Tags
| Health
07/09/2023
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1054 days ago
[สัมภาษณ์] ‘ยิปซี คีรติ’ เคยร่างพังเพราะออกกำลังผิด! สู่เจ้าของแบรนด์ขนมคลีนเพื่อสุขภาพ
ยิปซี คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ ดาราสาวฮอตที่ปัจจุบันหันมาเป็นยูทูบเบอร์ และเป็นเจ้าของแบรนด์ขนมคลีนสุดเฮลตี้อย่าง K. It’s klean ด้วยไลฟ์สไตล์การดูแลสุขภาพแบบสาวสมัยใหม่ ทำให้ยิปซีกลายเป็นไอดอลสายสุขภาพ หลายคนอยากมีสุขภาพและรูปร่างที่ดีเหมือนเธอ แต่ก่อนที่จะเป็นยิปซีไอดอลเรื่องการดูแลสุขภาพของใครหลาย ๆ คน เธอเองก็เคย ‘ผิดพลาด’ มาเหมือนกัน อยากให้คุณยิปซีเล่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพ ยิปซี: ถ้าช่วงแรก ๆ เรามีวิถีการกินที่ Unhealthy มาก ๆ แล้วก็เป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องสารอาหาร หรือคุณประโยชน์อะไร เพราะว่าเป็นเด็กที่เกิดมาผอมแห้งแรงน้อยแล้วก็เป็นเด็กที่กินยังไงก็จะผอมมาก ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องของหุ่นเราก็ไม่กังวล จนป่วยเข้าโรงพยาบาลแอดมิด ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง จากนิสัยการกินที่แย่ของตัวเอง และช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มเข้าวงการเป็นนักแสดงถ่ายละครใหม่ ๆ เราเลยรู้สึกว่าเราเป็นแบบนี้ต่อไปไม่โอเคแล้ว ทั้งสิ่งที่เราทำต่ออาชีพตัวเอง หรือสิ่งที่เราทำให้คนอื่นเดือดร้อน และครอบครัวที่ต้องมาคอยเฝ้า เรารู้สึกว่าเราต้องหยุด เลยเริ่มแพลนว่าจะเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของเราไปเลยไม่ให้เป็นเหมือนเดิม เลยมารีเสิร์ชในกูเกิลว่าการกินให้เฮลตี้เป็นยังไง แต่ก่อนเราเป็นคนออกกำลังกายนะ แต่กินแย่ เมื่อก่อนที่ Unhealthy คือเราไม่กินน้ำเปล่าเลย ตลอดวันน่าจะแก้วเดียว ไม่ชอบอาหารที่เป็น Food คือเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยขนมยี่ห้อต่าง ๆ มื้อหนึ่งประมาณ…04/08/2023
ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ในวันที่โลกไม่ได้ใจดีกับคุณ
ชีวิตคนเราไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเสมอไป เมื่อความท้าทายที่คุณเผชิญอยู่ยากเกินกว่าที่จะรับมือ อาจทำให้สุขภาพทางอารมณ์ของคุณต้องเสียไปอย่างง่ายดาย อาจต้องถึงเวลาที่คุณควรจะหันมาดูแลร่างกายและจิตใจของตนเองเสียที วิธีการดูแลตนเองนั้นไม่เหมือนกันทุกคน เพราะทุกคนต่างมีความชอบ และความต้องการที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือต้องคิดถึงความต้องการในปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง และการดูแลตนเองที่เหมาะกับกิจวัตรประจำวัน ทำความเข้าใจตัวเอง หากคุณอยากหันมาให้เวลาใส่ใจร่างกายและจิตใจของตัวเองมากขึ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สิ่งแรกให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเอง ดังต่อไปนี้ 1.ฉันเห็นด้วยกับวิธีที่คนอื่นใช้หรือไม่ ? แผนการดูแลตัวเองของคุณจะไม่มีประโยชน์มากนัก หากคุณไม่นำไปปฏิบัติ บางทีคุณอาจได้อ่านเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำสวนและต้องการเริ่มทำสวน แต่คุณไม่ชอบดิน ด้วง และหนอน แม้ว่าคุณจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่คุณไม่ชอบ โปรดจำไว้ว่าคุณมีตัวเลือกอื่นมากมายที่เหมาะสมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อบำบัดจิตใจตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามวิธีของคนอื่น 2.การเงินเป็นปัจจัยสำคัญหรือไม่ ? สมมุติว่าคุณตัดสินใจจ่ายค่าฟิตเนส หรือโรงยิมราคาแพง โดยมีเป้าหมายเพื่อออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หากคุณหยุดออกกำลังกายไปเพียงสัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณรู้สึกเครียดจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป มากกว่าการเติมพลังจากกิจกรรมนี้ แปลว่าสิ่งนี้อาจไม่เหมาะกับคุณ ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะใช้เงินกับสิ่งที่ได้ผลจริง ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารกลับบ้านในคืนที่ทำงานอย่างหนัก แทนที่จะพยายามทำอาหารกินเอง จะเรียกว่าเป็นการใช้เงินแก้ปัญหาที่แลกมาด้วยความคุ้มค่า คือ ให้ร่างกายของคุณได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าบ้าง 3.ฉันพยายามทำเกินไปหรือเปล่า ? คุณสามารถทำลายตัวเอง ทั้งที่คุณตั้งใจจะดูแลตนเองแท้ ๆ การมีตารางกิจกรรมมากเกินไปเพื่อเสริมสร้างสุขภาพอาจทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ขณะเดียวกันอะไรที่มากเกินไปก็อาจเป็นภาระได้เช่นกัน แม้กระทั่งเรื่องสนุก ๆ ก็อาจจะเพิ่มความเครียดให้คุณได้ เนื่องจากสิ่งนี้ทำให้คุณไม่มีเวลามานั่งคิดทบทวนความคิดของตัวเอง…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1088 days ago
Read More04/08/2023
จัดการกับความรู้สึกวิตกกังวลในความสัมพันธ์กับคนรัก
ความรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนรัก หมายถึง ความกังวล ความไม่มั่นคง และความสงสัยในสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้ แม้ว่าในความสัมพันธ์ครั้งนี้ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีก็ตาม สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากคุณกำลังมีความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญที่คุณรัก คุณจะได้พัฒนาความไว้วางใจ ใกล้ชิดกันมากขึ้น และเรียนรู้รูปแบบการสื่อสารของกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังตั้งคำถามกับคู่ของคุณ และความสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา ความวิตกกังวลเหล่านี้บางครั้งอาจหายไปเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็อาจกลับมาได้อีกจนกลายเป็นทำร้ายความสัมพันธ์ของคุณกับคนรักอย่างที่ไม่ควรจะเป็น คิดมากเรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ? คำตอบคือ ใช่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก บางคนอาจประสบกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าคู่ของตนเองไม่ได้มีเรื่องอย่างที่กังวลไป ในบางคนอาจมีความคิดว่าแท้จริงแล้วตัวเองอาจไม่ได้ต้องการมีความสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีความมั่นคงเช่นกัน และเมื่อเวลาผ่านไป ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์อาจนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน เช่น อะไรคือสัญญาณของความวิตกกังวลในความสัมพันธ์ ? ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์สามารถแสดงออกได้หลายวิธี คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในบางจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการออกเดทและการสร้างพันธะสัญญาต่าง ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่บางครั้งความคิดวิตกกังวลเหล่านี้ก็เติบโตและเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตประจำวันของคุณได้เช่นกัน โดยมีสัญญาณดังนี้ 1.สงสัยว่าตัวเองมีความสำคัญสำหรับคนรักหรือไม่ ? การแสดงออกของความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด คือ คำถามที่ว่า 'ฉันสำคัญไหม' หรือ 'คุณจะอยู่ตรงนี้เพื่อฉันไหม’ สิ่งนี้พูดถึงความต้องการขั้นพื้นฐานในการเชื่อมต่อความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในชีวิตคู่ คุณอาจมีความคิด หรือเกิดความสงสัย ดังนี้ แม้ว่าคนรักของคุณดูมีความสุขเสมอที่ได้พบคุณและทำท่าทางใจดี แต่คุณยังคงไม่สามารถสลัดความคิดที่ว่า…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1088 days ago
Read More04/08/2023
รู้ตัวก่อนสายไป…สัญญาณเตือนระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นระบบที่ซับซ้อนของเซลล์เม็ดเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคที่เป็นอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ หากคุณพบว่าตัวเองติดเชื้อบ่อย ๆ อาจหมายความว่าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และหากยิ่งปล่อยไว้นานวันโดยไม่หันมาใส่ใจสุขภาพหรือไปพบแพทย์ก็อาจส่งผลร้ายแรงตามมาได้ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วย เซลล์เม็ดเลือดขาว แอนติบอดี และส่วนประกอบอื่น ๆ รวมทั้งอวัยวะและต่อมน้ำเหลือง ประกอบกันเป็นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อบ่อยกว่าคนอื่น ความผิดปกติหลายอย่างอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้บางคนมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติเหล่านี้มีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง บางอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดในขณะที่บางอย่างเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจมีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหาต่อไปนี้ สัญญาณที่บอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน บางครั้งเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายของคุณอาจเกิดการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งมีจากหลายสาเหตุและในบางครั้งการหันมาพักผ่อน หรือแม้แต่การไปหาหมออาจช่วยได้ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยเกินไป คุณอาจมีอาการต่าง ๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด หรือโรคเรื้อนกวาง หรือหากระบบภูมิคุ้มกันของคุณเริ่มโจมตีร่างกายของคุณแทนที่จะปกป้องคุณจากโรคต่าง ๆ คุณอาจมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคไขข้ออักเสบหรือโรคเบาหวานประเภท 1 และภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ ได้แก่ โรค celiac, lupus, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง, โรคสะเก็ดเงิน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1088 days ago
Read More22/12/2019
เมื่อเด็กไม่ยอมล้างมือ ครูสาวจึงโชว์ความสกปรกของมือผ่านขนมปัง!
จริง ๆ การล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือก่อนหยิบจับอะไรเข้าปากนั้นนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราไม่รู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราจับหรือสัมผัสมาก่อนหน้านี้มีอะไรเจือปนอยู่บ้าง และนั่นอาจทำให้เกิดอันตรายกับตัวเราเองด้วย Jaralee Annice Metcalf ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมจากไอดาโฮได้เข้าสอนนักเรียนในโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่หกพร้อมกับเพื่อนร่วมงานชื่อ Dayna Robertson ได้ทดลองให้เด็กจับแผ่นขนมปังโดยไม่ล้างมือเพื่อดูว่ามือของเด็ก ๆ นั้นมีเชื้อโรคมากมายขนาดไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับขนมปัง การทดลอง Jaralee Annice Metcalf ทดลองโดยการเตรียมขนมปังไว้ทั้งหมด 5 แผ่น โดยแต่ละแผ่นจะถูกปฏิบัติดังนี้ แผ่นที่ 1: เป็นแผ่นที่นำไปถูกับ Chromebook เลย แผ่นที่ 2: เป็นแผ่นที่ไม่ถูกสัมผัสจากมือเลย แผ่นที่ 3 เป็นแผ่นที่ถูกสัมผัสจากมือที่สกปรก แผ่นที่ 4: เป็นแผ่นที่ถูกสัมผัสจากมือที่ผ่านการล้างด้วยสบู่มาแล้ว แผ่นที่ 5: เป็นแผ่นที่ถูกสัมผัสจากมือที่ผ่านการใช้เจลล้างมือ หลังจากเก็บใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว Jaralee ใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ในการรอผล เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้ว เธอจึงพานักเรียนของเธอมาดูผลการทดลอง ดังภาพด้านล่างนี้ ขนมปังแผ่นที่ 1 แผ่นที่นำไปถูก Chromebook มา เชื้อราขึ้นเต็มแผ่น คิดถึงคอมตัวเองที่กำลังใช้อยู่ทุกวันเลยครับ…วัชรกุล พัฒนาประทีป | 2409 days ago
Read More03/12/2019
นักวิทยาศาสตร์เผยวิธีการตรวจสุขภาพแบบใหม่ด้วยเลือดเพียงหลอดเดียว!
วงการแพทย์ยังคงมีการพัฒนาต่ออยู่เรื่อย ๆ โดยวิธีการตรวจแบบใหม่นี้จะนำพลาสมา หรือน้ำเลือดของผู้ป่วยมาทำการตรวจสุขภาพ และทำนายความน่าจะเป็นของโรคที่อาจเกิดกับบุคคลนั้น ๆ ในอนาคตซึ่งวิธีการดังกล่าวได้รับการรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว งานวิจัยดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันของนักวิจัยจาก UC San Francisco, มหาวิทยาลัย Cambridge และ SomaLogic บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพในโคโลราโด โดยใช้การสแกนพลาสม่าเพื่อหา Aptamers ที่สามารถจับกับโปรตีนเป้าหมายได้อย่างจำเพาะเจาะจง ดังนั้นการสแกนหาโปรตีนที่ต้องการด้วย Aptamers จึงทำให้นักวิจัยสามารถทราบประเภทและความเข้มข้นของโปรตีนที่ต้องการตรวจหาได้ หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้กับ Machine Learning เพื่อใช้ในการตรวจโรคในผู้ป่วย เช่นความเสี่ยงที่อาจเกิดโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจ เป็นต้นถึงแม้ว่านี้จะเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของงานวิจัย แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ด้วยการสนับสนุนจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจะสามารถช่วยให้แพทย์ตรวจสอบแนวโน้มการเกิดโรคด้วยการใช้เลือดเพียงแค่หลอดเดียวได้ในอนาคต และพวกเขาเรียกมันว่า 'liquid health check' จริง ๆ มีวิธีการตรวจเลือดมากมายที่ใช้การตรวจโปรตีนในพลาสม่า ก่อนหน้านี้กลุ่มนักวิจัยของ IBM ใช้การวิจัยเลือดเพื่อหาสายโปรตีนที่เรียกว่า amyloid-beta ที่มีความเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์และใช้เครื่องเรียนรู้เพื่อทำนายโอกาสที่โรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้วการใช้ Aptamers จะสามารถช่วยนักวิจัยในการตรวจทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ในการตรวจเลือดเพียงแค่หลอดเดียวเท่านั้น เพิ่มเติม: Aptamer คือ DNA หรือ RNA ที่มีคุณสมบัติในการจับโมเลกุลของสารต่าง ๆ ได้อย่างจำเพาะเจาะจงและหลากหลาย…Natnaree TK | 2428 days ago
Read More05/11/2019
อันตรายครูโยคะ! แพทย์เตือนครูสอนโยคะมีโอกาสมีปัญหาข้อสะโพกมากกว่าคนอื่น ๆ หลายเท่าตัว
หนึ่งในการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมทุกยุคทุกสมัยคงหนีไม่พ้น 'โยคะ' เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเกิดความยืดหยุ่นแล้ว การเล่นโยคะยังช่วยฝึกสมาธิ เชื่อมโยงการหายใจกับการเคลื่อนไหวร่างกายได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเมื่อความต้องการมากขึ้น ย่อมต้องมีการตอบสนองเมื่อครูโยคะกลายเป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ร่างกายของพวกเขาต้องรับภาระหนักขึ้นเช่นเดียวกัน Benoy Matthews นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านสะโพกและหัวเข่าในสหรัฐเผยว่า ในปัจจุบันนี้มีครูสอนโยคะจำนวนมากมีปัญหาข้อสะโพกที่รุนแรง ซึ่งเกิดจากการใช้งานมากเกินไป ในเดือนเดือนหนึ่งมีครูโยคะ 4-5 คนมารับการรักษาด้วยปัญหาดังกล่าว ส่วนมากเป็นเพราะพวกเขาต้องทำท่าทางซ้ำ ๆ หลายครั้งต่อวันส่งผลให้ข้อต่อสะโพกรับภาระหนักจนเกิดอาการเจ็บป่วยในที่สุด บางคนที่มาพบอาจแก้ปัญหาได้โดยการปรับพฤติกรรม หรือลดระดับท่าโยคะลง แต่ในกรณีที่ร้ายแรงนั่นอาจทำให้พวกเขาต้องผ่าตัด และเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่ทั้งหมด เขากล่าวเสริมอีกว่า ผู้ที่ฝึกโยคะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับบาดเจ็บหรือเกิดปัญหาตามข้อ เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกเกร็งหรือติดขัดบริเวณขาหนีบให้หยุดเล่น คุณควรรู้ถึงขีดจำกัดของร่า'กายตนเอง ก่อนการบาดเจ็บจะเกิดขึ้น ร่างกายคนเราแตกต่างกัน การเคลื่อนไหวในท่าทางใดท่าทางหนึ่งคน ๆ หนึ่งอาจทำได้แต่อีกคนกลับทำไม่ได้ ผู้คนส่วนมากมักจะฝืนร่างกายเพื่อทำท่าทางให้ถูกต้อง มากกว่าที่จะสังเกตร่างกายตนเองซึ่งนั่นจะทำให้คุณได้รับบาดเจ็บได้ Matthews ยังแนะนำอีกว่า การป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บดังกล่าวคือการออกกำลังกายอย่างหลากหลายและไม่หักโหม ครูโยคะส่วนมากมักคิดว่า การเล่นโยคะ 6 วัน/สัปดาห์นั้น เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง เราควรออกกำลังกายแบบอื่นเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายร่วมด้วย อย่างเช่น cardio เป็นต้น เราไม่ปฏิเสธว่าโยคะ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีของการออกกำลังกาย แต่การจะออกกำลังกายในแต่ละครั้งเราควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย เพราะฉะนั้นอย่าฝืนร่างกายกันมากเกิดไปนะคะ อ้างอิง BBC News…Natnaree TK | 2456 days ago
Read More31/10/2019
ไม่มีเวลาก็แค่ข้ออ้าง! งานวิจัยเผยคนเรามีเวลามากมายสำหรับการออกกำลังกาย เพียงแค่วางโทรศัพท์เท่านั้น
'ขอโทษ ฉันยุ่งมากจนไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ไว้คราวหน้านะ' ประโยคเด็ดที่คนส่วนมากมักใช้เมื่อต้องการที่จะผลัดวันออกกำลังกายให้เลื่อนออกไปอีกสักวันสองวัน แต่คุณเชื่อไหมว่างานวิจัยเค้าออกมาบอกว่าคำพูดเหล่านี้มันไม่จริง! เพราะเพียงแค่คุณลดเวลาในการเล่นโทรศัพท์ลง คุณก็สามารถมีเวลาไปออกกำลังกายได้แล้ว เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาวารสาร Preventing Chronic Disease ได้ตีพิมพ์การวิเคราะห์ข้อมูลจากชาวอเมริกัน ในปี 2014 - 2016 ราว ๆ 32,000 คนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปตลอด 24 ชม. ไว้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วพวกเขามีเวลาว่างกว่า 5 ชม./วัน แต่กิจกรรมแรกที่พวกเขาใช้เวลาว่างส่วนมากไปกับมันคือการดูโทรทัศน์ หรือ เล่นโทรศัพท์ และ คอมพิวเตอร์ Dr. Deborah Cohen นักวิจัยด้านการแพทย์ของ RAND กล่าวว่า เป็นที่รู้กันดีว่าสาเหตุส่วนมากที่ชาวอเมริกันไม่ไปออกกำลังกายคือไม่มีเวลา แต่จากการเก็บข้อมูลเหล่านี้เราไม่พบว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริง มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น แต่เดี๋ยวก่อน! ก่อนที่คุณผู้อ่านทั้งหลายจะทักท้วงว่าเวลาว่างที่เหล่านักวิจัยเก็บข้อมูลกันพวกเขาอาจต้องเอาเวลานี้ไปซื้อของเข้าบ้าน ทำความสะอาด ทำอาหาร หรือแต่งตัวก็ได้ แต่ทุกคนคะ นักวิจัยได้จัดแบ่งเวลาเหล่านั้นออกไปเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาจำกัดความคำว่า 'เวลาว่าง' ว่าไม่มีอะไรทำ แบบตัดกิจกรรมต่าง ๆ…Natnaree TK | 2462 days ago
Read More30/10/2019
ตรวจพบเชื้อ HIV ในเด็กกว่า 900 คนหลังแพทย์ในปากีสถานใช้เข็มฉีดยาซ้ำ!
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของเชื้อในเมือง Ratodero ปากีสถานในเดือนเมษายนที่ผ่านมา กุมารแพทย์ในเมืองมีการใช้เข็มฉีดยาซ้ำจนทำให้ผลตรวจเลือดในเด็กกว่า 900 คน พบเชื้อ HIV ไม่เพียงเท่านั้นยังพบผู้ใหญ่อีก 200 คน มีผลตรวจติดเชื้อด้วยเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่าในความเป็นจริงน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากกว่าที่รายงาน เพราะมีประชากรไม่ถึง 1 ใน 4 มารับการตรวจในวันนั้น นายแพทย์ Muzaffar Ghanghro กุมารแพทย์ที่คาดว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดดังกล่าวถูกตั้งข้อหาฐานประมาท และและฆาตกรรมหลังจากผู้ป่วยรายงานว่าแพทย์ดังกล่าวใช้เข็มฉีดยาซ้ำ Imtiaz Jalban หนึ่งในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษากับนายแพทย์ Muzaffar Ghanghro บอกกับ The New York Times ว่า ตัวเขาเองมีลูก 6 คน และทั้งหมดมารับการรักษากับ Ghanghro นายแพทย์คนนี้ทำการคุ้ยถังขยะเพื่อหาเข็มอันเก่ามาฉีดยาให้กับลูกชายวัย 6 ขวบของเขา เมื่อนาย Jalban เห็นก็คัดค้านการกระทำดังกล่าวแต่นายแพทย์กลับบอกว่า Jalban ยากจนเกินไปที่จะจ่ายค่าเข็มอันใหม่ หลังจากนั้นลูกชายวัย 6 ขวบของเขาถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV ทั้งนี้ ลูกทั้ง 4 ของเขาติดเชื้อ…Natnaree TK | 2462 days ago
Read More27/10/2019
ตอบคำถาม! อันตรายหรือไม่หากเรายืนอยู่หน้าไมโครเวฟขณะเปิดใช้งาน
ในปัจจุบันนี้ไมโครเวฟกลายเป็นหนึ่งในเครื่องครัวที่ทุกบ้านแทบจะต้องมี ด้วยความสะดวกสบายในการใช้งานทำให้มันเป็นที่นิยมได้อย่างไม่ต้องสงสัย ว่าแต่ในขณะที่คุณกำลังอุ่นมื้ออาหารแสนอร่อยของคุณอยู่นั้น คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเราควรยืนอยู่ห่างจากไมโครเวฟหรือไม่ถึงจะไม่ได้รับอันตรายจากมัน? บางคนแทบไม่คิดมากกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่หลายคนตั้งคำถามและกังวลกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคลื่นไมโครเวฟต่าง ๆ นานา เราอยากจะบอกคุณว่า 'ไม่ต้องกังวล' อันตรายที่เกิดจากคลื่นไมโครเวฟนั้นเป็นไปได้น้อยมาก อ้างอิงจากกรมอาหารและยาในอเมริกา แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าพอพูดแบบนี้แล้วคุณจะใช้ไมโครเวฟอย่างประมาทได้ อย่างไรก็ตามมันก็มีข้อควรระวังเพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะใช้ไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยมากขึ้นอยู่ด้วย คลื่นไมโครเวฟ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีหลายรูปแบบเช่น คลื่นวิทยุ คลื่นแสง รังสี X (X-ray) และรังสีแกรมม่า คลื่นไมโครเวฟก็เหมือนคลื่นวิทยุ มันเป็น non-ionizing radiation หรือหมายความว่ามันไม่สามารถดึงอิเล็กตรอนออกจากอะตอมได้ดังนั้นมันจึงไม่ส่งผลต่อ DNA ของมนุษย์ (อ้างอิงจาก American Cancer Society) ในขณะที่รังสี X (X-ray) และรังสีแกรมม่าสามารถส่งผลต่อ DNA มนุษย์ได้ ถึงแม้ว่าคลื่นไมโครเวฟไม่ได้อันตรายเหมือนรังสี X แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีความเสี่ยง ไมโครเวฟอุ่นอาหารได้ด้วยการสั่นสะเทือนโมเลกุลของน้ำในอาหารทำให้เกิดพลังงานความร้อน โดยทางทฤษฎีมันสามารถอุ่นเซลล์ของเราได้เหมือนกับที่มันอุ่นอาหารเช่นกัน เพราะฉะนั้นมันอาจทำให้เกิดแผลไหม้ หรือต้อกระจกได้ในกรณีที่คลื่นไมโครเวฟเกิดการรั่วไหล (ในกรณีที่ยากมาก ๆ) แน่นอนว่าการผลิตค่อนข้างจะรัดกุมทำให้การรั่วไหลแทบไม่เกิดขึ้นเลย แต่ถึงอย่างนั้น FDA ก็ออกมาเตือนว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น คุณไม่ควรยืนพิง หรือยืนอยู่หน้าไมโครเวฟเป็นเวลานานขณะที่มันถูกใช้งานอยู่…Natnaree TK | 2465 days ago
Read More27/10/2019
ทำไมการฟังเสียงดังถึงส่งผลเสียต่อการได้ยินของคุณ?
ถึงแม้ว่าความสามารถในการได้ยินเสียงจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปความสามารถดังกล่าวก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ตามอายุ แต่รู้หรือไม่ ว่าการฟังเสียงดังตั้งแต่ที่คุณอายุยังน้อย จะบั่นทอนประสิทธิภาพการได้ยินเร็วยิ่งขึ้น ผู้คนส่วนมากมักจะใช้เวลาไปกับการฟังเพลงเสียงดังไม่ว่าจะเป็นในคอนเสิร์ต งานเลี้ยง เทศกาลดนตรี หรือแม้แต่หูฟัง หรือลำโพงที่ห้องของคุณ แน่นอนว่าการเปิดเพลงที่คุณชอบดัง ๆ แล้วร้องไปพร้อม ๆ กับมันป็นความสนุกที่หลายคนทำกัน แต่รู้ไหมการฟังเพลงที่ดังเกินไปอาจทำให้คุณหูตึงเร็วกว่าที่ควร ทำไมเสียงดังถึงส่งผลต่อการได้ยิน? อย่างแรกสิ่งที่ควรรู้คือปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหูตึง หรือสูญเสียการได้ยินมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ตัวนำการสั่นสะเทือนของเสียงในหูเสียหาย ประสาทสัมผัสทางการได้ยินเสีย สูญเสียการได้ยินแบบผสม ความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายของหู ซึ่งการฟังเสียงดังเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินในรูปแบบที่ 2 การสูญเสียประสาทสัมผัสทางการได้ยิน จะเกิดขึ้นเมื่อหูชั้นในได้รับความเสียหาย ผลกระทบส่วนมากจะเกิดกับเซลล์ขนเส้นเล็ก ๆ ที่มีหน้าที่ในการรับประสาทสัมผัสในหูชั้นในของคุณ (stereocilia) เมื่อเซลล์เหล่านั้นเกิดความเสียหาย กระแสประสาทที่จะถูกส่งเข้าไปแปรผลในสมองของคุณก็จะเปลี่ยนไป การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังอาจเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว หรือส่งผลถาวรเลยก็ได้คุณอาจจะเคยเจอเหตุการณ์ดังกล่าวเวลาที่ได้ยินเสียงดัง ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่รู้สึกอะไรก็ตามแต่ในขณะนั้นหูคุณดับไปแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้มักพบได้บ่อยเวลาไปร่วมคอนเสิร์ต บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงนั้นในระยะไกล ทั้ง ๆ ที่มันดังมาก หรือไม่ได้ยินอะไรเลยไปชั่วขณะ การได้รับผลกระทบเช่นนี้ซ้ำ ๆ เป็นการทำลายเซลล์ภายในหูโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่ฉันไม่ได้เปิดหูฟังเสียงดังขนาดนั้นนะ? หลายคนมีความคิดแบบนี้ ซึ่งคนเหล่านั้นมักไม่รู้ว่าผลกระทบจากหูฟังของพวกเค้าอาจให้ผลเช่นเดียวกับการฟังคอนเสิร์ตได้ ความดังที่เราได้จากหูฟังมากสุดอยู่ที่ 139…Natnaree TK | 2465 days ago
Read More25/10/2019
AI สามารถช่วยแพทย์ตรวจหาตำแหน่งที่เลือดออกในสมองได้เร็วขึ้น!
ในปัจจุบันความสามารถของ AI มีส่วนช่วยในการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก และในตอนนี้ระบบ AI ก็พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถช่วยแพทย์ระบุถึงตำแหน่งที่เกิดอาการเลือดออกภายในสมองของผู้ป่วยได้แล้ว สภาวะเลือดออกในสมอง เป็นอาการที่ท้าทายการตรวจวินิจฉัยของแพทย์เป็นอย่างมาก เพราะหากเราตรวจเจอมันช้าไป หรือแม้แต่พลาดจุดเล็ก ๆ ไปเพียงแค่จุดเดียวนั่นอาจหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยที่กำลังก้าวเข้าสู่ความตายอย่างช้า ๆ แต่ในตอนนี้เทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว นักวิจัยจาก UC Berkeley และ UCSF ได้ออกแบบระบบที่สามารถตรวจหาอาการเลือดออกในสมองได้แม่นยำไม่แพ้กับนักรังสีวิทยา จากการทดสอบมันทำงานได้ดีไม่แพ้นักรังสีวิทยา 2 ใน 4 คนเลยทีเดียว กระบวนการทำงานของ AI อาศัยการวิเคราะห์ CT Scans กว่า 4,396 ครั้งเพื่อเรียนรู้ ถึงจะเป็นจำนวนที่น้อย แต่นักวิจัยจาก UCSF กล่าวว่า ความผิดปกติที่มองเห็นอยู่ในระดับ Pixel การเรียนรู้ดังกล่าวจะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยมาก แต่ก็เหมือนกับระบบ AI อื่น ๆ มันไม่สามาถทำงานแทนที่แพทย์ได้ 100% เพียงแต่ว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะช่วยประหยัดเวลาในการตรวจหา และวินิจฉัยของแพทย์ในกรณีฉุกเฉินมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบนี้ยังคงถูกพัฒนาต่อไปแต่เชื่อว่าในอนาคตมันจะถูกนำเข้ามาประยุกต์ใช้กับวงการแพทย์ เพื่อช่วยย่นระยะเวลาในการคัดกรองผู้ป่วยได้มากขึ้น อ้างอิง Engadget พิสูจน์อักษร…Natnaree TK | 2467 days ago
Read More23/10/2019
นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์! มีไมโครพลาสติกทุกที่แม้แต่ในอาหารทะเลจานโปรดของคุณ
เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยพลาสติกจำนวนมาก พลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ที่แม้แต่ตาเปล่าก็มองไม่เห็น หรือในตอนนี้ทุกคนรู้จักมันในชื่อ ไมโครพลาสติก กำลังปะปนอยู่ทั่วไปในอากาศ ในเครื่องใช้ หรือแม้แต่ในของกินของเรา ไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร บางชนิดสามารถล้างออกได้ง่ายด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้า หรือที่เช็ดเครื่องสำอางค์ ส่วนพลาสติกขนาดใหญ่จะต้องอาศัยระยะเวลา สายลม คลื่น และแสงแดดในการสลายตัว แต่สุดท้ายไม่ว่าพวกมันจะมาจากไหนไมโครพลาสติกส่วนมากก็จะไหลลงสู่ทะเล และถูกสิ่งมีชีวิตในทะเลกลืนเข้าไปอยู่ดี รวมถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เรานำมาประกอบอาหารในอนาคต หลายคนอาจไม่เชื่อว่าสัตว์ทะเลนั้นเต็มไปด้วยไมโครพลาสติก The Verge จึงทำการพิสูจน์ว่ามีไมโครพลาสติกในสัตว์ทะเลที่กำลังจะกลายมาเป็นอาหารมื้ออร่อยของเราจริง หรือไม่ พวกเขาทำการทดลองโดยการนำกุ้งสดมุ่งหน้าไปยังห้องแลบของมหาวิทยาลัย Columbia ที่ที่ Debra Magadini จะสามารถช่วยเราในการหาสิ่งปนเปื้อนที่มากับกุ้งด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ Debra Magadini ทำการทดลองโดยการนำกระเพาะกุ้งออกมาใส่หลอดทดลองและผสมสาร หลังจากนั้นจึงนำมาตรวจสอบด้วยการส่องใต้รังสี UV เราพบว่าในกระเพาะของกุ้งทุกตัวที่นำมาทดลองเต็มไปด้วยไมโครพลาสติกไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนของหลอด ถุงพลาสติก หรือแม้แต่ขวดน้ำ นั่นหมายความว่าพลาสติกถูกปะปนอยู่ในสัตว์เหล่านี้จริงๆ https://youtu.be/r49fl59mFtU อ้างอิง The Verge พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสNatnaree TK | 2469 days ago
Read More22/10/2019
รู้หรือไม่! ผู้ชายและผู้หญิงได้รับผลกระทบจากการอยู่ในอวกาศไม่เหมือนกัน
ตลอดระยะเวลาแห่งการสำรวจอวกาศ มีมนุษย์กว่า 564 คน ขึ้นสู่ชั้นวงโคจร และ 65 คนในนั้นเป็นผู้หญิง ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นไปบนอวกาศเป็นชาวรัสเซีย Valentina Tereshkova ในปี 1963 แต่ในอีก 20 ปี ต่อมา NASA ก็สามารถส่งนักบินอเมริกาหญิงคนแรกขึ้นไปได้เช่นกัน ในปี 1983, Sally Ride เป็นนักบินอเมริกาหญิงคนแรกได้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ (แต่เธอเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ที่ได้ไปอวกาศ) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในวงการนักบิน ดร. Varsha Jain นรีแพทย์อวกาศ เธอเป็นหนึ่งในแพทย์วิชาการคนแรกที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ปัจจุบันเธอเป็นสมาชิกของการฝึกอบรมการวิจัยสตรีในปี 2562 ที่ศูนย์ MRC เพื่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ที่มหาวิทยาลัย Edinburgh เธอให้สัมภาษณ์กับ BBC Radio 5 Live ถึงผลกระทบที่น่าสนใจบนอวกาศผ่านการถามตอบกับ Emma Barnett ผู้ดำเนินรายการไว้ว่า การปรับตัวในอวกาศของผู้ชาย และผู้หญิงต่างกันไหม? การปรับตัวเข้ากับพื้นที่ในอวกาศของทั้งผู้ชายและผู้หญิงค่อนข้างเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ เมื่อผู้หญิงเข้าสู่อวกาศ…Natnaree TK | 2471 days ago
Read More21/10/2019
เตรียมพบส้วมอัจฉริยะ! ที่สามารถสแกนโรคภัยไข้เจ็บผ่านการขับถ่ายของคุณ
มันอาจฟังดูแปลกแต่ในอนาคตส้วมอาจกลายเป็นเหมือนหมอส่วนตัวของคุณ โดยบริษัท Micron กำลังพัฒนาส้วมอัจฉริยะที่ใช้ระบบ AI เข้าประมวลอาการเจ็บป่วยผ่านของเสีย เพื่อประเมิณความเสี่ยง และสภาวะสุขภาพของคุณ ส้วมอัจฉริยะนี้จริง ๆ แล้วมันถูกผลิตมาเพื่อประเมิณสภาวะความเจ็บป่วยในช่วงแรกเริ่มของร่างกาย นอกจากนี้ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถเก็บเป็นข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับอาการแรกเริ่มของโรคบางโรคเพื่อให้เราสามารถทำความเข้าใจอาการแสดงของโรคได้ชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย หัวหน้าผู้บริหารของหน่วยความจำเทคโนโลยีชิปไมครอน Sanjay Mehrotra กล่าวว่า ในขณะที่แพทย์กำลังเดินหน้าเพื่อที่จะหาสาเหตุ และวิธีการป้องกันของโรคภัยต่าง ๆ ส้วมอัจฉริยะนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับคนทั่วไป พวกเขาสามารถตรวจเช็คสุขภาพของเขาได้วันต่อวันแทนที่จะต้องไปหาหมอทุก ๆ 6 เดือน คุณสามารถรับรู้สถานะสุขภาพของคุณได้ผ่านการตรวจปัสสาวะ และอุจจาระ นั่นทำให้ผู้ใช้งานสามารถรู้ถึงโรคภัยที่กำลังจะเกิดได้เร็วขึ้น และวางแผนการรักษาได้ทัน อย่างที่กล่าวไปข้างต้นส้วมอัจฉริยะนี้จะใช้การตรวจวิเคราะห์ผ่านปัสสาวะ และอุจาระ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่แพทย์ใช้ในการตรวจวิเคราะห์สุขภาพของผู้ป่วยมากที่สุด การตรวจอุจจาระจะทำให้เราทราบถึงการทำงานของระบบย่อยอาหาร การทำงานของลำไส้ และการตรวจปัสสาวะจะทำให้เรารู้ถึงสุขภาพของไต ตับ และเบาหวาน ที่สำคัญผู้ผลิตเชื่อว่าส้วมอัจฉริยะนี้จะสามารถทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ในอนาคต คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าในอุจจาระของเรานั้นมีแบคทีเรียเป็นส่วนประกอบมากกว่าอาหารเก่ามากถึง 50-80% เมื่ออุจจาระถูกขับออกมาแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ก็จะเคลื่อนผ่านออกมาด้วย และนั่นจะเป็นตัวบอกเราว่าตอนนี้ในร่างกายของคุณเป็นอย่างไร ผลการประเมิณจะถูกส่งเข้าไปยังมือถือ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วแต่บริษัทจะพัฒนาในอนาคต ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่กว่าที่เราจะได้เห็นส้วมอัจฉริยะนี้ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สิ่งประดิษฐ์นี้จะถูกนำออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพแน่ ๆ อ้างอิง Techgrabyte พิสูจน์อักษร : สุชยา…Natnaree TK | 2472 days ago
Read More19/10/2019
บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย! ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 33 รายแล้ว
จากที่เคยมีข่าวผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่กี่รายก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาเตือนประชาชนถึงโทษและผลกระทบที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงหาข้อสรุปที่แน่นอนถึงความอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตได้พุ่งสูงไปถึง 33 รายแล้วทั่วโลก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ได้รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากโรคปอดที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 33 คน จาก 26 คนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เสียชีวิตมีอายุตั้งแต่ 17-75 ปี โดยเฉลี่ยแล้วผู้เสียชีวิตมีอายุเฉลี่ย 44 ปี ยิ่งไปกว่านั้นการระบาดของโรคดังกล่าวยังคงเพิ่มสูงขึ้นจาก 1,300 รายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็น 1,479 รายในสัปดาห์นี้ และ 80% ของผู้ที่เป็นโรคปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอายุต่ำกว่า 35 ปีทั้งนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าสาเหตุของอาการดังกล่าวเกิดจากสารเคมีที่อยู่ในบุหรี่ไฟฟ้า แต่อย่างที่ทาง Livescience ได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่าทางทีมวิจัยยังไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีสารใดในบุหรี่ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดอาการ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ CDC ได้ออกมากล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่บรรจุ THC (สารที่พบได้ในกัญชา) ว่าอาจมีความสัมพันธ์กับอาการป่วย เพราะผู้ป่วย 3 ใน 4 ราย ยอมรับว่าพวกเขาใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มี THC เป็นส่วนประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ CDC ก็กำลังเร่งหาสาเหตุที่มาของอาการป่วยดังกล่าวให้แน่ชัดยิ่งขึ้นเพื่อทำการป้องกัน…Natnaree TK | 2473 days ago
Read More19/10/2019
งานวิจัยเผย! ผู้ที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไปสามารถเป็นหอบหืดได้
นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับไขมันตัวร้ายที่อยู่ในร่างกายของเรา นอกจากมันจะสามารถสะสมในตับ และส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เผยว่า มันสามารถเข้าสะสมที่ผนังทางเดินหายใจของคุณ และทำให้ปอดของคุณทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย เป็นที่รู้กันมานานว่ากลุ่มคนที่มีภาวะ obese (น้ำหนักเกิน) จะมีอัตราการเป็นโรคหอบหืดมากกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติ แต่เป็นเวลาหลายปีที่ความเชื่อมโยงระหว่างโรคหอบ และความอ้วนยังไม่เป็นที่แน่ชัด บ้างก็ว่า เพราะน้ำหนักมากเกินไปส่งผลโดยตรงต่อแรงดันในปอดทำให้หายใจลำบาก บ้างก็ว่าโรคอ้วนทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกายจึงก่อให้เกิดโรคหอบหืดได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อวันที่ 17 ตค. ที่ผ่านมาวารสาร European Respiratory ได้ตีพิมพ์เรื่องราวการค้นพบใหม่ที่ค้นคว้าร่วมกับ Peter Noble ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Western Australia ใน Perth เขาได้กล่าวในงานแถลงไว้ว่า การสะสมของไขมันสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของผนังทางเดินหายใจในลักษณะของการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบได้ง่ายมากขึ้น แต่นี่เป็นการค้นพบเบื้องต้นงานยังคงต้องศึกษาหาความสัมพันธ์ในเรื่องของการลดน้ำหนักเพื่อลดอาการหอบ และการเกิดโรคหอบจากเนื้อเยื่อไขมันให้แน่ชัดอีกที แต่ไม่ใช่ว่าข้อมูลที่นักวิจัยกล่าวมาเขาจะยกกันมามั่ว ๆ เพราะก่อนหน้านี้ John Elliot นักวิจัยอาวุโสจากโรงพยาบาล Gairdner ได้ทำการตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์ในเบื้องต้นมาแล้ว Noble,Elliot และทีมได้ทำการศึกษาเนื้อเยื่อในศพของผู้เสียชีวิต 52 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือคนที่เสียชีวิตจากโรคหอบ จำนวน 16 ราย ผู้ที่เป็นโรคหอบแต่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่น จำนวน 21…Natnaree TK | 2474 days ago
Read More17/10/2019
บอกเล่าประสบการณ์! คนที่ฆ่าตัวตายพวกเขาไม่ได้อยากตาย พวกเขาแค่อยากหลบหนีจากความเจ็บปวด
ช่วงนี้ข่าวการฆ่าตัวตายจากโรคซึมเศร้า กำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก และหัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับคนที่เข้าใจ หรือเคยมีอาการดังกล่าว วันนี้เราอยากจะยกส่วนหนึ่งของบทความใน Thought Catalog ที่เขียนโดย Bria Barrows หนึ่งในผู้ที่เคยผ่านภาวะซึมเศร้าและเอาชนะมันได้มาบอกเล่าให้ชาวแบไต๋ฟัง คุณรู้หรือไม่ว่า 1 ใน 5 ของคนส่วนมากเคยมีปัญหาสุขภาพจิต และนั่นไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อการดำเนินชีวิตของเราก้าวผ่านเข้ามายังจุด ๆ หนึ่งความคิดฆ่าตัวตายจะโผล่เข้ามาในหัวของพวกเขา สำหรับคนที่ไม่เคยมีความคิดฆ่าตัวตายเลย คงจะไม่เข้าใจ บางทีก็หัวเราะกับความคิดบ้า ๆ เช่นนี้ คุณอาจจะบอกพวกเขาว่า เห้ย! พรุ่งนี้ยังมีหวัง นึกถึงแสงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้สิ อาหารเช้ามื้ออร่อยในวันถัดไป หรือแม้แต่ความสนุกที่รอคอยอยู่ในวันข้างหน้า แต่สำหรับคนที่มีความคิดฆ่าตัวตายสิ่งเหล่านั้นไม่ช่วยอะไรเลย สำหรับผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า และมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย พวกเขาจะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดภายในจิตใจที่สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ หากจะอธิบายให้ชัดเจนอีกสักหน่อยก็คือ ความเครียดความกดดันต่างๆ สามารถฆ่าคุณได้ ในแต่ละวันคุณต้องใช้สมองในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสังคม การกินอาหาร การเรียนรู้ การทำงาน คุณต้องใช้สมองของคุณในการประมวลความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อแสงแดดยามเช้าสัมผัสร่างกาย หรือแม้กระทั่งการรับรู้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการจูบเช่นเดียวกัน แต่คนที่เค้ามีความเครียด หรือมีสภาวะซึมเศร้าเค้าจะไม่รู้สึกถึงสัมผัสเหล่านั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะที่มีความโดดเดี่ยวอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะไม่รู้สึกสนุกสนานไปกับงานปาร์ตี้ งานง่าย…Natnaree TK | 2475 days ago
Read More17/10/2019
แพทย์เตือน! หยุดใช้ยาสีฟันป้ายน้องชาย และน้องสาวของคุณเวลามีเพศสัมพันธ์ได้แล้ว
ฟังดูแปลกแต่แพทย์จาก Nigeria ได้ออกมาเตือนเหล่าวัยรุ่นทั้งหลายเกี่ยวกับความเชื่อผิด ๆ ของยาสีฟันไว้ว่า ยาสีฟันไม่ได้ช่วยทำให้พวกคุณมีความสุขในระหว่างมีเพศสัมพันธ์มากขึ้นอย่างที่เข้าใจผิดกัน และที่สำคัญมันยังเป็นอันตรายต่อน้องชาย และน้องสาวของพวกเขาอีกด้วย ที่ Nigeria มีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าการนำยาสีฟันป้ายที่บริเวณช่องคลอดจะช่วยกระชับช่องคลอดได้ จึงมีประชาชนส่วนหนึ่งนำวิธีนี้ไปใช้ สำหรับคุณผู้หญิงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะพื้นผิวบริเวณช่องคลอดนั้นบอบบาง และเต็มไปด้วย Normal Flora (แบคทีเรียประจำถิ่นที่จะช่วยกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อในพื้นที่นั้น ๆ ) ดร. Oluwole Yusuf กล่าวว่า การใช้ยาสีฟันซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนมากเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว และฆ่าแบคที่เรียเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อง่าย และมีบุตรยากในอนาคต คราวนี้มาทางฝั่งของคุณผู้ชาย ชาว Nigeria มีความเชื่อว่า การป้ายยาสีฟันลงบนอวัยวะเพศของพวกเขาจะสามารถช่วยชะลอการหลั่งเร็ว และแก้อาการเสื่อมสมรรถภาพได้ จนถึงขั้นมีคลิปวิดีโอแนะนำวิธีการทำออกมาเผยแพร่ใน youtube แบบเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงน้ำมันสะระแหน่ และสารเคมีอื่น ๆ รวมถึงสารฟอกขาวที่อยู่ในยาสีฟันนั้น อาจทำให้ผิวบริเวณอวัยวะเพศของคุณเกิดอาการไหม้ และเป็นแผลผุพองได้ ที่สำคัญพวกคุณไม่ควรใช้ยาสีฟันแทนสารหล่อลื่นเช่นกัน รู้อย่างนี้แล้วใครที่มีความเชื่อแบบนี้อยู่ก็หยุดเลยนะคะ เก็บยาสีฟันไว้แปรงไว้ตามที่มันสมควรถูกใช้นั่นละค่ะดีแล้ว อ้างอิง IFLScience พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัสNatnaree TK | 2475 days ago
Read More16/10/2019
Malisen ยาที่ถูกผลิตมาเพื่อเด็กคนเดียว! หรือนี่จะเป็นอนาคตใหม่ทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Malisen ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ที่เรากำลังจะได้ใช้กันหรอกนะ แต่มันเป็นชื่อยาที่ถูกศึกษา วิจัย และพัฒนามาเพื่อคน ๆ เดียว! ใช่แล้วยาตัวนี้จะใช้รักษาและได้ผลดีกับเด็กเพียงคนเดียวเท่านั้น งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์เมื่อวันพุธในวารสาร New England Journal of Medicine นักวิทยาศาสตร์ได้รายงานเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวยาที่มีผลในการลด หรือหยุดอาการแสดงหลายอย่างของโรค จะส่งผลข้างเคียงถึงชีวิตได้ในอนาคต (ยิ่งกับเด็กแล้วมันจะแสดงอาการตอนที่พวกเขาเป็นวัยรุ่น) หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อนแนวคิดที่ว่าจะสร้างยาที่สามารถออกฤทธิ์ได้เฉพาะบุคคลนั้นคงฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อเจ้อ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้คิดหลักการ Antisense oligonucleotides ขึ้นมา โดยยาที่ออกฤทธ์ภายใต้หลักการดังกล่าวจะเข้ายับยั้งการแสดงออกบางอย่างของยีนที่เราไม่ต้องการ แต่ด้วยวิทยาการในยุคนั้นทำให้ไม่มีการสานต่อยาดังกล่าวว่ามีความเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่ในปัจจุบันนี้ Malisen คือคำตอบของความสำเร็จนั้น แต่มันจะสามารถรักษาได้เฉพาะกับโรคที่มีความผิดปกติของยีนเท่านั้น และในกรณีของ Mila Makovec เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ที่มีอาการ Batten disease ก็เช่นกัน Batten disease เป็นโรคที่หายากมาก ๆ เราจะพบในเด็กเพียง 2,4 คน จากเด็ก 100,000 คนในอเมริกาที่มีอาการดังกล่าว อาการเริ่มแรกจะแสดงออกเมื่อเด็กเริ่มมีอายุ 3 ขวบ เด็กที่มีความผิดปกติมักจะได้รับยีนที่ไม่สมบูรณ์จำนวน…Natnaree TK | 2477 days ago
Read MorePR Partners
See All24/07/2026
กานต์สิรี บัววิชัยศิลป์ | 3 days ago
สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global
ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น23/07/2026
รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน
เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More13/07/2026
มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่
มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 14 days ago
Read More13/07/2026
ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026
ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส - ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 15 days ago
Read More































