พลังงานฟอสซิล (Fossil fuel) เป็นเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนโลกของเรามาอย่างยาวนาน ทั้งน้ำมันดิบ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ แต่พลังงานจากเศษซากของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่สะสมหลายล้านปีเหล่านี้ถูกใช้มากขึ้นเป็นเท่าทวีเมื่อโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมช่วงปี 1800 และถูกใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสัดส่วน 4 ใน 5 ของพลังงานทั้งหมดที่มนุษย์ใช้ในปัจจุบัน
ปัจจุบันมวลมนุษยชาติได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการใช้พลังงานฟอสซิลปริมาณมหาศาลที่มาพร้อมกับความเจริญที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วในรูปแบบของภาวะโลกรวน และความหวั่นวิตกต่อวิกฤตพลังงานโลก
แม้มนุษย์จะรู้ว่าหนทางที่กำลังมุ่งหน้าไปจะนำไปสู่อะไร แต่จากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต ดูเหมือนว่าโลกของเรายังคงกระหายในพลังงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเกิดการพัฒนาพลังงานทางเลือกมากมายเพื่อรับมือในวันที่พลังงานฟอสซิลหมดโลก จึงเกิดเป็นคำถามที่ว่า อีกกี่ปีพลังงานฟอสซิลจะหมดไปจากโลกนี้ และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ?
อีกกี่ปีพลังงานฟอสซิลจะหมดไปจากโลกนี้ ?
ข้อมูลงานวิจัยในปี 2019 จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ได้คาดการณ์ว่าพลังงานฟอสซิลทั้ง 3 รูปแบบจะหมดไปในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า โดยน้ำมันดิบจะหมดไปจากโลกในปี 2052 ส่วนก๊าซธรรมชาติจะหมดไปในปี 2060 และถ่านหินจะหมดลงในปี 2090 ตามรายงานนี้
หากคุณอ่านบทความนี้ในปี 2026 อีกประมาณ 26-34 ปี น้ำมันและก๊าซธรรมชาติอาจจะหมดไป แต่ถึงอย่างนั้นข้อมูลทางสถิติจาก Statista ชี้ว่าโลกของเราจะยังคงดึงพลังงานฟอสซิลมาใช้ในสัดส่วนใกล้เคียงกันจนกระทั่งปี 2050 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนนี้อาจลดลง เนื่องจาการเติบโตของพลังงานสะอาด
โดยพลังงานจากน้ำมันดิบถูกนำมาใช้เฉลี่ย 100 ล้านบาร์เรล/วัน (16,000 ล้านลิตร) รองลงมาด้วยพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ (81 ล้านบาร์เรล/วัน) และถ่านหิน (63 ล้านบาร์เรล/วัน) หากดูจากการคาดการณ์นี้ มีความเป็นไปได้สูงว่ามนุษย์ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปแม้รู้ว่าแหล่งพลังงานธรรมชาติเหล่านี้กำลังจะเหือดหายไป
แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหลังพลังงานฟอสซิลหมดโลก ?
ถ้าคิดแบบง่าย ๆ เลย คือ เราจะไม่มีพลังงานใช้ หรือไม่มีพลังงานเพียงพอที่จะสูบฉีดโลกใบนี้ได้เหมือนเคย เพราะจากข้อมูลสถิติของชุดเดียวกันจาก Statista สัดส่วนของแหล่งพลังงานเกินกว่าครึ่งยังคงเป็นพลังงานฟอสซิล
โดยที่พลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) อย่างพลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ก็มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้จากการคาดการณ์ในปี 2050 จะมีการใช้งานพลังงานทางเลือกเหล่านี้มากขึ้น แต่จะถูกใช้ไปกับความต้องที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ใช้เพื่อทดแทนหรือชดเชยพลังงานจากฟอสซิล
นอกจากนี้ โลกของเรายังมีพลังงานรูปแบบอื่น อย่างพลังงานชีวมวล (Biomass energy) ที่ได้จากอินทรีย์สารจากพืช และสัตว์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถสร้างพลังงานได้มหาศาล แต่ต้องอาศัยการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลด้วยเช่นกัน หากต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพื่อนำมาทดแทนพลังงานฟอสซิล
หรือแม้กระทั่ง หากโลกของเราค้นพบแหล่งพลังงานฟอสซิลแหล่งใหม่ การเข้าถึงพลังงานเหล่านั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า หรืออาจนำไปสู่ข้อพิพาทพื้นที่ในการครอบครองแหล่งพลังงานที่ถูกค้นพบ เกิดเป็นสงครามแย่งชิงทรัพยากร
เมื่อโลกของเราเดินทางไปถึงวันที่พลังงานฟอสซิลหมดโลก คนทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ผู้คนอาจต้องประสบกับวิกฤตค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจจากระบบอุตสาหกรรมการผลิตที่ชะลอตัวจากการขาดแคลนพลังงาน คนตกงาน ระบบสาธารณูปโภค และสาธารณสุขที่มีคุณภาพต่ำลง การพัฒนาประเทศ และประชากรที่หยุดชะงัก
เพราะแม้ว่าโลกของเรายังมีการใช้พลังงานรูปแบบอื่น แต่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในการใช้พลังงานในปริมาณเท่าเดิม รวมถึงแหล่งพลังงานอื่นก็จะเข้าถึงยากขึ้น ราคาสูงขึ้น เพราะถูกนำไปใช้กับส่วนที่จำเป็นในการดำรงชีวิตมากกว่าการใช้เพื่อความบันเทิง
หากลองจินตนาการดูแล้ว หลายคนอาจนึกถึงภาพในหนังแนวดิสโทเปีย (Dystopia) หลายเรื่องที่ว่ากันด้วยเรื่องของโลกที่ไร้ซึ่งทรัพยากร ไม่นับรวมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอัปเดตจาก IEA World Energy Outlook ระบุว่า ความต้องการพลังงานฟอสซิลทั้ง 3 ชนิดจะถึงจุดสูงสุดภายในปี 2030 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้เดิมมาก ดังนั้นประเด็นไม่ใช่การรอให้พลังงานหมด แต่เป็น “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง”
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานสะอาดที่นอกจากจะสามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานฟอสซิลได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะต้องไม่สร้างมลพิษจากการใช้พลังงานเหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่มวลมนุษยชาติให้การจับตามอง
และข้อมูลปี 2025 ยืนยันว่า พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าถ่านหินไปแล้ว และไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น แต่กำลังเข้า “แทนที่” ฟอสซิลในภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
กระแสสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านเริ่มมีการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนใช้พลังงานฟอสซิลลดลง อย่างงานประชุม COP28 ที่ตัวแทนผู้นำประเทศเห็นชอบในการเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 สู่การใช้พลังงานรูปแบบอื่น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจช่วยยืดระยะเวลาของวิกฤตพลังงานฟอสซิลหมดโลกได้ไปอีกสักหน่อย รวมถึงลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หรือจนกว่ามนุษย์จะหาหนทางที่ดึงพลังงานธรรมชาติมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือใกล้เคียงมากที่สุด












