Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Singtel ผนึก AIS เปิดตัว “VIA” เครือข่ายบริการชำระเงินด้วยมือถือข้ามประเทศรายแรก!!

  • Singtel จับมือ AIS และธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวเครือข่ายชำระเงินผ่านมือถือข้ามประเทศในชื่อ “VIA” เริ่มต้น สิงคโปร์-ไทย ด้วย Singtel Dash และ Rabbit LINE Pay (ผ่านแอป AIS GLOBAL Pay)
  • ลูกค้าชาวสิงคโปร์ที่ใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ Singtel Dash และลูกค้าชาวไทยที่ใช้ Rabbit LINE Pay (ผ่านแอป AIS GLOBAL Pay) สามารถชำระเงินผ่าน QR Code ที่มีสัญลักษณ์ VIA หรือ Thai QR Code  ด้วยสกุลเงินของประเทศตัวเองโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ช่วยให้ไม่ต้องกังวลกับอัตราแลกเปลี่ยน หรือถือเงินสดในระหว่างเดินทาง
  • ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ ร่วมผลักดันแนวคิดสังคมไร้เงินสดแบบไร้พรมแดน เสริมความแข็งแกร่งให้กับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายในงาน Asia 1st Cross Border Mobile Payment Alliance วันที่ 2 ตุลาคม 2561 Singtel เปิดตัว VIA บริการชำระเงินผ่านมือถือข้ามประเทศ ภายใต้การร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่ม เพื่อเชื่อมต่อบริการระหว่างกัน ด้วยการเริ่มต้นจับมือกับ AIS ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของไทย และธนาคารกสิกรไทย ผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิงรายใหญ่ที่สุดของไทย พร้อมให้บริการชำระเงิน ด้วยคิวอาร์โค้ดผ่านทางกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนมือถือ ทั้ง Singtel Dash และ Rabbit LINE Pay (ผ่านแอป AIS GLOBAL Pay) ในร้านค้าของทั้งสองประเทศที่แสดงสัญลักษณ์ VIA รวมถึงร้านค้าในประเทศไทยที่มีสัญลักษณ์ Thai QR Code รวมจำนวนมากกว่า 1.6 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ

ในขั้นแรก พันธมิตรของ VIA ทั้งผู้ที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมและธุรกิจอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม จะเชื่อมต่อกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน เพื่อสร้างเครือข่ายการชำระเงินให้ทั่วภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยและสะดวกสบายในการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเดินทางในภูมิภาคเอเชีย โดยหลังจากนี้ จะมีการขยายไปยังพันธมิตรอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น Airtel ในอินเดีย, Globe ในฟิลิปปินส์, Telkomsel ในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม จะมีการคำนึงถึงกฎระเบียบของแต่ละประเทศ

นายอาเธอร์ แลงก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสิงเทล อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “นี่คือวันที่มีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มสิงเทล โดยความพยายามของพันธมิตร VIA ซึ่งมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงการชำระเงินที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ด้วยการนำเอากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่าง ๆ มาอยู่รวมกัน เพราะเมื่อเวลาที่ผู้คนเดินทางในภูมิภาคเอเชีย เราต้องการให้พวกเขาสามารถใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศของตนเองได้อย่างง่ายดายในต่างประเทศ โดย VIA จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการชำระเงินให้กับผู้บริโภคนับล้านคน โดยรวมถึงฐานผู้ใช้งานของเราทั้งหมดว่า 700 ล้านคน เรามองเห็นโอกาสอันสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพราะสิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันใหญ่ที่ช่วยให้ภูมิภาคอาเซียนเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และสานต่อวิสัยทัศน์ในการทำให้เกิดตลาดดิจิทัลที่ใช้งานร่วมกัน”

ในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังตลาดของกลุ่มสิงเทลในภูมิภาคเอเชียกว่า 80 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มากกว่า 1.5 ล้านคนต่อปีที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสิงคโปร์และไทย และตัวเลขนี้ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จุดเด่นของ VIA คือบริการที่โปร่งใส ทั้งนี้ เอไอเอสและสิงเทล ต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมาตรการด้านความปลอดภัย Cyber Security โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อชำระเงินด้วยสกุลเงินของประเทศตนเอง เมื่อมาท่องเที่ยวในสิงคโปร์และไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีการแข่งขันสูงในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา บริการนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวลกับการพกพาเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมทางการเงินข้ามประเทศอีกด้วย ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่สามารถรับบัตรเครดิต ก็จะสามารถขยายการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวผ่านการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้อย่างสะดวกอีกด้วย ส่วนแอปพลิเคชันชำระเงินผ่านมือถือรายอื่น ๆ สามารถเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกับ VIA เพื่อที่จะได้เข้าถึงกลุ่มผู้ขายและฐานลูกค้าของกลุ่มสิงก์เทลทั่วทั้งภูมิภาค

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันแนวคิดสังคมไร้เงินสดให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เอไอเอสเองในฐานะผู้นำด้านเครือข่ายและบริการดิจิทัลของประเทศ เรามุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการที่จะออกมาตอบโจทย์เรื่อง Mobile Payment อย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่จะยกระดับสังคมไร้เงินสดของไทยไปอีกขั้น ภายใต้การผนึกกำลังกับกลุ่มสิงก์เทล และได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรชั้นนำในประเทศไทย ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เพื่อร่วมมอบประสบการณ์ใหม่ในการชำระเงินดิจิทัลแบบไร้พรมแดนให้กับลูกค้าและคนไทยที่เดินทางไปสิงคโปร์ให้สามารถใช้จ่ายผ่านอี-วอลเลท กับร้านค้าที่ร่วมบริการ VIA ได้อย่างสะดวก ซึ่งล้วนเป็นสินค้าและบริการจากแบรนด์ที่คนไทยให้ความนิยมรวมกว่า 20,000 ร้านทั่วสิงคโปร์ ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าคนไทยที่ใช้ Rabbit LINE Pay สามารถดาวน์โหลดแอป AIS GLOBAL Pay เพื่อไปใช้งานที่ประเทศสิงคโปร์ได้เช่นกัน

ในขณะเดียวกัน เอไอเอสต้องขอขอบคุณบริษัทพันธมิตรและผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ในประเทศที่เล็งเห็นความสำคัญ และมาร่วมกันสร้างบริการนี้ให้เกิดขึ้นจริงด้วย นำโดย KBANK ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านดิจิทัลแบงกิงชั้นนำของประเทศที่มี Thai QR Code มากที่สุดในไทย, Central ศูนย์การค้าชั้นนำ รวมทั้งร้านค้าแบรนด์ดัง อาทิ After You, นารายา ฯลฯ รวมถึงร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ และร้าน Street Food ที่รับชำระด้วย Thai QR Code มาเข้าร่วมโครงการ VIA ด้วยกัน รวมจำนวนมากกว่า 1.6 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ ก็พร้อมที่จะให้บริการกับชาวสิงคโปร์ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวยุคดิจิทัลให้กับประเทศไทย สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล สานต่อไทยแลนด์ 4.0″

นายควน มูน ยูเอ็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้าของสิงก์เทล กล่าวว่า “เราภูมิใจมากที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกรายแรก ๆ ของบริการ VIA และรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเอาบริการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามาให้บริการกับลูกค้าของ Singtel Dash นี่คือความมุ่งมั่นของเราที่ต้องการขยายการเข้าถึงและทำให้ทุกคนในสิงคโปร์สามารถเพลิดเพลินกับการชำระเงินในชีวิตประจำวันอย่างสะดวกและปลอดภัย และไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหน เราจะสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเหล่าพันธมิตรและพัฒนาแอปพลิเคชัน Dash ให้กลายเป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่แพร่หลายและใช้กันในชีวิตประจำวันของลูกค้า”

ชาวสิงคโปร์จ่ายด้วย Singtel Dash เมื่อมาเมืองไทย ส่วนชาวไทยจ่ายด้วย Rabbit LINE Pay ผ่าน แอป AIS GLOBAL Pay เมื่อไปสิงคโปร์

ด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 500,000 ราย Singtel Dash ถือเป็นบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ครบและจบในที่เดียว เพราะช่วยให้ลูกค้าสามารถแปลงค่าเงิน ซื้อของ และส่งเงินไปทั้งในและนอกประเทศ บริการนี้พร้อมให้ทุกคนสามารถใช้งานได้แล้วในสิงคโปร์ โดยสามารถใช้งานผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคม ธนาคาร หรือโทรศัพท์รุ่นใดก็ได้ ส่วนในไทย Singtel Dash สำหรับผู้บริโภค จะสามารถใช้งานกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ VIA และ Thai QR Code โดยสามารถสแกนคิวอาร์โค้ด หรือจะให้ร้านค้าสแกนคิวอาร์โค้ดของลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันก็ได้

โดยลูกค้าชาวสิงคโปร์สามารถใช้งาน Singtel Dash เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และชอปสินค้าต่าง ๆ ได้ที่ร้านค้าในไทยกว่า 1.6 ล้านจุดทั่วประเทศ ตั้งแต่ศูนย์การค้าชั้นนำ ร้านแบรนด์เนม แหล่งชอปปิงที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ ร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็กตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ ตลอดจนร้าน Street Food ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ความอร่อยของไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ส่วนประเทศไทยนั้น ลูกค้าที่ใช้แอป LINE จำนวนกว่า 42 ล้านราย พร้อมที่จะใช้บริการ VIA ได้ โดยในจำนวนนี้มีผู้ใช้ Rabbit LINE Pay จำนวนกว่า 5 ล้านราย ที่หลังจากมีการแสดงตัวตนผู้ใช้งานตามแนวทางปฏิบัติของภาครัฐแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดแอป AIS Global PAY เพื่อใช้บริการ VIA ได้ทันทีเมื่อเดินทางไปที่ประเทศสิงคโปร์ โดยสามารถชำระค่าแท็กซี่ ซื้อสินค้าและบริการ หรือค่าอาหารในสิงคโปร์กว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน Rabbit LINE Pay ถือเป็นกระเป๋าเงินบนมือถือที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ เพราะถูกฝังอยู่ใน LINE แอปแชทยอดนิยมอั่นดับหนึ่งของไทย


เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวบริการระหว่างสิงคโปร์และไทยในครั้งนี้ Singtel Dash พร้อมมอบสิทธิพิเศษด้วยส่วนลด 10% สำหรับทุกการชำระเงินผ่านทาง Singtel Dash ในประเทศไทย และมอบอินเทอร์เน็ตโรมมิ่งจำนวน 1 GB มูลค่า 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ในไทยสำหรับลูกค้าของสิงก์เทลโดยเฉพาะ

ส่วนโปรโมชั่นพิเศษสำหรับ AIS GLOBAL Pay เมื่อชำระค่าสินค้าและบริการที่สิงคโปร์ โดยจ่ายด้วย Rabbit LINE Pay (ขั้นต่ำ 100 บาท) จะได้รับเงินคืนทันทีจำนวน 100 บาท ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2561 โดยลูกค้าของ Rabbit LINE Pay จะได้รับสิทธิ์ 1 คน/ 1 สิทธิ์ตลอดโครงการ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการเกม

Predator League 2019! งานแข่งอีสปอร์ตระดับเอเชียแปซิฟิกซีซั่นล่าสุดจัดในไทย!

Published

on

เปิดตัวอย่างเป็นทางการกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Asia Pacific Predator League 2019 ทัวร์นาเม้นต์การแข่งขัน E-Sport สุดยิ่งใหญ่จากทาง Acer ที่ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้นเป็นซีซั่นที่สอง โดยครั้งล่าสุดนี้ ประเทศไทยได้ถูกรับเกียรติให้จัดเป็นสถานที่การแข่งขันขึ้น

โดยพิธีในงานต่างก็เต็มไปด้วยหลากหลายความน่าสนใจตรึงผู้ร่วมงานจนอยู่หมัดกันเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่วิดีโอแอนิเมชั่น 3D ของเหล่ามาสคอตกลายๆ ที่สนุกเอาเรื่อง ภาพสวยใช้ได้ การเคลื่อนไหวและแอกชั่นของตัวละครพริ้วไหวพอสมควร แถมเมื่อเรื่องราวจากในวิดีโอถูกส่งต่อไปยังพิธีเปิดบนเวที หนึ่งในตัวละครที่หลุดออกมาจากแอนิเมชั่นและเป็นได้ผู้ที่ปักโล่รางวัลกลางเวที ก็คือคุณอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดไชน่าของทาง Acer’s Predator นั่นเอง (เป็นการแสดงวิสัยทัศน์และสร้างภาพลักษณ์ที่มีต่อแบรนด์ของตนได้อย่างเจ๋งเอามากๆ) และอีกไฮไลต์ที่ได้ใจผู้ชมไม่แพ้กันคือการได้เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุคอย่าง BNK48 มาร่วมเปิดงาน

ในส่วนของเกมที่จะถูกนำมาใช้ในการแข่งขั้นนั้นจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 2 เกม 16 ทีมครับ นั่นคือ DOTA 2 เกมแนว MOBA ระดับโลก และเกมแบทเทิลรอยัลแห่งยุคอย่าง PUBG (PlayerUnknown’s BattleGround) ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งสองเกมมีทีมจากประเทศไทยอยู่ในนั้นด้วย (Dota 2 มี Alpha Red ส่วน PUBG มี Mith.pubg, Pinto Gaming และ Signature. pubg) แถมการแข่งขันในครั้งนี้ยังมีพยานรู้เห็นการปะทะกันของทุกทีมมากกว่าหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว!

โดยผลสรุปของผู้ชนะการแข่งขัน Asia Pacific Predator League 2019 นั้น ในเกมแรกอย่าง PUBG รางวัลชนะเลิศก็ได้ตกเป็นของทีมสัญชาติเกาหลีมาแรง AfreecaFreecs Fatal from The Republic of Korea ที่เดินเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) พร้อมทั้งสมาชิกทุกคนจะได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios กลับไปอีกด้วย ส่วนทีมไทยอย่าง Purple Mood ก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ไป 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) ในขณะที่ทีมชนะเลิศอันดับที่ 2 จากประเทศออสเตรเลียอย่าง Immunity ก็ได้เงินรางวัลกลับไปอยู่ที่ 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ)

ส่วนทางด้านเกม MOBA อย่าง DOTA 2 แชมป์จากการแข่งในเกมดังกล่าวนี้อย่างทีม TNC Predator (ชื่อทีมเอาใจผู้จัดการแข่งซะด้วยนะ ฮ่าๆ) จากประเทศฟิลิปปินส์ ก็กวาดเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และทุกคนในทีมได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios ไปใช้ ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นทีมสัญชาติอินโดนิเซียอย่าง BOOM ID ที่ได้รับเงินรางวัล 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และปิดท้ายด้วยทีม GeekFam จากมาเลเซียที่ได้เงินรางวัลก็ได้เงินรางวัลกลับไป 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ)

ปิดท้ายนี้ Predator League ซีซั่นหน้าก็ได้มีพิธีส่งมอบให้ครั้งถัดไปจัดการแข่งขันขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ครับ ถือได้ว่าเป็นอีกโอกาสดี ๆ ในประเทศไทยของเราที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเกมได้เติบโตขึ้นจนถึงขั้นมีทัวร์นาเม้นต์ E-Sport มาจัดขึ้นในบ้านเราได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หาดูยาก! ชมภาพภายในว่าโรงงานผลิตแอร์ LG มีกรรมวิธีอะไรบ้าง

Published

on

By

มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่หนึ่งชนิดที่แทบทุกบ้านเราว่าจะมีติดตั้งอยู่ นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศ หรือคุ้นหูกันในชื่อ แอร์ นั่นเอง!

และครั้งนี้แบไต๋ ได้รับเกียรติจากทางบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LG ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านระบบอินเวอร์เตอร์ เชิญพวกเราเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานกันถึงจังหวัดระยองเลยทีเดียว ณ โรงงานแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ต ระยอง

เริ่มต้นเราได้รับการกล่าวต้อนรับและเล่าถึงภาพรวมบริษัทจากคุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และจากคุณวราพงษ์ อูปแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งกล่าวถึงความสำเร็จเกี่ยวกับรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปีที่ 2019 นี้ LG ตั้งเป้าว่าจะไปให้ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหวังให้เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวตัวโรงงานที่ระยองนั้นมีพื้นที่ถึง 192 ไร่ และใช้ไปแล้ว 92 ไร่ในส่วนของตัวโรงงาน ส่วนอีกกว่า 100 ไร่ที่เหลือนั้นกำลังรอการขยายตัวของบริษัทแม่อยู่ว่าจะมาเพิ่มฐานการผลิตที่ไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้เริ่มย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่ไทยแล้ว โดยจะมุ่งเป้าให้ไทยมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรวมของบริษัท

ซ้าย คุณวราพงษ์ อูบแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน                                                                    ขวา คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

จากนั้นทาง LG ได้พาทีมงานเข้าไปชมภายในโรงงานเลยได้รู้ ได้เห็น กระบวนการผลิตที่น่าสนใจ ว่ากว่าจะเป็นแอร์แต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ก่อนจะไปดูกระบวนการคร่าว ๆ ภาพแรกที่เราค่อนข้างตกใจคือพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง (90 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน) โดยเหตุผลคือทาง LG บอกว่าในงานละเอียดเช่นการประกอบ หรือตรวจทานสินค้า ผู้หญิงจะทำได้ละเอียดกว่าผู้ชาย

การประกอบคอยล์ร้อน, คอยล์เย็น

ช่วงแรกจะเริ่มจากการประกอบคอยล์เข้ากับท่อก่อน ซึ่งเป็นหัวใจหลักเลย ลักษณะจะเป็นการนำคอยล์มาใส่กับท่อด้วยมือ

ตรวจสอบความรั่วแบบเรียลไทม์

เมื่อประกอบเสร็จจะมาตรวจสอบทันทีเลยว่ารั่วหรือไม่ โดยจะมีจอคอยมอนิเตอร์เลยว่าคนไหนทำรั่วกี่ตัว หรือไม่ทำรั่วเลย ซึ่งตรงนี้จะสำคัญมากเพราะถ้าใครทำดีไม่มีรั่ว ก็มีเงินพิเศษด้วย บอกเลยว่าว้าว!

ตรวจสอบสูญญากาศ

จากนั้นก็จะมาเข้าห้องกระจกเพื่อตรวจสอบสูญญากาศ และเอาความชื้นออก

เข้าห้องตรวจสอบความรั่ว

ผ่านการเอาความชื้นออกแล้ว ได้แกนกลางเครื่องที่ดี ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเอาไปประกอบ แต่ก่อนอื่นต้องเอาไปตรวจสอบในห้องตรวจสอบความรั่วแบบละเอียดก่อน ถ้าไม่ผ่าน ต้องหยุดล็อตการผลิตที่กำลังทำอยู่ทันที เพื่อเช็คว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีก็จะรันต่อไป

ใส่แผ่นซับเสียง

ตรงนี้น่าสนใจ เราเพิ่งเห็นว่าเค้าใส่แผ่นซับเสียงให้เราจริง ๆ ถ้าถามว่าใส่มากน้อยแค่ไหน LG บอกเราว่าใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเหมาะสมกับดีไซน์แอร์ ขั้นตอนนี้ทำด้วยมือ

ประกอบร่าง

เมื่อผ่านขั้นตอนทางเทคนิคแล้วก็นำมาประกอบร่างให้เป็นแอร์ ให้มีหน้าตาคุ้นหน้าอย่างที่พวกเราเห็น

  • ทดสอบความปลอดภัย

ก่อนจะส่งออกไปแพ็คใส่กล่อง แอร์ทุกตัวต้องผ่านการทดสอบความอดทน เอ๊ย! ความปลอดภัย โดยจะปล่อยกระแสไฟ 1,000 โวลต์  ใส่เป็นเวลา 1 วินาที ถ้าทนได้ก็ถือว่า ผ่าน! ***เราแอบคุยหลังไมค์มาว่าแอร์สามารถทนทานกระแสไฟ 1,000 โวลต์ ได้มากกว่า 1 นาที แต่ที่ทดสอบแค่ 1 วินาทีเพราะว่าในความเป็นจริง ของจะพังตั้งแต่วินาทีแรกที่กระแสไฟทะลั่กเข้าใส่แล้ว ดังนั้นจึงทดสอบเพียงแค่ 1 วินาที

ทดสอบเสียง

จากนั้นก็จะนำแอร์เข้าไปทดสอบในห้องเงียบ ซึ่งในห้องนั้นเงียบมาก ๆ มีวัสดุซับเสียงเต็มไปหมด ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน โดยแอร์จะต้องไม่ดัง สลีปโหมดต้องไม่เกิน 18 เดซิเบล หรือถ้าเปิดเจ็ตโหมดเร่งทำความเย็นก็ต้องดังไม่เกิน 32 เดซิเบล

ทดสอบการใช้งานจริง

สุดท้ายก็จะนำแอร์มาทดสอบในห้องจำลองสภาพอากาศที่อุณหภูมิ 35 องศา เพื่อดูว่าแอร์ทำความเย็น หรือปรับอากาศได้จริงหรือไม่ โดยจะทดสอบนาน 24 ชั่โมง และเฉลี่ยทดสอบได้วันละ 200 ตัว!

แพ็คใส่กล่อง

ขั้นตอนนี้ก็ห่อพลาสติก รัดสาย PP BAND แล้วก็ใส่กล่องเพื่อเตรียมนำไปจัดจำหน่ายต่อไป

อนาคต LG กำลังศึกษาระบบเพื่อเตรียมจะติดแอร์ทั่วโรงงานของตัวเอง เพื่อให้พนักงานได้ทำงานกันอย่างสบายตัวสบายกายมากขึ้น และเตรียมจะเพิ่มการทำงานด้วยหุ่นยนต์ให้มากขึ้น ปัจจุบันในโรงงานของ LG เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์บ้างแล้ว เริ่มตั้งแต่รถยนต์อัตโนมติที่ใช้ส่งของตามส่วนต่าง ๆ และแขนอัจฉริยะยกของ

สุดท้ายถ้าใครสนใจมองหาแอร์ดี ๆ ไว้ติดบ้านลองมองมาทาง LG ได้นะ ล่าสุดเห็นว่ามีแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบสามดาวด้วย คือ 1 ดาวประหยัดไฟได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 3 ดาวก็ 30 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดสุด ๆ หรือจะเป็นแบบ Art Cool ที่ดีไซน์ออกมานอกจากจะเย็นแล้ว ยังเน้นความสวยงามด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

PM2.5 หลบไป!! “EA” ทุ่มงบพันล้าน เปิดบริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย

Published

on

ในอีกไม่ช้า เราจะได้นั่ง “เรือไฟฟ้า” บริการใหม่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้วค่ะ!! ซึ่งเจ้า “เรือไฟฟ้า” ที่ว่านี้ดำเนินการโดย EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ใช้ชื่อยี่ห้อว่า MINE Mobility ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมานั่นเอง

“เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กลายเป็นข่าวครึกโครมที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะตอนนี้ประเทศเรากำลังประสบปัญหาสภาวะฝุ่น PM2.5 ที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะยอมหายไปง่าย ๆ เลย!! เมื่อมีข่าวออกมาว่าจะมีการเปิดให้บริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย!! โดยให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง ที่สำคัญคือ ”ไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และระบบไฟฟ้าจะไม่มีฝุ่นละเอียด PM2.5 ออกมาให้เราแสบจมูกกันแน่นอน!! จึงทำให้หลายคนให้ความสนใจกับข่าวนี้กันค่อนข้างมากเลย

ดูบันทึกไลฟ์สด จากเพจ “Beartai : แบไต๋” ได้เลยจ้าาา!!

“หนุ่ย พงศ์สุข” พร้อมด้วยพิธีกร beartai 12+ อย่างสาวสวย ลูกแก้ว ศรีกานต์ รับหน้าที่เป็นพิธีกร พาไปงานเปิดตัว “เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และได้สรุปข้อมูลให้พวกเราชาวแบไต๋ได้คุยกันต่อดังนี้ค่ะ…

  • เรือจะมีทั้งหมด 54 ลำ ออกให้บริการทันภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเงินลงทุนในกรอบ 1,000 ล้านบาท
  • “เรือไฟฟ้า” จะวิ่งให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร (ข้างเอเชียทีคฯ) ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ”โดยไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และแน่นอนว่าระบบไฟฟ้าไม่มี PM2.5 ออกมาให้แสบจมูก!
  • เรือวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าด้วยความเร็ว 20กิโลเมตร : ชั่วโมง (แต่วิ่งแบบตัดเมืองตามลำน้ำ ถือว่าการใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากเมืองนนท์มาถึงเจริญกรุงชั้นใน ก็ถือว่าไม่ทำให้เมื่อยกันจนเกินไป)
  • ที่นั่งของ “เรือไฟฟ้า” จัดทำไว้ 200 ที่นั่ง และยืนได้อีก พร้อม “ติดแอร์” เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารด้วย (ที่เน้นว่าติดแอร์ เพราะเรือด่วนเจ้าพระยาตอนนี้ไม่มีแอร์นะคะ)
  • เน้นการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย และให้ความมั่นใจแก่ผู้โดยสารเป็นหลัก โดย “เรือไฟฟ้า” จะมีความโคลงเคลงน้อย ก่อให้เกิดคลื่นน้อยลง โดยมีโครงเรือที่แข็งแรง ป้องกันน้ำกระเด็นใส่ได้แน่นอนค่ะ
  • ราคาของผู้โดยสารนั้น นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้เองเลยว่า…จะไม่สูงไปกว่าราคาเรือทั่วไปในท้องตลาด เพราะไฟฟ้าที่ใช้ก็ทำให้ประหยัดต้นทุนเดินทางไปได้มากแล้ว ดังนั้นจึงเอามาคืนให้ประชาชน ในแง่ของคุณภาพชีวิตดีกว่า
  • บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ลงทุนด้วยงบถึง 1,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินการบริการนี้ และได้คุยไปถึง “ครึ่งทาง” แล้วกับทาง “กรมเจ้าท่า” เพื่อรอความพร้อมเปิดบริการได้ทันในสิ้นปีนี้
  • พร้อมการออกวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ยี่ห้อของตนเองคือ MINE Mobility ในราคาเริ่มต้นที่ 6 แสนบาท

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “วิศวกรที่ทำงานทั้งหมดคือคนไทย ที่นำ Know How มาจากการซื้อ Tesla มาแกะเป็นชิ้น ๆ และ Reverse Engineer หรือ ขั้นตอนกระบวนการการค้นหาโครงสร้าง หาฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์หรือระบบได้ ซึ่งล่าสุด ทาง Elon Musk ได้แจกแบบแปลนให้แล้ว นั่นทำให้การทำงานง่ายขึ้นอีก นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) คาดหวังว่า…อยากที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ ให้มีพลังงานสะอาดใช้ ในราคาที่เป็นไปได้กับคนไทยมากที่สุดด้วยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!