการให้เกียรติ ถูกดูหมิ่น หรือถูกคุกคามทางด้านอารมณ์ จิตใจ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกความสัมพันธ์ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และความสัมพันธ์แบบคู่รัก ซึ่ง Toxic Relationship ถือว่าสร้างผลกระทบให้หลาย ๆ คนที่ติดอยู่ในวังวนนี้ และหากบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางจิต เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือแม้แต่มีแนวโน้มซึมเศร้า คุณอาจจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คุณจึงควรต้องรู้เกี่ยวกับ Toxic Relationship รวมถึงสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์เป็นพิษ และตรวจสอบว่าคุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์นี้หรือไม่ สัญญาณ Toxic Relationship 1.ขาดการสนับสนุน ในความสัมพันธ์ที่ดี แน่นอนว่าคุณย่อมอยากเห็นคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวตนเองประสบความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มรู้สึกว่าบุคคลเหล่านั้นขาดการสนับสนุนความก้าวหน้าของคุณ และรู้สึกราวกับว่าพวกเขาต้องการที่จะแข่งขันเพื่อเอาชนะคุณมากกว่า ไม่มีแม้แต่การให้กำลังใจ ไม่เคยได้รับการสนับสนุน พวกเขามักสนใจแต่ในสิ่งที่พวกเขาต้องการเท่านั้น และนานวันคุณเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องพบเจอคนเหล่านั้น นั่นเป็นหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าตอนนี้คุณอาจกำลังเผชิญกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษอยู่ 2.การสื่อสารที่เป็นพิษ แทนที่จะแสดงความเมตตาและเคารพซึ่งกันและกัน บทสนทนาส่วนใหญ่ของคุณกลับเต็มไปด้วยการเสียดสีหรือการวิจารณ์ และการดูถูก ยิ่งต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม สุดท้ายคุณอาจเริ่มเลี่ยงการพูดคุยกับพวกเขาเพื่อหลีกหนีจากการโต้เถียงกัน จนในที่สุดก็กลายเป็นความอึดอัดที่ต้องอยู่ในความสัมพันธ์นี้…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1178 days ago
Read More05/05/2023
โอกาสสู่ความสำเร็จน้อยลง เพราะชอบพูดถึงตนเองในด้านลบ (Negative Self-Talk)
การคิดหรือวิจารณ์ตนเองไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะบางครั้งมันทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ และการกระทำของตนเอง แต่หากความคิดนั้น ๆ ส่งผลด้านลบต่อชีวิตของคุณ คุณควรบอกลาการคิดในแง่ร้ายต่อตนเอง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตคุณมีเรื่องดี ๆ เข้ามา พูดถึงตนเองในด้านลบ (Negative Self-Talk) การพูดถึงตนเองในด้านลบมีได้หลายรูปแบบ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เช่น ฉันไม่เก่งเรื่องนี้ ดังนั้นฉันต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของตนเอง หรือในบางครั้งอาจเป็นการประเมินสถานการณ์ของตนเอง เช่น ฉันไม่สามารถทำงานด้านนี้ได้ เพราะฉันไม่เก่งคณิตศาสตร์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดจากการจินตนาการที่มีพื้นฐานมาจากความกลัวของคุณที่คุณคิดไปก่อนที่จะได้ลงมือทำว่าตนเองทำไม่ได้ โดยปกติแล้วการพูดถึงตนเองในด้านลบ คือ บทสนทนาในใจที่คุณมักจะมองตนเองในแง่ร้าย และจำกัดความสามารถของตนเองอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความไม่มั่นใจในตนเอง และมีส่วนทำให้คุณไม่มั่นใจในศักยภาพของตนเองมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังนั้น การพูดถึงตนเองในด้านลบไม่เพียงแต่สร้างความเครียด แต่ยังบั่นทอนความสำเร็จในชีวิตคุณอีกด้วย ผลกระทบจากการพูดถึงตนเองในด้านลบ มีการศึกษาที่ระบุไว้ว่า การพูดถึงตนเองในด้านลบ การตำหนิ และการไม่เชื่อมั่นในตนเองนั้นมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตตามมา เพราะการจดจ่อกับความคิดเชิงลบอาจทำให้แรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรัก ลดลงได้อย่างไม่รู้ตัว อีกทั้งความสามารถในการมองเห็นโอกาสก้าวหน้าและแนวโน้มที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ลดลงด้วย ที่สำคัญหากคุณมักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงตนเองในเชิงลบบ่อยครั้งมากขึ้น อาจเสี่ยงที่จะเป็นภาวะซึมเศร้าได้ บอกลาการพูดถึงตนเองในด้านลบ การที่คุณพูดถึงตนเองในเชิงลบจะนำพามาซึ่งความเครียด และอาจนำพลังลบมาสู่ชีวิตของคุณ ส่งผลถึงสภาพจิตใจและลดโอกาสความก้าวหน้าในชีวิตไปโดยปริยาย โดยวิธีที่จะช่วยลดการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองในด้านลบมี ดังนี้ 1.รู้เท่าทันตนเองเมื่อคุณเริ่มพูดถึงตนเองในด้านลบ คุณควรต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1179 days ago
Read More02/05/2023
เป็นคนขี้เกียจจะประสบความสำเร็จได้ไหม ?
ขี้เกียจทำงานจัง…วันนี้ขี้เกียจไม่ออกกำลังกายดีกว่า….คนเราสามารถ ‘ขี้เกียจ’ ได้เป็นเรื่องปกติ แม้คุณอาจจะรู้สึกผิดในบางครั้งที่ตนเองไม่อยากทำอะไรเลย รู้สึกเหมือนชีวิตไร้ค่า แต่อย่าเพิ่งคิดแบบนั้นไป เพราะบางทีความขี้เกียจก็มีข้อดี ที่สำคัญคุณสามารถขี้เกียจแต่ประสบความสำเร็จได้! เทคนิคขี้เกียจอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ 1.ฝึกให้เป็นนิสัยมากกว่าบังคับตนเอง การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานและมาจากการบังคับตนเอง แม้ว่าช่วงแรกคุณจะสามารถทำมันออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและไม่อยากทำมันอีก ดังนั้น ให้คุณเปลี่ยนความคิดของตนเองจากสิ่งที่ต้องฝืนใจทำ หรือบังคับตนเองให้ต้องทำ ให้กลายเป็นนิสัยของคุณพร้อมกับคุ้นชินไปกับมัน เช่นเดียวกับคนที่ไม่มีระเบียบวินัยในตนเองหรือคนที่ขี้เกียจบ่อย ๆ ยกตัวอย่าง เรื่องการออกกำลังกาย สำหรับคนที่ไม่มีวินัยอาจจะทำ ๆ หยุด ๆ แต่หากคุณลองเปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และกลายเป็นนิสัยที่คุณต้องทำทุกวัน ก็จะทำให้คุณรู้สึกดี มีความสุขในการลุกขึ้นมาออกกำลังกายมากขึ้น หรือแม้แต่การแปรงฟัน เราทุกคนแปรงฟันทุกวันจนกลายเป็นนิสัย หากลองเอาเรื่องการออกกำลังกายมาเปรียบเทียบกับการแปรงฟันดู สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะกลายเป็นนิสัยและความเคยชินของคุณที่ต้องทำมันไปโดยปริยาย ดังนั้น แทนที่คุณจะใช้วิธีการบังคับตนเอง ให้มุ่งเน้นไปที่การสร้างนิสัยใหม่แทน 2.เลือก 3 สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำในแต่ละวัน คุณอาจจะเป็นคนที่มีหลากหลายหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบ หรือมีภาระในแต่ละวันมากมาย นี่ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะในบางครั้งอาจกลายเป็นเรื่องที่ดีที่คุณมีบทบาทหน้าที่หลายอย่าง แต่ใน 1 วัน หากคุณสามารถเลือกสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำมา 3 สิ่งได้ จะช่วยให้คุณจัดการตนเองและบรรลุเป้าหมายในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น หากคุณไม่ระบุ 3 สิ่ง ที่คุณควรทำในแต่ละวัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1182 days ago
Read More28/04/2023
ยิ่งใกล้กันยิ่งทำร้ายกัน! ทำไมเรามักทำร้ายจิตใจคนที่เรารัก
ทุกคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ความรักคือความเจ็บปวด’ สำหรับคนที่เคยเจอกับสถานการณ์ความรักไม่เป็นอย่างที่หวัง หรือคนรักปฏิบัติกับเราราวกับเป็น ‘ถังขยะเคลื่อนที่’ ไว้คอยระบายหรือโมโหใส่ก็คงจะเข้าใจประโยคนี้ดี ไม่ว่าจะความสัมพันธ์แบบครอบครัว คนรัก เพื่อนสนิท ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยิ่งภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ด้วยแล้ว หากสังเกตดูจะพบว่าส่วนใหญ่เรามักจะโมโห หรือทำร้ายบุคคลที่เราบอกว่า ‘รักมากที่สุด’ ในเมื่อ ‘รัก’ มากขนาดนี้ แต่ทำไมถึงยังอยากพูดจาทำร้ายจิตใจและทำร้ายความรู้สึกพวกเขากันนะ ? เรามักทำร้ายคนที่เรารักมากที่สุด เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงและมีงานวิจัยที่ยืนยันแล้วว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะก้าวร้าวหรือทำร้ายจิตใจคนที่เรารักมากกว่าบุคคลอื่น! โดยการก้าวร้าวโดยตรง หรือการโมโหอย่างรุนแรงเรามักจะกระทำต่อคนใกล้ชิดอย่างคนในครอบครัว หรือคนรัก ขณะที่เพื่อนสนิทมักตกเป็นเป้าหมายของการถูกทำร้ายจิตใจทางอ้อมเสียมากกว่า เช่น การนินทาว่าร้าย การทำพฤติกรรมเฉยชาใส่ เป็นต้น ทำไมเราถึงกล้าทำร้ายคนที่เรารัก 1.ทำร้ายคนอื่นเพื่อลงโทษตัวเอง ทุกครั้งที่เราพูดจาหรือทำอะไรที่เป็นการทำให้คนที่เรารักเสียใจ สุดท้ายเราจะรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดตามมาเสมอ แต่ที่เรายังคงทำเช่นนี้อยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความรู้สึกเบื้องลึกในจิตใจที่เราอาจจะคิดว่าตนเองไม่คู่ควรกับความรักที่ได้รับ ไม่คู่ควรที่จะมีความสุข ดังนั้น เราจึงทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเป็นบ่อนทำลายตนเองและความสุขในชีวิต ในกรณีเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะทำลายตนเองในด้านอื่น ๆ ของชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์เท่านั้น 2.ปกป้องความรู้สึกของตนเอง ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างคนรัก เราอาจทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งก่อนที่พวกเขาจะทำร้ายเรา เพื่อให้เรามีอำนาจเหนือกว่าในการควบคุมความสัมพันธ์ นี่คือความพยายามที่จะปกป้องตนเองจากการถูกทำร้ายก่อนที่เราจะเป็นฝ่ายถูกกระทำให้เสียความรู้สึกก่อน หรืออีกทางหนึ่งเราอาจทำร้ายอีกฝ่ายเพราะเขาทำร้ายเราก่อน เพื่อให้เราสามารถควบคุมความรู้สึกของตนเองได้อีกครั้งโดยการรู้สึกว่าได้ตอบโต้และได้รับความเจ็บปวดอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ในไม่ช้าจะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ 3.รู้สึกปลอดภัยในความสัมพันธ์ ยิ่งความสัมพันธ์ใกล้ชิด…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1186 days ago
Read More28/04/2023
OOCA (อูก้า) ปรึกษาปัญหาใจ แพลตฟอร์มที่ช่วยฟื้นฟูจิต ฮีลใจ ไม่ต้องออกจากบ้านก็คุยกับผู้เชี่ยวชาญได้
ความเศร้า ความเครียด ความรู้สึกวิตกกังวล หรือแม้แต่ความเบื่อหน่ายเป็นอารมณ์พื้นฐานที่มนุษย์อย่างเรา ๆ ทุกคนต้องเคยเผชิญ แต่ปัจจัยและปัญหาในชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกัน อย่างเรื่องงาน ความสัมพันธ์ สถานะทางการเงิน และการใช้ชีวิตอาจนำไปสู่อารมณ์ด้านลบเรื้อรังและปัญหาสภาพจิตใจที่รุนแรงขึ้น อย่างโรคเครียด โรคซึมเศร้า หรือแม้แต่การหมดไฟในการทำงาน ซึ่งทำให้ความสุขและคุณภาพชีวิตของเราลดต่ำลง แต่จะดีกว่าไหม ถ้าหากมีพื้นที่ที่คุณสามารถระบายทุกความคิดที่คุณเก็บเอาไว้กับตัวเอง ที่ไม่กล้าบอกใคร หรือไม่มีคนที่คุณรู้สึกว่าสามารถเล่าให้ฟังได้อย่างสบายใจ หรือแม้แต่ความลับบางอย่างที่น่าอึดอัดใจ OOCA แพลตฟอร์มเพื่ออารมณ์และสุขภาพจิตที่ดีช่วยคุณได้ ด้วยทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการรับมือกับอารมณ์และความรู้สึก บทความนี้ Hack for Health จะพาคุณมาแฮกวิธีดูแลสุขภาพจิตที่ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพด้วยแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ OOCA ปรึกษาปัญหาใจ คุยกับนักจิตวิทยา/จิตแพทย์ ≠ ผิดปกติ แม้ว่า ณ ปัจจุบันจะเป็นโลกยุคดิจิทัลที่เปิดกว้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอคติที่ว่า “การคุยกับนักจิตวิทยา/จิตแพทย์ = ผิดปกติหรือน่าอาย” ยังคงอยู่กับคนไทย แม้แต่ในคนรุ่นใหม่เอง หรือบางคนที่ไม่ได้มีชุดความคิดแบบนั้น แต่ก็กังวลการถูกตัดสินจากคนใกล้ตัวก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ซึ่ง Hack for Health ขอให้คุณทลายความกลัวและล้างความเชื่อนี้ออกไป เพราะการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยานั้นไม่ต่างอะไรจากการที่คุณรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกายหรือกินอาหารที่มีประโยชน์ การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการดูแลสุขภาพจิตหรือเป็นสเต็ปในการแก้ปัญหาทั่วไปสเต็ปหนึ่งแค่นั้นเลย โดยการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยให้คุณเข้าใจปัญหา อารมณ์ที่เกิดขึ้น…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1186 days ago
Read More27/04/2023
“วันนี้ลองพูดคุยกับใครสักคนนะ” ฟีเจอร์บน YouTube เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเอง
การทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาในสังคมที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งในไทยและทั่วโลก ซึ่งแพลตฟอร์มของสื่อและแอปพลิเคชันต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพจิตของผู้คนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ล่าสุดแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง YouTube ก็มีฟีเจอร์ที่ช่วยกรองเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตาย ฟีเจอร์นี้เป็นโครงการช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงตายต่อการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเองที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขและ YouTube ซึ่ง Hack for Health จะพาคุณไปรู้จักฟีเจอร์นี้ให้มากขึ้น รวมถึงวิธีใช้งานฟีเจอร์เบื้องต้น Trigger Warning “เนื้อหาที่อาจมีหัวข้อเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตนเอง” ตัวผู้เขียนเองไปบังเอิญเจอกับฟีเจอร์นี้เวลาเข้าไปฟัง Podcast หรือชมวิดีโอที่อยู่ในหมวดสืบสวนสอบสวน ซึ่งหากเนื้อหาในสื่อที่คุณกำลังจะดูมีความเกี่ยวข้องกับความรุนแรง อย่างการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเอง แอปพลิเคชันจะป๊อปอัปข้อความเพื่อเตือนคุณก่อนวิดีโอจะเริ่มเล่น ซึ่งมีให้กดยกเลิกและยอมรับ หากเป็นบนเว็บไซต์จะขึ้นคำเตือนและมีปุ่ม “ฉันเข้าใจและต้องการดำเนินการต่อ” หากคุณกด “ยกเลิก” วิดีโอจะไม่เล่นและย้อนกลับไปหน้าก่อนหน้า หากคุณกดคำว่า “ยอมรับ” วิดีโอจะเริ่มเล่น โดยที่บริเวณใต้คำอธิบายวิดีโอจะปรากฏหน้าต่างดังภาพนี้ ซึ่งหากคุณกดปุ่มโทร แอปพลิเคชันจะขึ้นเบอร์ 1323 ที่เป็นเบอร์สายด่วนกรมสุขภาพจิตที่สามารถโทรได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและข้อมูลของคุณจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ ประโยชน์ของฟีเจอร์ Trigger Warning เกี่ยวกับเนื้อหาที่มีการฆ่าตัวตาย อินเทอร์เน็ตเป็นโลกกว้างที่มีข้อมูลต่าง ๆ ให้คุณสืบค้น ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันอินเทอร์เน็ตยังเป็นแหล่งข้อมูลที่มีทั้งขาว เทา และดำ ในแต่ละปีมีคนค้นหาวิธีในการฆ่าตัวตายหลายล้านครั้ง แน่นอนว่าคลังวิดีโอของโลกอย่าง YouTube ก็เป็นหนึ่งในแหล่งที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1187 days ago
Read More19/04/2023
เพราะทุกวันคือรันเวย์! การแต่งกายที่ดีช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้
การแต่งกายมีความสำคัญต่อเราในหลาย ๆ ด้าน สังเกตว่าการแต่งกายในแต่ละช่วงวัยก็จะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียนไปจนถึงวัยทำงาน นั่นก็เพราะการแต่งกายในแต่ละบทบาท แต่ละช่วงวัยต่างส่งผลต่อภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์ต่อผู้คนในสังคมทั้งสิ้น ในบางครั้งการแต่งกายยังส่งผลต่ออารมณ์ของผู้สวมใส่เองด้วย สำหรับบางคนเสื้อผ้าเป็นของที่ไว้ใช้งานเท่านั้น และไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเทรนด์หรือแฟชั่นอะไร แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เสื้อผ้าเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงออกถึงตัวตนของตนเองที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ และยังเป็นหนทางในการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่คุณเลือกใส่ไปทำงาน หรือแม้แต่ชุดนอนที่สบายที่สุดเวลาที่คุณใส่อยู่บ้าน ต่างส่งผลต่อหลายด้านในชีวิตของคุณ มีอะไรบ้างมาดูกัน! แต่งกายดีมีชัยไปกว่าครึ่ง! ต้องบอกก่อนเลยว่าการแต่งกายดีในที่นี้หมายถึงการแต่งกายอย่างถูกกาลเทศะ ให้เกียรติสถานที่ และเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่าง บทบาทหน้าที่ของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อผ้าราคาแพงแต่ขอให้เหมาะกับคุณเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะการแต่งกายที่ดีเป็นอีกหนึ่งเส้นทางนำสิ่งดี ๆ มาสู่ชีวิตของคุณได้ ดังนี้ 1.สร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง การที่บุคคลหนึ่งจะเชื่อหรือไว้วางใจใครสักคน การแต่งกายด้วยชุดหรือเครื่องแบบความเชี่ยวชาญนั้น ๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างง่าย ๆ นักแสดงในโฆษณาที่พูดถึงยาประเภทหนึ่ง หากนักแสดงสวมใส่เสื้อกาวน์สีขาว ผู้ชมก็จะเข้าใจและเชื่อว่านักแสดงคนนั้นเป็นตัวแทนของหมอ และเกิดความเชื่อถือในสินค้าหรือยาประเภทนั้นมากขึ้น หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องสวมชุดในเครื่องแบบ ก็จะดูน่าเชื่อถือไปโดยอัตโนมัติ 2.สร้างความประทับใจแรกเจอ การที่บุคคลอื่นจะประเมินความมั่นใจ หรือความสามารถของคุณ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราสวมใส่ ยิ่งกว่านั้นความประทับใจแรกเจอจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 วินาทีแรกของการพบกัน นั่นหมายความว่าเพียงแค่มองคร่าว ๆ ผู้คนก็จะประเมินคุณไปหลายทิศทาง และการแต่งกายก็เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินคนในช่วงแรก ดังนั้น จงตระหนักว่าการแต่งกายของคุณอาจกำลังสื่อถึงภาพลักษณ์…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1195 days ago
Read More
18/04/2023
หน้าร้อนก็มีข้อดี! อย่ากลัวที่จะออกไปมีความสุขกับแสงแดด
ช่วงที่ผ่านมาเราจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยช่วงหน้าร้อนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ จนหลายคนอาจเกิดความรู้สึกกลัวหน้าร้อน ไม่ชอบ และไม่อยากออกไปไหน แต่ความจริงแล้วทุกฤดูกาลต่างมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป และหน้าร้อนเองก็มีข้อดีทั้งต่อร่างกายและสภาพจิตใจที่คุณอาจไม่เคยคิดมาก่อน ทำไมฤดูร้อนถึงมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ จะเห็นว่าในช่วงหน้าร้อนมีวันหยุดยาวหลาย ๆ วัน ให้คุณได้ออกไปท่องเที่ยวพักสมองจากเรื่องเครียด ๆ และเปิดโอกาสให้คุณได้ทำอะไรที่หลากหลาย บางคนอาจจะหันมาฟิตร่างกายเพื่อเตรียมอวดหุ่นในชุดว่ายน้ำ หรือบางคนอาจจะหันไปว่ายน้ำ เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น และเมื่อเราได้มีโอกาสดูแลร่างกาย มอบความสุขให้ตนเอง สุขภาพจิตของเราก็จะดีตามไปด้วยเช่นกัน ประโยชน์ของฤดูร้อน 1.ดื่มน้ำมากขึ้น การดื่มน้ำมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ช่วยเรื่องผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ช่วยลดความหิว เป็นต้น ปกติแล้วคนเราควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน แต่สำหรับบางคนการดื่มน้ำอาจเป็นเรื่องที่ยาก และในช่วงหน้าร้อนนี่เองที่จะทำให้การดื่มน้ำของคุณง่ายมากขึ้น เพราะคุณจะรู้สึกกระหายน้ำโดยธรรมชาติ เนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว รวมไปถึงเมื่อร่างกายเสียเหงื่อมากขึ้น ก็จะต้องการน้ำดื่มเย็น ๆ มาสร้างความสดชื่น ดังนั้น ในช่วงหน้าร้อนนี้จะทำให้ร่างกายของคุณได้ดื่มน้ำมากกว่าปกติ และช่วยส่งเสริมเรื่องสุขภาพของคุณให้ดีขึ้นด้วย 2.ได้รับวิตามินดีจากแสงแดด วิตามินดีมีประโยชน์ในการช่วยดูดซึมแคลเซียมที่จำเป็นต่อกระดูก ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ นอกจากนี้ ยังช่วยควบคุมความดันโลหิต และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น โดยปกติแล้ววิตามินดีสามารถพบได้ตามธรรมชาติจากรังสีอัลตราไวโอเลต-บี (UVB) ของดวงอาทิตย์ แต่หลายคนอาจไม่ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ เนื่องจากอาจใช้ชีวิตอยู่ในที่ร่มเป็นส่วนใหญ่ แต่ในฤดูร้อนนี้ทุกคนจะได้รับวิตามินดีมากขึ้น…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1196 days ago
Read More07/04/2023
Introvert คืออะไร ทำไมหลายคนอยากเป็น?
Introvert (อิน–โทร–เวิร์ต) เป็นคำที่เราคุ้นหูกันมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ส่วนใหญ่ของคำว่า Introvert คือ พฤติกรรมเก็บตัว ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่ชอบสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือเป็นคนเพื่อนน้อยอะไรแบบนั้น ซึ่งกระแสของ Introvert ในไทยก็มีอยู่เรื่อย ๆ ในช่วงหลังคนจำนวนไม่น้อย ‘ประกาศ’ ตัวเองผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok ว่าตัวเองเป็น Introvert ซึ่งสร้างการถกเถียงระหว่างคนบนโลกอินเทอร์เน็ต บ้างก็ชื่นชม บ้างก็เห็นใจ บ้างก็มองว่าพฤติกรรมการประกาศตัวเองบนไทม์ไลน์โซเชียลมีเดียไม่ใช่ลักษณะของคน Introvert สักเท่าไหร่ บทความนี้จึงจะพามารู้จักกับนิยามของ Introvert และความเห็นของนักจิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าทำไมหลายคนอยากเป็น Introvert บนโลกโซเชียล นิยามของ Introvert คาร์ล ยุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาชาวสวิส ผู้เริ่มต้นทฤษฎี Introvert-Extrovert (Introversion / Extraversion Theory) ได้นิยามบุคลิกแบบ Introvert โดยเอาเรื่องของพลังงานในการทำสิ่งต่าง ๆ เข้ามาจับ ซึ่งตามทฤษฎีของ Carl Jung คนที่มีบุคลิกแบบ Introvert…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1207 days ago
Read More30/03/2023
ทำความเข้าใจใหม่ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ไม่ใช่ไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ชนิดหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิด โดยคนที่มีบุคลิกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์เสียง่าย สองบุคลิก หรือเปลี่ยนใจบ่อย ๆ มักถูกคนเข้าใจว่าเป็นโรคไบโพลาร์ ทั้งในเชิงเสียดสีและในความหมายโดยตรง แต่การเหวี่ยงวีนหรืออารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่ใช่อาการของโรคไบโพลาร์เสียทีเดียว Hack for Health เลยจะมาอธิบายว่าจริง ๆ แล้วโรคไบโพลาร์เป็นอย่างไร เพราะข้อมูลล่าสุด คนไทยป่วยด้วยโรคไบโพลาร์ถึง 500,000 คนและมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เมื่อโรคไบโพลาร์ไม่ได้รับการรักษามักรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตของผู้ป่วย และอาจเป็นอันตรายต่อคนอื่นด้วย ทำความเข้าใจโรคไบโพลาร์ อาการของโรคไบโพลาร์เป็นผลมาจากการหลั่งของสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ อย่างหลั่งออกมามากหรือน้อยกว่าปกติจนทำให้เกิดอาการขึ้น ปัจจัยอาจมาจากอารมณ์ด้านลบที่ยาวนานและต่อเนื่อง เหตุการณ์ในชีวิต สุขภาพร่างกายที่ไม่ดี สภาพแวดล้อมในชีวิต รวมไปถึงพันธุกรรม โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้และต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง มักแสดงอาการครั้งแรกตั้งแต่อายุ 15–24 ปี โรคไบโพลาร์มีชื่อเรียกในภาษาไทยว่าโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งเป็นชื่อที่ทำให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนไปต่าง ๆ นานา ว่าต้องมีด้านหนึ่งดี ด้านหนึ่งร้าย ต่อหน้าเป็นอีกคน อยู่คนเดียวกลับมีนิสัยอีกแบบ ในความเป็นจริงคำว่า อารมณ์สองขั้ว ของโรคไบโพลาร์หมายถึงลักษณะของภาวะอารมณ์ของผู้ป่วยที่มึด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ ขั้วซึมเศร้า…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1215 days ago
Read More29/03/2023
Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟ อาการแบบไหน ใครเสี่ยงบ้าง เช็กเลย?
Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงานถูกมากถึงมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจด้วยการแข่งขันของธุรกิจที่ดุเดือดขึ้นทุกปี พนักงานจำนวนไม่น้อยถูกกดดันให้รับผิดชอบงานมากขึ้น หรือบางครั้งปัญหาด้านความสัมพันธ์ของคนในที่ทำงานมีส่วนไม่น้อย หากดูจากชื่อภาวะหมดไฟ หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นอาการที่คนเรารู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจในทำงานหรือรู้สึกห่อเหี่ยวกับงาน แต่ในความเป็นจริง Burnout Syndrome ครอบคลุมถึงอาการและพฤติกรรมอื่นที่มากกว่านั้น และการปล่อยภาวะนี้ไว้โดยไม่ได้วางแผนรับมืออาจนำไปสู่โรคทางอารมณ์และส่งผลต่อสุขภาพทางร่างกายได้เลยทีเดียว ในบทความนี้ Hack for Health จะพาคุณไปรู้จักอาการ สัญญาณ และพฤติกรรมของ Burnout Syndrome รวมถึงคนกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะนี้ได้มากกว่าคนอื่น Burn-out is a syndrome conceptualized as resulting from chronic workplace stress that has not been successfully managed หมดไฟ: กลุ่มอาการที่เป็นผลจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงาน ซึ่งไม่สามารถจัดการหรือควบคุมได้ World Health Organization เช็กอาการ สัญญาณ และพฤติกรรมของ Burnout Syndrome ลักษณะของอาการ สัญญาณ และพฤติกรรมภาวะหมดไฟสามารถแบ่งออกได้ 3…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1216 days ago
Read More28/03/2023
ทำไมอากาศร้อนถึงทำให้เราหัวร้อนได้ง่าย?
เมืองไทยมีอากาศร้อนและแดดแรงตลอดทั้งปี ซึ่งนอกจากอากาศจะร้อนแล้ว หัวก็มักจะร้อนตามสภาพอากาศไปด้วย ยิ่งหากคุณออกไปกลางแจ้งแล้วเผชิญกับอากาศร้อนและแสงแดด โอกาสที่คุณจะหัวร้อนก็เพิ่มมากขึ้น โดยเรื่องนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อยู่ ข้อเท็จจริงของอากาศร้อนกับอารมณ์และสุขภาพจิต ปัจจุบันมีทฤษฎีเกี่ยวกับความร้อน ความโกรธ และความรู้สึกด้านลบมากมาย มาดูกันว่าอากาศร้อนส่งผลให้คุณหัวร้อนได้อย่างไรและส่งผลในด้านไหนบ้าง? 1. อากาศร้อนทำให้เรารู้สึกว่าทุกสิ่งอยู่เหนือการควบคุม ลองจินตนาการถึงหน้าหนาวที่หนาวมาก ๆ เท่าที่คุณเคยเผชิญมา แม้ว่าคุณจะไม่อยากออกไปเผชิญอากาศหนาว แต่เวลาที่ต้องออก คุณสามารถสวมเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาวที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้คุณได้มากเท่าที่คุณจะสามารถสวมได้ ในทางตรงกันข้าม คุณไม่สามารถหนีจากความร้อนได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะเปิดเครื่องปรับอากาศแล้วนอนอยู่บ้าน เมื่อเทียบกับหน้าหนาว หากคุณจำเป็นต้องออกไปเผชิญความร้อน การสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีที่สุดหรือการถอดเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า คุณก็ยังรู้สึกร้อนอยู่ดี ในเชิงจิตวิทยา อากาศร้อนจึงทำให้จิตใจเรารู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียการควบคุมสิ่งต่าง ๆ ไป ซึ่งทำให้ความโกรธและความรู้สึกหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว 2. ความไม่สบายตัวจากอากาศร้อนสู่อารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ประเทศที่ทั้งร้อนและชื้นอย่างประเทศไทย ทำให้เหงื่อออกได้ง่าย ซึ่งความรู้สึกไม่สบายตัว บวกกับความร้อนให้ความอดทนลดลงและโกรธเกรี้ยวได้ง่ายขึ้น นอกจากความไม่สบายตัวแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติกในสมอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ภาวะสู้หรือหนี (Fight or Flight) ที่ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอะดรีนาลีนออกมามากขึ้น ส่งผลให้เลือดสูบฉีด และอารมณ์พลุ่งพล่านได้มากขึ้น จึงไม่แปลกที่เวลาเราเจอกับแสงแดดและความร้อน เราถึงรู้สึกอยู่ไม่นิ่งและกระวนกระวายใจกว่าปกติ 3. ความร้อนทำให้คนทะเลาะกันง่ายขึ้น เคยมีการศึกษาที่ให้คู่รัก 4 คู่เข้าไปอยู่ภายในห้องที่มีอุณหภูมิที่ต่างกัน ตั้งแต่…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1217 days ago
Read More24/03/2023
กิจกรรมหนีร้อน ตากแอร์ฉ่ำ ๆ ดื่มด่ำงานศิลปะ ฝึกงานฝีมือ และเพิ่มทักษะ
หน้าร้อนเป็นช่วงที่หลายคนมักหากิจกรรมทำเพื่อหนีอากาศร้อนที่บ้าน กิจกรรมนอกสถานที่อย่างการไปทะเลหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งก็ยิ่งทำให้ร้อนเข้าไปใหญ่ คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะไปเดินห้างกัน ซึ่งหลายคนก็น่าจะเบื่อกันแล้ว Hack for Health ได้เตรียมกิจกรรมหน้าร้อน ที่ไม่ร้อน อยู่ในร่ม และช่วยให้คุณได้พัฒนาสมาธิ ทักษะ และเสริมสุขภาพจิตมาให้ได้ลองไปทำกัน กิจกรรมหนีร้อน ดื่มด่ำงานศิลปะ ฝึกงานฝีมือ และเพิ่มทักษะ มาดูกันว่ากิจกรรมหน้าร้อนที่เราได้เตรียมมามีอะไรบ้าง 1. เสริมความคิดสร้างสรรค์และจรรโลงใจด้วยนิทรรศการศิลปะ ปัจจุบันคนไทยให้คุณค่าต่องานศิลปะมากขึ้น สังเกตได้จากความคึกครื้นตามหอศิลป์ต่าง ๆ และนิทรรศการงานศิลปะต่าง ๆ ที่มีให้ชมตลอดทั้งปี ส่วนใหญ่มักจะจัดแบบ In-door จึงไม่มีปัญหาเรื่องอากาศร้อน การชมงานศิลปะสามารถเสริมความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ สะท้อนสภาพสังคม และช่วยลดระดับความเครียดได้ด้วย สำหรับใครที่คิดว่างานศิลปะมักจะมีเส้นหรือลวดลายที่เข้าใจยาก อาจต้องลองคิดใหม่ เพราะในปัจจุบันรูปแบบงานศิลปะในไทยมีหลากหลายแนว ทั้งการสื่อสารโดยตรงและแบบที่ต้องตีความ ทั้งแบบรูปภาพ งานประติมากรรม และแบบ Interactive ซึ่งมีมากมายให้คุณเลือก ต่อให้คุณไม่ได้ตีความตามศิลปินถ่ายทอด นั่นไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรที่บอกว่าผิด เป็นพื้นที่ที่คุณจะคิดได้อย่างอิสระโดยไม่มีใครตัดสิน หรืออย่างน้อยการเห็นภาพที่มีสีสันสดใส สิ่งสวยงาม และความแปลกใหม่สามารถช่วยเสริมการทำงานของสมองได้แบบไม่รู้ตัว สำหรับใครที่ทำงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์และไอเดียใหม่ ๆ นิทรรศศิลปะเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ หรือใครที่เป็นสายถ่ายรูปก็น่าจะมีรูปสวย ๆ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1221 days ago
Read More22/03/2023
ขี้หึงจนบั่นทอนความสัมพันธ์! ทำอย่างไรให้อาการนี้หายไป
อาการหึงหวงคู่รัก เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์ที่ไปได้ดี ย่อมทำให้เกิดความกังวลใจ และท้ายที่สุดอาจทำให้คุณหึงหวงคู่รักของคุณเมื่อยามที่เขาใกล้ชิดกับผู้อื่น และจากผลสำรวจระบุว่า คนเรามักจะมีประสบการณ์หึงหวงเกี่ยวกับอดีตของอีกฝ่าย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าหึงเรื่องแฟนเก่าของคนรักนั่นเอง โดยการหึงหวงเรื่องอดีตของคนรัก มีตั้งแต่พยายามไปขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีต ไปจนถึงการหมกมุ่นเรื่องดังกล่าวทั้งวันจนกระทบกับความสัมพันธ์ของคุณกับคนรัก ซึ่งอาการหึงเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของและเสี่ยงภาวะซึมเศร้าได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำวิธีที่ทำให้คุณหลุดพ้นจากวงจรเหล่านี้เพื่อสุขภาพจิตที่ดี ทำไมถึงหึงกับเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตของคนรัก ? การหึงหวง อิจฉา ริษยา เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคนและเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ในกรณีที่คุณรู้สึกหึงหวงคู่รักของคุณกับคนรักเก่านั้น อาจมาจากพฤติกรรมของคนรักคุณที่ยังคงเก็บของเก่า ๆ ที่อดีตคนรักมอบให้ หรือยังหวงแหนของบางอย่างที่เป็นความทรงจำในอดีต ซึ่งทำให้คุณเกิดความกังวลใจว่าคนรักของคุณอาจกำลังคิดถึงคนรักเก่าอยู่นั่นเอง โดยจากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความหึงหวงเชิงโรแมนติก พบว่าอารมณ์เหล่านี้มักมีรากฐานมาจาก ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในความสัมพันธ์, ความนับถือตนเองต่ำ, ประสบการณ์ถูกนอกใจจากคนรักเก่าหรือจากคนรักในปัจจุบัน, การใช้สารเสพติด, ความผันผวนทางฮอร์โมน เป็นต้น ยอมรับและรู้เท่าทันความรู้สึกของตนเอง สิ่งที่จะทำให้คุณก้าวผ่านความรู้สึกหึงหวง หรืออิจฉาริษยาไปได้นั้น อย่างแรกคือคุณต้องยอมรับตนเองก่อนว่าคุณกำลังเกิดความหึงหวง หรืออิจฉาคนรักเก่าของคู่คุณจริง ๆ แม้จะรู้สึกยากลำบากที่ต้องยอมรับมันในบางครั้ง แต่การที่คุณรู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตนเองก็จะทำให้คุณหาทางแก้ไขความรู้สึกเหล่านั้นได้ไวมากขึ้น นักจิตวิทยาได้แนะนำว่า ให้คุณถามตนเองว่าความรู้สึกอิจฉานั้นมีความหมายต่อคุณอย่างไร คุณอาจจะรู้สึกว่าอดีตของคนรักกำลังจะเป็นตัวทำนายความสัมพันธ์ปัจจุบันของคุณ หรือคุณรู้สึกไม่ไว้ใจความสัมพันธ์ของพวกเขาเพราะอะไร เมื่อคุณเข้าใจตนเองแล้วคุณก็จะสามารถเผชิญหน้ากับความกลัวเหล่านั้นได้ แม้ว่าการหึงหวงสามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป และไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าคุณเป็นคนดีหรือคนไม่ดี แต่การที่คุณหึงหวงเรื่องราวในอดีตที่ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีก และหมกมุ่นกับเรื่องนั้น อาจทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องอนาคตของคุณกับคนรัก และกลายเป็นปัญหาตึงเครียดในชีวิตคู่ของคุณได้ เอาใจเขามาใส่ใจเรา…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1223 days ago
Read More17/03/2023
Weekend Effect จันทร์เศร้า เสาร์-อาทิตย์ร่าเริง กับเบื้องหลังจากปัญหาในที่ทำงาน
Weekend Effect เป็นภาวะที่เรารู้สึกร่าเริงในช่วงสุดสัปดาห์และรู้สึกแย่ในเช้าวันจันทร์หรือตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่คนทำงานส่วนใหญ่ถวิลหา แต่บางคนอาจเฝ้ารอวันหยุดอย่างกระวนกระวายมากกว่าคนอื่น พร้อมกับเกลียดวันที่ต้องทำงานแบบเข้าไส้ โดยเฉพาะวันจันทร์ ซึ่งก็มีเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกแบบนั้น Weekend Effect กับความสุขในการทำงานที่น้อยลง แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานจะอยากให้ถึงวันหยุดเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้พักผ่อนหรือใช้เวลาไปกับสิ่งที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ แต่บางคนที่รู้สึกเศร้า ผิดหวัง หงุดหงิด หรือท้อแท้อย่างมากทุกเช้าวันจันทร์ และใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงในช่วงสุดสัปดาห์อาจเป็นผลกระทบของ Weekend Effect ที่เป็นสัญญาณของปัญหาในการทำงานและอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟหรือ Burnout Syndrome และปัญหาสุขภาพอื่นได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาเรื่องราวของบริบททางสังคมภายใต้ Weekend Effect และภาวะอารมณ์ในกลุ่มคนทำงาน ซึ่งได้สัมภาษณ์คนทำงานชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนเป็นเวลากว่า 4 ปี โดยคนกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีสภาพแวดล้อมและสังคมที่ทำงานดี ทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ที่มีความเปิดกว้างและไว้วางใจกันได้รับผลกระทบจาก Weekend Effect น้อยจนถึงแทบไม่รู้สึก ส่วนคนกลุ่มที่ 2 ที่มีสภาพแวดล้อมและสังคมที่ทำงานในขั้วตรงข้ามกลับกลุ่มแรก ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่จู้จี้และชอบใช้อำนาจ รวมทั้งความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเพื่อนร่วมงาน คนในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจาก Weekend Effect มากกว่ากลุ่มแรกถึง 3 เท่า โดยคนกลุ่มนี้มักมีความสุขในช่วงวันหยุดมากกว่าคนอื่น แต่ในวันทำงานก็ทุกข์มากกว่าด้วยเช่นเดียวกัน แล้ว Weekend…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 1228 days ago
Read MorePR Partners
See All24/07/2026
กานต์สิรี บัววิชัยศิลป์ | 3 days ago
สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global
ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น23/07/2026
รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน
เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More13/07/2026
มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่
มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 14 days ago
Read More13/07/2026
ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026
ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส - ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 14 days ago
Read More






























