Tags
| Health
04/09/2023
ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1059 days ago
รับมือกับเพื่อนร่วมงานที่หลากหลาย แม้ไม่ชอบแต่ก็ต้องทำใจ!
ในที่ทำงาน คุณมักจะเจอเพื่อนร่วมงานหลากหลายวัย และมีทั้งบุคลิกและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน แม้ว่าเพื่อนร่วมงานที่คุณเจอจะไม่ใช่ทุกคนที่เป็นพิษเป็นภัย แต่สำหรับบางคนพฤติกรรมของพวกเขา ก็สามารถส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคุณได้อีกด้วย ดังนั้นในวันนี้เราจะมาตีแผ่กับลักษณะนิสัย toxic ของเพื่อนร่วมงานที่คุณอาจจะพบเจอกัน และจะมาแนะนำวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย คุณเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่สามารถหาทางรับมือได้อย่างเหมาะสม ในสังคมการทำงานทุกที่ ย่อมมีคนที่หลากหลายถ้าคุณไม่พอใจใครจะให้เปลี่ยนงานเป็นทุกครั้งก็คงจะไม่ได้ ดังนั้นมาศึกษาความเป็นพิษของเพื่อนร่วมงานในแต่ละรูปแบบกันดีกว่า และคุณจะได้หาทางรับมือได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้คุณต้องทำใจเอาไว้เลยว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ แต่คุณสามารถเปลี่ยนทัศนคติและความสนใจของคุณเองในการจัดการกับพวกเขาได้ และสิ่งนี้จะไม่กระทบต่อสุขภาพจิตของคุณใด ๆ ทั้งสิ้น 1. บ่นไม่หยุด โลกรอบตัวไม่มีอะไรดีเลย ระดับความเป็นพิษ: ปานกลาง ลักษณะนิสัย: เพื่อนร่วมงานที่เอาแต่บ่น จดจ่ออยู่กับด้านลบของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ขวัญกำลังใจตกต่ำ ไม่เคยมีอะไรดีเลย วิธีจัดการ: ให้คุณนำเสนอวิธีแก้ปัญหา และพยายามเปลี่ยนเส้นทางการสนทนาไปยังหัวข้อที่เป็นบวกมากขึ้น หากความคิดเชิงลบยังคงมีอยู่ หรือเพื่อนร่วมงานของคุณยังไงก็ไม่หยุดบ่น ให้คุณนำตัวเองเฟดออกมา จากการมีส่วนร่วมในการสนทนาเชิงลบนั้น 2. ผู้คุมวิญญาณ ระดับความเป็นพิษ: ปานกลาง ลักษณะนิสัย: เพื่อนร่วมงานที่มักจะเฝ้าติดตามและควบคุมงานมากเกินไป ทำให้รู้สึกอึดอัด และไม่มีความเป็นอิสระในการทำงาน วิธีจัดการ: พยายามสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณกำลังทำงานในส่วนไหนอยู่ ทำงานเสร็จไปถึงไหนแล้ว พยายามนำเสนอรายงานให้กับเพื่อนร่วมงานคนนี้ได้ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่เขาจะได้หมดคำถาม และอาจจะเกิดความไว้วางใจในตัวคุณมากขึ้น 3. Gossip…25/07/2023
กฎของแรงดึงดูด ยิ่งนึกถึงสิ่งดี ๆ ยิ่งได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับมา
กฎของแรงดึงดูด (Law Of Attraction) เป็นหนึ่งในศาสตร์ที่ใช้ในการดูแลจิตใจตัวเอง และเป็นศาสตร์แห่งการฝึกจิตเพื่อดึงดูดเรื่องราวในแง่บวกที่มีการเผยแพร่มาอย่างยาวนานแล้ว แต่เรื่องราวของกฎแห่งแรงดึงดูด มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น จากการถือกำเนิดของ หนังสือ How -To ชื่อดังอย่าง “The Secret” ผู้แต่ง Rhonda Byrne ซึ่งวันนี้เราจะนำเนื้อหาที่เกี่ยวกับ กฎของแรงดึงดูด มาย่อให้สั้นลง และนำเสนอวิธีใช้กฎนี้แบบง่ายดายที่สุด ให้คุณได้ทำความรู้จักกัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจากสิ่งที่เราคิด แนวคิดของกฎนี้มีอยู่ว่า เมื่อคุณจดจ่อจิตอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนส่งผลทำให้เกิดอารมณ์อย่างเข้มข้นต่อเรื่องนั้น สิ่งนี้จะสร้างแรงดึงดูดที่ดึงดูดสิ่งที่คุณคิดเข้ามาหาคุณ ซึ่งจะมีการดึงดูดทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีการเลือกปฏิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ข่าวดีก็คือ คุณสามารถเลือกเรื่องที่คุณคิดถึงและมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่คุณคิดได้ ดังนั้นหัวใจหลักของกฎนี้จึงเน้นย้ำให้คุณนึกถึงแต่สิ่งที่คุณต้องการ และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่คิดถึงสิ่งที่คุณไม่ต้องการ เท่านั้น กฎของแรงดึงดูด (Law Of Attraction) ใช้กับเรื่องอะไรได้บ้าง? กฎนี้เป็นกฎที่ใช้ได้กับทุกเรื่องราวของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความรัก การงาน การเงิน ครอบครัว ความสัมพันธ์คู่รัก ความสัมพันธ์กับเพื่อน การปรับปรุงดูแลสุขภาพใจ ปรับปรุงดูแลรูปร่างของตนเอง การเป็นนิสัยให้เป็นคนที่ดีขึ้นในเรื่องที่คุณต้องการการเป็น เช่น มีความขยัน…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1100 days ago
Read More24/07/2023
ฮีลใจตัวเองด้วยการ “เขียน” วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงหรือ ?
อย่าปล่อยให้ตัวเองเก็บกดสะสมเพื่อรอวันระเบิด ระบายมันออกมาด้วยการเขียนดีกว่า กับเทคนิค “Writing to heal” การเขียนที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้จากประสบการณ์เชิงลบ และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่จิตใจ สำหรับการเขียนเพื่อฮีลใจนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการบำบัด เพราะเป็นเทคนิคที่ทำให้ผู้คนหายจากความเครียดและความบอบช้ำได้จริง ๆ ระบายความเครียดด้วยการเขียน ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีงานวิจัยที่ชี้ว่าการเขียนเพื่อแสดงออกทางอารมณ์ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยที่กำลังต่อสู้กับโรคระยะสุดท้าย หรือผู้ที่เป็นโรคร้ายที่คุกคามชีวิต การศึกษานี้เกิดขึ้นจากนักจิตวิทยาระดับแนวหน้า James Pennebaker, PhD, จาก University of Texas at Austin และ Joshua Smyth, PhD, จาก Syracuse University โดยเขาพบว่า การเขียนเพื่อระบายอารมณ์และความเครียดสามารถกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ได้ เช่น HIV/AIDS, โรคหอบหืด และโรคข้ออักเสบ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับสุขภาพ และการศึกษาที่เผยแพร่ใน Journal of the American Medical Association (Vol. 281, No. 14) ซึ่งเป็นการศึกษาที่นำเสนอโดย Smyth…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1101 days ago
Read More19/07/2023
ตื่นมาแล้วรู้สึกเมื่อยไม่สบายตัว เพราะ “ท่านอน” ไม่ดีหรือเปล่า ?
การนอนหลับ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพร่างกายโดยรวม และเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพในวันต่อ ๆ ไป แต่นอกเหนือจากการนอนหลับแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ท่านอน” เพราะหากคุณหลับไปโดยท่านอนที่ไม่เหมาะสม จากที่ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น สบายตัว อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้ 4 ท่านอนที่ไม่ดีต่อสุขภาพ 1.ท่าทารกในครรภ์ ท่าทารกในครรภ์ หมายถึงท่าที่เกี่ยวข้องกับการก้มศีรษะไปข้างหน้า โก่งหลัง งอสะโพก และงอเข่า ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจมีส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้รับผลกระทบ การนอนในท่านี้เป็นเวลานานสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาต่อไปนี้ 2.นอนคว่ำหน้า การนอนคว่ำถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพเพราะจะไปขัดขวางการหายใจ และทำให้กระดูกสันหลังคดงอผิดปกติได้ การหันศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่งเมื่อนอนในท่านี้ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้หลังเกิดอาการโค้งงอได้ ทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่การอักเสบและปวดกล้ามเนื้อคอนอกเหนือจากอาการปวดหลัง จึงไม่แนะนำให้นอนคว่ำ 3.กึ่งนั่งกึ่งนอน หากคุณกึ่งนั่งกึ่งนอนโดยใช้หมอนหนุนหลังส่วนล่าง ขณะที่ส่วนล่างของคุณอยู่บนเตียงหรือโซฟาในขณะที่คุณเล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ หรือดูทีวี จะเป็นการก้มคอเป็นเวลานาน เมื่อทำเป็นประจำจะทำให้กระดูกสันหลังทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดและบวมที่ไหล่ รวมถึงอาการปวดหลังส่วนล่างที่เกิดจากความโค้งของกระดูกสันหลังเมื่อนั่งในท่านี้ 4.วางศีรษะไว้ที่ต้นแขน การนอนโดยวางศีรษะทับต้นแขนจะเกิดการกดทับเส้นประสาทเรเดียลเป็นเวลานาน อาจทำให้เส้นประสาทถูกทำลายได้ ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ อาการข้อมือตก ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ยกมือด้านที่ได้รับผลกระทบได้ยาก กรณีนี้ส่วนใหญ่จะไม่ร้ายแรงและหายไปโดยไม่ได้รับการรักษา ระยะเวลาพักฟื้นแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี และอาการมักจะดีขึ้นภายในเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ท่านอนที่ดีและแนะนำก็คือ…ทิพาธี อินทวงศ์พันธ์ | 1105 days ago
Read More03/05/2019
IBM หวัง AI สามารถเร่งการคัดกรองต้อหินเพื่อเข้ารับการรักาษาได้เร็วยิ่งขึ้น!
ในปัจจุบันนี้การตรวจหาต้อหินจำเป็นจะต้องผ่านการวัด และ ตรวจคัดกรองหลายครั้งหลายขั้น และถึงแม้ทีมวิจัยของ IBM จะบอกว่าการหวังพึ่ง AI จะเป็นการใช้งานระบบที่หนักเกินไป แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังเป็นอีกหนึ่งความหวังในการตรวจคัดกรองที่เร็วขึ้นอยู่ดี ทีมวิจัยของทางบริษัทได้ทำการวิจัยค้นหาข้อมูลภาพ Retina ที่สามารถใช้ตรวจหาโรคต้อหินได้ ด้วย Deep learning system ของระบบจะสามารถสแกนประสาทตาและคัดกรองได้ถึงระดับความร้อยแรงของโรคต้อหินได้แม่นยำกว่าการตรวจในแบบทั่วไป ถึงแม้ว่าจานวิจัยนี้จะอยู่ในขั้นแรก แต่ IBM คาดว่าในอนาคตระบบ AI นี้จะสามารถพัฒนาได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยการทำนายลักษณะการมองเห็นในอนาคต เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ถึงแม้ในปัจจุบันนี้โรคต้อหินจะยังคงไม่มีวิธีการรักษาให้หาย แต่มันคงเป็นการดีกว่าถ้าเราสามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้นเพื่อลอโอกาสที่โรคจะพัฒนาไปมากกว่านี้ อ้างอิงNatnaree TK | 2644 days ago
Read More03/05/2019
อีกหนึ่งขั้นของเครื่องพิมพ์สามมิติ ในการสร้างหลอดเลือดเทียมที่มีคุณสมบัติคล้ายของจริงได้สำเร็จ!
นักวิศวกรรมชีวภาพ เข้าใกล้ความจริงขึ้นไปทุกทีกับการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในการสร้างอวัยวะเทียมเพื่อปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วย วันนี้ความคืบหน้าของเทคโนโลยีทำให้เราสามารถสร้างเส้นเลือดเทียมที่มีประสิทธิภาพได้แล้ว นอกเหนือจากการสรรหาวัสดุที่สามารถทำหน้าที่เหมือนเซลล์มนุษย์ได้เพื่อทำการสร้างอวัยวะเทียมแล้ว อีกหนึ่งความท้าทายที่เหล่านักวิทยาศาสตร์จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้คือการหาวัสดุที่มีคุณสมบัติเหมือนเส้นเลือด เพื่อทำการหล่อเลี้ยงอวัยวะนั้นๆ รวมถึงขับของเสียของด้วยเช่นกัน ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rice และ Washington ได้ร่วมมือกันพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการพิมพ์สามมิติ จนสามารถสร้างเส้นเลือดที่มีความซับซ้อนและปราณีตได้สำเร็จ เส้นเลือดประดิษฐ์นี้สามารถทำงานเลียนแบบเส้นเลือดของมนุษย์สำหรับการลำเลียงอากาศ ออกซิเจน น้ำเหลือง และของเหลวต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อการหล่อเลี้ยงอวัยวะเทียมได้ อุปกรณ์ที่เหล่าทีมวิจัยร่วมกันพัฒนานี้จะใช้ pre-hydrogel solution เป็นสารตั้งต้นในการสร้างหลอดเลือด ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างเจลที่เข้ากันได้ทางชีวภาพ และ มีโครงสร้างคล้ายเส้นเลือดจริงของมนุษย์ได้ และพวกเขาหวังว่าการค้นพบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่ผู้ป่วยในภายหลังได้ https://youtu.be/GqJYMgAcc0Q อ้างอิงNatnaree TK | 2644 days ago
Read More30/04/2019
นักวิจัยเผย! หากประสาทรับกลิ่นไม่ดี มีแนวโน้มจะเสียชีวิตภายใน 10 ปี
งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine นักวิจัยกล่าวว่า ผู้สูงอายุที่ความสามารถของประสาทรับกลิ่นลดลง มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายใน 10 เนื่องจากการทำงานของสมองส่วน Olfactory ลดลง อ้างอิงจากงานวิจัย 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุชาวอเมริกันมีประสาทรับกลิ่นแย่ลง แต่พวกเขาไม่สามารถสังเกตได้ชัดเจนเท่ากับน้ำหนักลด หรือประสาทการได้ยินเสียงเสื่อม จากการทดสอบประสาทรับกลิ่นในผู้สูงอายุ 3,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 70-79 ปี ของมหาวิทยาลัย Michigan พบว่าภายหลังช่วงการติดตามเป็นระยะเวลากว่า 16 ปี 46% ของผู้สูงอายุที่มีประสาทรับกลิ่นไม่ดีมีโอกาสที่จะเสียชีวิตภายใน 10 ปี และ 28% จากกลุ่มนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรค Parkinson สมองเสื่อม และ น้ำหนักลดอีกด้วย แล้วทำไมนักวิทยาศาสตร์ต้องมาสนใจเรื่องประสาทการรับกลิ่น และความตายด้วย? เรืองของเรื่องคือโรค Parkinson และ สมองเสื่อม ล้วนเป็นโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบประสาททั้งสิ้น พวกเขาจึงได้ทำการตรวจสอบว่าโรคทั้งสองสามารถส่งผลต่อประสาทรับกลิ่นได้หรือไม่ ซึ่งก็ได้ผลตามคาดคือประสาทการรับกลิ่นนั้นสัมพันธ์กับอาการดังกล่าว นอกจากนี้พวกเขายังทำการตรวจสอบในเรื่องของน้ำหนักเพื่อดูภาวะทุพโภชนาการร่วมอีกด้วย การทดสอบนี้ทำให้เรารู้ว่าประสาทการรับกลิ่นและความตายเชื่อมโยงกันมากกว่า 70% ความสัมพันธ์นี้ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ และ เพศ มันจึงอาจกลายเป็นเครื่องมือการตรวจคัดกรองโรคที่มีประสิทธิภาพอีกหนึ่งอย่าง…Natnaree TK | 2647 days ago
Read More30/04/2019
นักวิทยาศาสตร์เผยหนวดมนุษย์มีแบคทีเรียสะสมมากกว่าขนสุนัข!
สำหรับคุณผู้ชายที่ชอบไว้หนวดยาวคงจะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้แล้วละ เมื่องานวิจัยจากโรงพยาบาล Hirslanden ในนครซูริก เผยว่าหนวดของมนุษย์มีแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าขนสุนัขที่สกปรกเสียอีก ต้นเหตุของการศึกษาเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบแต่อย่างใด แต่มันเกิดจากความสงสัยของนักวิจัยว่า หากเรานำสุนัขและมนุษย์ใช้เครืองสแกน MRI เครื่องเดียวกันมีโอกาศที่จะสามารถแพร่เชื้อแบคทีเรียต่อกันได้หรือไม่ต่างหาก นักวิจัยจึงได้ทำการทดลองเก็บตัวอย่างเชื้อบนหนวดจากผู้ชาย ที่มีอายุระหว่าง 18-76 จำนวน 18 คน และเก็บตัวอย่างเชื้อจากขนสุนัขหลากหลายสายพันธุ์กว่า 30 ตัว แต่สิ่งที่เราค้นพบคือ หนวดของมนุษย์มีแบคทีเรียมากกว่าขนของสุนัข และที่สำคัญหลังจากการใช้เครื่อง MRI แล้ว มนุษย์ยังทำให้เครื่องสแกนปนเปื้อนมากกว่าสุนัขเสียอีก ในการทดลองหนวดขอผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนมีจำนวนแบคทีเรียในระดับที่สูง ส่วนในสุนัขมีเพียง 23 ตัวเท่านั้นที่มีระดับแบคทีเรียบนขนสูง และจำนวนแบคที่เรียที่พบบนหนวดของมนุษย์สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย หรือติดเชื้อได้ แต่ถึงอย่างนั้นงานวิจัยนี้ไม่ได้จะบอกให้คุณผู้ชายทั้งหลายโกนเคราทิ้งซะเดี๋ยวนี้ เพียงแต่บอกให้คุณรู้ว่ามันเป็นแหล่งสะสมเชื้อนะถ้าจะไว้หนวด คุณต้องดูแลมันดีๆหน่อย และงานวิจัยนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณผู้หญิงจะมีแบคทีเรียน้อยกว่าผู้ชาย พวกคุณคงคิดไม่ถึงหรอกว่าการเข้าออกโรงพยาบาลครั้งหนึ่งพวกคุณทิ้งเชื้อแบคทีเรียไว้ในโรงพยาบาลมากแค่ไหน และเพียงการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างมือมันไม่เพียงพอด้วยซ้ำ อ้างอิงNatnaree TK | 2647 days ago
Read More27/04/2019
นักวิทยาศาสตร์เยอรมนี ประดิษฐ์อวัยวะแบบใสได้สำเร็จเพื่อความละเอียดในการพิมพ์อวัยวะสามมิติมากยิ่งขึ้น!
นักวิทยาศาสตร์ในเยอรมนีได้คิดค้นวิทยาการใหม่ที่ในการสร้างอวัยวะโปร่งใสในการปลูกถ่ายอวัยวะขึ้นมา ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติแล้ว นักวิทยาศาสตร์นำโดย Ali Erturk จากมหาวิทยาลัย Ludwig Maximilians ใน Munich ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ใช่ตัวทำละลายเพื่อสร้างอวัยวะเช่น สมอง และไตโปร่งใสขึ้นมาสำหรับการปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วย อวัยวะต้นแบบจะถูกนำมาสแกน เพื่อสร้างพิมพ์เขียว การสแกนจะสามารถระบุตำแหน่งหลอดเลือด เซลล์ และเซลล์เฉพาะได้อย่างแม่นยำ หลังจากนั้นพวกเขาจะใช้ Stem Cell เป็นหมึกในการสร้างอวัยวะดังกล่าวผ่านเครื่องพิมพ์สามมิติ และใส่มันลงไปในตำแหน่งที่ต้องการได้ ในขณะที่วิทยาการการพิมพ์สามมิติก้าวหน้าไปมากในโลกอุตสาหกรรมอื่นๆ ทางด้านการแพทย์ก็เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่ยังขาดอยู่ในงานพิมพ์สามมิตินี้คือรายละเอียดของอวัยวะ เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ต้นแบบการพิมพ์จะให้ภาพจากเครื่อง X-Ray หรือการสแกนจาก MRI ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดต่ำ การสร้างอวัยวะโปร่งใสจึงสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหานี้ได้ เราสามารถมองเห็นเซลล์ทุกเซลล์ได้ชัดขึ้นจากการจำลองอวัยวะโปร่งใสนี้ และมันจะช่วยทำให้งานพิมพ์อวัยวะเทียมของเรามีความละเอียดมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามทีมของ Erturk วางแผนที่จะจำลองตับอ่อน และเริ่มพิมพ์มันเป็นอวัยวะแรก หลังจากนั้นพวกเขาจะวางแผนการทำ Bioprinted ภายใน 2-3 ปี และจะตามมาด้วยการพิมพ์ไต ภายใน 5-6 ปีให้หลัง พวกเขาจะทำการทดสอบการปลูกถ่ายอวัยวะที่ได้จากเครื่องพิมพ์สามมิติในสัตว์ก่อนว่าพวกมันสามารถมีชีวิตริดได้หรือไม่จากการปลูกถ่ายดังกล่าว หากประสบความสำเร็จแผนการทดสอบทางคลีนิคจึงจะสามารถดำเนินการได้ภายใน 5-10 ปีถัดไป อ้างอิงNatnaree TK | 2650 days ago
Read More27/04/2019
งานวิจัยใหม่ชี้ ยิ่งเครียด ยิ่งกิน ยิ่งอ้วน!
เชื่อว่าสำหรับหลายๆ คนแล้วการได้กินของหวานในวันที่เครียดจากการเรียน การได้กินชาบู ปิ้งย่างหลังจากวันที่น่าเบื่อในที่ทำงาน หรือแม้แต่การนั่งกินขนมขบเคี้ยวไปเรื่อยๆ คงจะเป็นหนึ่งในความสุขเล็กๆ ในแต่ละวันที่จะทำให้คุณยิ้มสู้กับชีวิตน่าเบื่อไปได้ แต่! สายกินแก้เครียดต้องฟัง เพราะมีงานวิจัยออกมาบอกว่า การกินอาหารในขณะที่เครียด (โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลอรี่สูง) จะมีโอกาสอ้วน ได้มากกว่าการกินตอนไม่เครียด งานวิจัยนี้ถูกทดลองในหนู และนักวิจัยังพบอีกว่า ภาวะเครียดสะสมนี่ละที่เป็นแรงผลักดันให้เรากินต่อไปแบบหยุดไม่ได้ นักวิจัยได้ทำการทดลองในหนูและพบว่าหนูเครียดที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีแคลอรี่สูง มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าหนูไม่เครียดที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารแคลอรี่สูงหลายเท่า กุญแจสำคัญในความอ้วนของหนูที่เครียดทั้งหลายนั้นอยู่ที่ Hypothalamus ส่วนที่ควบคุมการอยากอาหาร และ ความหิว ได้รับผลกระทบมาจาก Amygdala ส่วนที่ควบคุมการตอบสนองต่ออารมณ์ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ทำให้สมองทั้งสองส่วนสร้างโมเลกุลที่เรียกว่า Neuropeptide Y (NPY) ขึ้นมาตอบสนองต่อความเครียด ทำให้เราอยากอาหารมากยิ่งขึ้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทดลองกั้นการผลิต NPY ในหนูที่เครียด และให้อาหารที่มีแคลอรี่สูงเช่นเดิม พวกเขาพบว่าน้ำหนักตัวของหนูที่เครียด และ ไม่เครียดที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารแคลอรี่สูงไม่ต่างกันเลย และยิ่งไปกว่านั้นมันยังส่งผลให้ Insulin ทำงานมากขึ้น 10 เท่า ระดับ Insulin ยังจะส่งผลต่อ Amygdala ทำให้ผลิต NPY มากขึ้น ความอยากอาหารก็มากขึ้น ในขณะที่การเผาผลาณแคลิรี่ยังคงเท่าเดิม Herbert…Natnaree TK | 2650 days ago
Read More25/04/2019
เครื่องมือรับกระแสประสาทแปลงเป็นเสียงพูด เพิ่มโอกาสให้ผู้บกพร่องทางประสาทสื่อสารได้อีกครั้ง!
มีผู้ป่วยอาการบกพร่องทางประสาทจำนวนมากที่เมื่อมีอาการป่วยพวกเขาสูญเสียความสามารถในการพูดตามไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นกระแสประสาทที่ถูกส่งไปยังอวัยวะในการพูดอื่นๆ อย่างเช่น กราม กล่องเสียง หรือแม้กระทั้งริมฝีปากไม่ได้สูญเสียความสามารถในการทำงานของพวกมันตามไปด้วย นักวิทยาศาสตร์จาก University of California at San Francisco (UCSF) จึงประดิษฐ์เครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเปล่งเสียงได้อีกครั้งหนึ่ง เครื่องมือนี้จะเป็นตัวกลางในการรับกระแสประสาทที่ถูกส่งออกมาจากสมอง ผ่านเข้าสู่ระบบการวิเคราะห์และคาดเดาคำพูดที่ผู้ป่วยต้องการจะสื่อสารออกมา เทคโนโลยีนี้ไม่ใช้การอ่านความคิด แต่มันเป็นการเรียนรู้การทำงานของประสาทแต่ละเส้นและแปลงกระแสประสาทเหล่านั้นเป็นระบบเสียงเสมือนจริง ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าทดลองในเรื่องของขั้วไฟฟ้าในส่วนที่เชื่อมต่อของประสาทสมอง เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นถึงแม้จะไม่เคยได้รับการฝึกใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวมาก่อนเลยก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นในบางครั้งอุปกรณ์นี้ก็สร้างเสียงแปลกๆ ที่ไม่สามารถแปลความหมายออกมาได้เช่นกัน และโครงการนี้อาจต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะออกมาให้ผู้ป่วยได้ใช้กันอย่างแพร่หลาย หากอุปกรณ์นี้สำเร็จมันจะสามารถปรับปรุงการสื่อสารให้กับผู้ป่วยเหล่านั้นได้อย่างมาก และจะช่วยให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับสังคมมากยิ่งขึ้น https://youtu.be/kbX9FLJ6WKw อ้างอิงNatnaree TK | 2652 days ago
Read More24/04/2019
ไม่เพียงแค่ข่มขืน! การส่งรูปภาพหรือข้อความอนาจารให้แก่ผู้ที่ไม่ต้องการก็กระทบต่อสุขภาพจิตได้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้เราอาจจะเคยได้ยินข่าว ร่วมถึงงานวิจัยต่างๆที่ออกมากล่าวถึงผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นภายหลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ยินยอมมาแล้ว แต่สำหรับงานวิจัยนี้จะทำให้เราเห็นว่า การได้รับสื่อข้อความหรือรูปภาพอนาจาร รวมถึงการถูกบังคับให้ส่งรูปเหล่านั้น ก็ส่งผลต่อสภาพจิตใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน งานวิจัยนี้ถูกจัดทำขึ้นโดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Deakin ประเทศออสเตรเลีย ทีมต้องการพิสูจน์สมมุติฐานว่าการส่งภาพอนาจารมีผลต่อสภาพจิตใจหรือไม่จึงได้ทำการคัดเลือกอาสาสมัครเข้ามาทำการทดลอง ซึ่งพวกเขาก็พบว่าการรับ ส่งข้อความอนาจารไม่มีผลกระทบต่อจิตใจ ความเครียด ความวิตกกังวล ความกดดัน รวมถึงการประเมิณคุณค่าในตัวเองต่ำลง หากไม่มีการถูกบังคับเกิดขึ้น งานวิจัยนี้พยายามที่จะอุดช่องว่างของงานวิจัยก่อนหน้า ที่กล่าวว่าผู้ที่ชอบส่งภาพลามกอนาจารเป็นผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต นักวิจัยกล่าวว่า หนึ่งในความคลาดเคลื่อนบของแนวคิดเรื่องผลกระทบของสุขภาพจิตอยู่ที่ความยินยอม มีงานวิจัยหนึ่งรายงานว่า 52.3% ของวัยรุ่น มีพฤติกรรมการส่งรูปภาพ หรือข้อความเชิงลามกอนาจาร และมีแนวโน้มจะทำอย่างต่อเนื้องถึงแม้ว่าจะไม่ต้องการทำก็ตาม แรงจูงใจในพฤติกรรมนี้คือ การจีบ การเติมเต็มความต้องการของฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น และหลังจากการกระทำภายใต้การบีบบังคับจะส่งผลให้สภาพจิตใจแย่ลง รวมถึงบั่นทอนกระบวนการตัดสินใจของแต่ละบุคคล พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะส่งข้อความเมื่อพวกเขาไม่ต้องการ และที่สำคัญผู้ชายจะได้รับผลกระทบทางสุขภาพจิตมากกว่าผู้หญฺิง ไม่เพียงเท่านั้นทีมวิจัยยังบอกอีกว่าผู้ที่มีพฤติกรรมที่ชอบบังคับผู้อื่นเช่นนี้ มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมรุนแรงทางเพศ เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มีพฤติกรรมบีบบังคับให้ผู้อื่นส่ง/รับ ภาพอนาจาร เป็นอันตรายเช่นเดียวกับขมขืนในโลกออฟไลน์ หวังว่างานการศึกษานี้จะช่วยทำให้คุณทุกคนเข้าใจถึงอันตราย และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงในโลกความเป็นจริง หรือสังคมออนไลน์มันก็ไม่ควรเกิดขึ้น และไม่มีใครสมควรเป็นเหยื่อของความรุนแรงเหล่านี้ด้วยเช่นกัน อ้างอิงNatnaree TK | 2653 days ago
Read More
23/04/2019
งานวิจัยชี้ชุดอาหารสำเร็จรูป ลดการปล่อยมลภาวะได้มากกว่าร้านอาหาร!
ในปัจจุบันนี้ชุดอาหารสำเร็จรูป (Meal Kit) กำลังได้รับความนิยม ด้วยความที่ผู้บริโภคสามารถเลือกรายการอาหารที่ต้องการรับประทาน แล้วให้ทางบริษัทเช่น Blue Apron, HelloFresh และ ร้านสะดวกซื้อบางแห่งจัดส่งวัตถุดิบ พร้อมแนบวิธีทำให้ถึง ทั้งสะดวก สบาย และที่สำคัญยังสามารถช่วยลดการสร้างมลภาวะได้อีกด้วย งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Michigan เปิดเผยว่าการรับประทานอาหารจากชุดอาหารสำเร็จรูป สามารถลดการปล่อย Carbon dioxide โดยเฉลี่ยได้มากกว่าการรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร จุดแตกต่างของการปล่อยมลภาวะอยูที่การใช้ของ ในขณะที่ร้านอาหารจำเป็นจะต้องสั่งซื้อของเป็นจำนวนมากเก็บไว้ที่ร้านค้า ทำให้เกิดการสูญเสียอาหารในครัวเรือนมากขึ้น แต่ชุดอาหารสำเร็จรูปไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อมีรายการสั่งชุดอาหารเข้ามาทางบริษัทจะทำการไปจัดซื้อของที่จำเป็นจะต้องใช้ในการประกอบเมนูนั้นๆมาแล้วจัดส่งให้ลูกค้า การบริการเช่นนี้จึงสามารถลดการใช้ทรัพยากรอาหารอย่างฟุ่มเฟือยได้มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกล่องกระดาษหรือพลาสติกที่ห่อในชุดอาหารสำเร็จรูป กับ การทิ้งเศษอาหารจากร้านอาหาร เศษอาหารเหล่านั้นกลับสร้างมลพิษได้มากกว่าเสียอีก ไม่เพียงแค่การปล่อย Carbon dioxide เท่านั้น แต่ชุดอาหารสำเร็จรูปยังสามารถลดอัตราการขากแคลนอาหารในอนาคตได้ (จากการที่สั่งมาพอดีไม่ต้องสั่งของมาเก็บไว้มากมาย พอขายไม่ทันก็ต้องทิ้ง) ลดการใช้เชื้อเพลิงจากการที่ต้องเดินทางไปร้านอาหาร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการเดินทางไปร้านอาหารเราปล่อยมลภาวะไปถึง 11% ต่อ 1 ไมล์ ในขณะที่ชุดอาหารสำเร็จรูปสร้างมลภาวะเพียง 4% ต่อ 1 ไมล์ เท่านั้น ถึงแม้บริษัทการขนส่งชุดอาหารสำเร็จรูปเหล่านี้จะยังใหม่ในประเทศไทย แต่ด้วยความสะดวก สบาย และการลดการปล่อยมลพิษแล้วไม่แน่ในอนาคตเราอาจเห็นบริษัทเหล่านี้เติบโตมากขึ้นก็ได้ อ้างอิงNatnaree TK | 2654 days ago
Read More21/04/2019
Heatstroke ภาวะฉุกเฉินที่มาพร้อมกับความร้อนอบอ้าวของประเทศไทย!
จะออกไปไหนต่อไหนทุกวันนี้มองซ้ายแลขวาก็เห็นแต่ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาทำเอาอยากจะเปิดแอร์นอนฉ่ำๆ หนีร้อนทั้งวันเลยเชียว ใครที่สามารถหลีงเลี่ยงการปะทะกับความร้อนของแดดเมืองไทยได้ก็โชคดีกันไป แต่หากใครหนีไม่ได้ก็ต้องระวังตัวกันหน่อย เพราะว่าอากาศร้อนๆแบบนี้อาจทำให้คุณเสียชีวิตจากอาการ Heatstroke ได้โดยไม่คาดคิด Heatstroke คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลลดอุณหภูมิภายในร่างกายได้ ส่งผลให้เกิดผลกระทบวงกว้างต่ออวัยวะ และ ระบบต่างๆ ของร่างกาย อาการนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการปฐมพยาบาลอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นภาวะที่มีความเสียงที่จะทำให้เสียชีวิตสูงมาก ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการ Heatstroke ส่วนมากจะเป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง นักกีฬามือใหม่ ผู้ที่กำลังฝึกทหาร ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่ขาดน้ำเป็นต้น ส่วนการสังเกตอาการเริ่มต้นของ Heatstroke ผู้ป่วยจะมีอาการหลักๆคือ วัดอุณหภูมิได้สูงกว่า 40 องศา หน้ามืด วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม อ่อนเพลีย ใจสั่น เริ่มเสียการทรงตัว เหงื่อออกมาก (สำหรับบางกรณีก็ไม่มีเหงื่อ ส่วนมากผู้ป่วยมักจะมีเหงื่อออกมากในช่วงแรก หลังจากนั้นจะไม่มีเหงื่อออก) หายใจหอบ กระหายน้ำมาก หากมีอาการเช่นนี้ควรรีบหยุดพักการทำกิจกรรม แล้วนั่งพักในที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกโดยเร็วที่สุด แต่หากป้องกันไม่ทัน วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับคนเป็น Heatstroke ใช้หลักง่ายๆเลยคือ เมื่อเหตุอาการเกิดจากความร้อนที่มากเกินไปจนร่างกายระบายไม่ทัน เราก็ต้องลดความร้อนออกให้เร็วที่สุด พาผู้ป่วยเข้าพักในที่ร่ม ที่อากาศถ่ายเทสะดวก คลายเสื้อผ้าไม่ให้รัดแน่นจนเกินไป เช็ดตัวผู้ป่วย…Natnaree TK | 2655 days ago
Read More
20/04/2019
ประวัติการรักษาผู้ป่วยกว่า 150,000 รายจากศูนย์บำบัดยาเสพติดรั่วบนโลกออนไลน์!
เป็นเรื่องราวใหญ่โตกันเลยทีเดียวเมื่อข้อมูลการเข้ารับการบำบัดอาการติดยาเสพของผู้ป้วย 150,000 ราย ที่ศูนย์ผู้ติดยาเสพติดรัฐ Pennsylvania รั่วไหลบนโลกออนไลน์ สร้างความเสียหายให้แก่ศูนย์การรักษา และตัวผู้ป่วยเป็นอย่างมาก Justin Paine นักวิจัยอิสระได้ค้นพบฐานข้อมูลของ ElasticSearchElasticSearch ซึ่งมีเซ็ทข้อมูลกว่า 5 ล้านเซ็ท ที่ดูเหมือนจะมีข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดตั้งแต่ปี 2016-2018 รวมอยู่ในนั้นด้วย หลังจากที่พบข้อมูลดังกล่าว Paine ได้แจ้งไปยัง ElasticSearch เจ้าของข้อมูลถึงปัญหาที่เขาพบ ให้ระงับการเข้าถึงข้อมูลบนพื้นที่สาธารณะ https://twitter.com/xxdesmus/status/1119241133047996417?ref_src=twsrc%5Etfw%7Ctwcamp%5Etweetembed%7Ctwterm%5E1119241133047996417&ref_url=https%3A%2F%2Fwww.engadget.com%2F2019%2F04%2F19%2Frehab-medical-records-exposed%2F Paine ได้กล่าวถึงวิธีการที่ดีที่สุดในการกู้คืนข้อมูลนั้นไม่ควรส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ในขณะที่ข้อมูลของผู้ป่วย 150,000 คนที่รั่วไหลออกไปนั้นจะเป็นข้อมูลจำนวนไม่มากตามค่ามาตราฐานของทุกวันนี้ก็ตาม แต่การที่ประวัติการรักษา และบำบัดอาการเสพติดยา และข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยที่หลุดออกไปนั้นจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยในอนาคตได้ อ้างอิงNatnaree TK | 2657 days ago
Read More20/04/2019
EpiWear สายรัดข้อมือเข็มฉีดยา! ทางเลือกใหม่สำหรับคนที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง
หากคุณมีแนวโน้มที่จะมีอาการแพ้อย่างรุนแรงละก็ คุณคงคุ้นเคยกับการให้ยาเป็นอย่างดีเชียว ยาที่จะให้แก้ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงจำเป็นที่จะต้องให้อย่างรวดเร็วและทันเวลาก่อนที่จะเกิดิาการร้ายแรงต่างๆตามมาได้ และการพกยาที่ทั้งหนด ทั้งเทอะทะไปไหนมาไหนมันก็คงไม่สะดวกเท่าไหร่ และในกรณีที่แย่ที่สุดมันอาจจะไม่ทันการ นักศีกษาจากมหาวิทยาลัย Rice เล็งเห็นถึงปัญหาข้อนี้จึงได้ประดิษฐ์สายรัดข้อมือที่มาพร้อมกับอุกรณ์บรรจุเข็มฉีดยา Epinephrine ที่มีชื่อว่า "EpiWear" ขึ้นมา ตัวสายรัดข้อมือและอุปกรณ์มีขนาดพอๆกับนาฬมิกาข้อมือ จึงทำให้สะดวกต่อการพกพา และการนำไปใช้งาน เมื่อคุณเกิดเหตุฉุกเฉิน เพียงแค่ถอดอุปกรณ์ แกะเข็มฉีดยาออกมา วางไว้ที่ต้นขาและกดปุ่มเพื่อฉีดยาเข้าไป เพียงเท่านี้คุณก็จะรับยาได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การออกแบบ EpiWear นั้นคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอย่างมาก ด้วยล๊อค 3 ชั้นที่จะทำให้คุณแน่ใจว่าเข็มฉีดยาจะไม่ออกมาเมื่อคุณไม่ต้องการใช้งานมัน รวมทั้งมีการป้องกันปุ่มกดไม่ให้โดนกดโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย EpiWear เป็นอุปกรณ์ต้นแบบที่ยังใหม่มากที่ถูกทำขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ แต่นักศึกษาเจ้าของความคิดนี้ก็มีแผนที่จะพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวให้เหมาะสมกับสถาณการณ์ที่หลากหลายขึ้น อย่างเช่นการใช้งาในตอนกลางคืน ขนาดและการออกแบบที่อาจทำให้เล็กลง รวมถึงอาจเพิ่มคุณสมบัติพิเศษอย่างเช่น มันสามารถเป็นนาฬิกาบอกเวลาได้ในยามที่ไม่ถูกใช้งานเช่นกัน https://youtu.be/_bqMMj9p0dc อ้างอิงNatnaree TK | 2657 days ago
Read More19/04/2019
6 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการนอน ที่จะทำให้สุขภาพของคุณแย่ลง!
หนึ่งในเรื่องที่คนให้ความสำคัญไม่แพ้การออกกำลังกาย และการกิน ก็คงหนีไม่พ้นการนอน และเราเชื่อว่ามีคนอีกหลายคนที่ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการนอนและยังปฏิบัติเช่นนั้นอยู่เรื่อยมา แต่วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับการพักผ่อนของคุณกัน ต้องขอบอกก่อนเลยว่าข้อมูลเหล่านี้เค้าไม่ได้นั่งเทียนเขียนกันมา แต่เค้ามีการศึกษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจากทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย New York เพื่อที่จะหาความเชื่อมโยงกับหลักวิทยาศาสตร์ด้วย ว่าแต่จะมีอะไรบ้างเรามาอ่านกันเลย 1. เราสามารถมีสุขภาพที่ดีได้แม้นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง/วัน สำหรับนักธุรกิจ หรือคนบ้างาน นี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแลกชั่วโมงการนอนไปทำอย่างอื่น แต่! นี่เป็นความคิดที่ผิดถนัด การนอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง/วัน จะส่งผลเสียอย่างมากต่อสุขภาพของคุณ ดร. Rebecca Robbins กล่าวว่า มีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ทั้งเรื่องของโรคภัยอย่างเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ที่อาจจะเกิดขึ้น และอายุที่สั้นลง รวมถึงเธอยังแนะนำอีกว่า อย่างน้อยเราต้องพักผ่อนวันละ 7-8 ชม.เพื่อสุขภาพที่ดีต่างหากถึงจะถูกต้อง 2. ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอนจะช่วยทำให้คุณหลับสบายยิ่งขึ้น การดื่มเบียร์สักแก้ว หรือการดื่มไวน์สักนิด อาจจะทำให้คุณง่วงและเข้าใจว่ามันช่วยเพิ่มคุณภาพในการพักผ่อนของคุณให้มากขึ้น แต่ผิดอีกแล้ว! ดร. Rebecca Robbins ได้กล่าวไว้อีกเช่นกันว่า การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอนจะทำให้คุณรู้สึกง่วงนอนจริง แต่มันกลับไปลดคุณภาพการนอนหลับของคุณ แอลกอฮอล์จะรบกวน REM (ระบบการเข้านอนของสมองและการเคลื่อนไหวลูกตา ซึ่งจะมีผลต่อความทรงจำ) นั่นอาจทำให้คุณละเมอได้…Natnaree TK | 2658 days ago
Read More16/04/2019
อีกขั้นของเครื่องพิมพ์สามมิติ ในการนำเนื้อเยื่อมนุษย์มาสร้างแบบจำลองหัวใจสำเร็จ!
เป็นความสำเร็จอีกหนึ่งขั้นของเทคโนโลยีทางการแพทย์ เมื่อทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tel Aviv สามารถสร้างแบบจำลองหัวใจได้จากเซลล์ของผู้ป่วยจริงๆ มันอาจฟังดูไม่แปลกใหม่เท่าไหร่กับเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติ เพราะก่อนหน้านี้เราเคยได้เห็นความสามารถในการพิมพ์ของมันมามากมายแล้ว แต่คุณอาจจะต้องคิดใหม่เพราะนักวิจัยกลุ่มนี้ใช้เนื้อเยื่อเซลล์ที่ได้จากชิ้นเนื้อของผู้ป่วยแทนหมึกในการสร้างแบบจำลองนี้ขึ้นมา และแบบจำลองนี้ก็มีความละเอียดมากในขนาดที่ว่าสามารถจำลองหลอดเลือด ผนังหัวใจ ลิ้นหัวใจ หรือแม้แต่ตัวกระตุ้นการเต้นของหัวใจได้เลยทีเดียว ฟังดูดีใช่ไหมละกับความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์ในครั้งนี้ เพราะนี่อาจหมายถึงการพัฒนาวิธีการดังกล่าวให้จำลองอวัยวะของมนุษย์ได้ในอยาคต แต่ถึงอย่างนั้นแบบลองหัวใจจากเนื้อเยื่อครั้งนี้มีขนาดเล็กเท่ากับหัวใจของกระต่ายเท่านั้น แต่หากวิทยาการนี้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่แน่ในอนาคตเราอาจจะสร้างอวัยวะที่สามารถใช้ปลูกถ่ายให้แก่ผู้ป่วยได้จริงจากเครื่องพิมพ์สามมิติก็ได้ อ้างอิงNatnaree TK | 2661 days ago
Read More01/04/2019
รู้หรือไม่! คุณใช้พื้นที่สมองเพียง 1.5 MB เท่านั้นในการจัดเก็บข้อมูลการใช้ภาษาของคุณ
ในตอนที่เราเป็นเด็กเริ่มหัดพูด สมองของเราจะไม่รู้ถึงคำศัพท์ที่เราพูดออกไป แต่หลังจากนั้นไม่นานสมองของเราก็จะเริ่มเรียนรู้ความหมายของคำนั้นๆ ได้เองเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว การเรียนรู้ภาษาตั้งแต่เกิดจนอยุ 18 ปี ที่ดูไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะคำศัพท์มากมาย รวมทั้งความหมายของคำ แต่วารสารของ Royal Society Open Science ได้ทำการศึกษาหาค่าเฉลี่ยออกมาแล้วว่าคนเราใช้พื้นที่สมองประมาณ 12.5 ล้านบิต ในการเรียนรู้ด้านภาษา ซึ่งอย่างที่ทุกคนรู้บิตคือหน่วยในการเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ นักวิทยาศาสตร์เอาหน่วยบิตเข้ามาเปรียบเทียบ เพื่อให้เราเข้าใจขนาดความจำสมองที่ต้องใช้ได้ง่ายขึ้น มันดูเหลือเชื่อใช่ไหมละที่หน่วยการเรียนรู้ด้านภาษาของเรามีขนาดเพียงแค่ 1.5 เมกะไบต์ หรือเทียบเท่ากับเพลง Mp3 ที่มีความยาวหนึ่งนาทีเท่านั้นเอง เหล่านักวิจัยประเมินว่าในวันวันหนึ่งผู้ใหญ่จะใช้พื้นที่เพียง 1,000 - 2,000 บิท เท่านั้นในการเรียนรู้คำศัพท์ และในกรณีที่น้อยที่สุดคือใช้พื้นที่เพียงแค่ 120 บิตเท่านั้น และพื้นที่ 12.5 ล้านบิตนั้นล้วนเป็นพื้นที่ที่ใช้จัดเก็บคลังคำศัพท์ไม่รวมถึงหลักไวยากรณ์ หรือรูปประโยคแต่อย่างใด งานวิจัยนี้ทำให้เราเห็นว่าในความจริงแล้วการเรียนรู้ความหมายของคำศัพท์ จำเป็นมากกว่าการเรียนรู้ทางหลักไวยากรณ์ และ ปัญหาหลักของการเรียนรู้คือ เราจะมีวิธีการเรียนรู้อย่างไรให้จำคำศัพท์เหล่านั้นได้ ส่วนคนที่สามารถจดจำ และเรียนรู้ได้ทั้งสองภาษานั้นนักวิจัยกล่าวว่า ในความจริงแล้วคำศัพท์ มารากศัพท์พื้นฐานที่ค่อนข้างคล้ายกันในด้านความหมายสมองของพวกเค้าจึงไม่จำเป็นต้องมีหน่วยความจำมากึ้นเป็นสองเท่าเพื่อเรียนรู้ภาษาที่สอง อ้างอิงNatnaree TK | 2675 days ago
Read More01/04/2019
สื่ออังกฤษรายงาน! พบหญิงวัย 65 ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด
วารสาร British Journal of Anesthesia ได้เขียนเรื่องราวสุดประหลาดของหญิงวัย 65 ที่ชื่อว่า Jo Cameron ที่มียีนพิเศษทำให้เธอไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเลย ปกติแล้วอาการเจ็บปวดเป็นสัญญาณเตือนที่บอกร่างกายถึงอันตรายที่เรากำลังจะได้รับ อย่างเช่นเมื่อคุณจับแก้วน้ำร้อน ร่างกายจะเตือนคุณด้วยความรู้สึกร้อน แล้วดึงมือหนีแต่สำหรับหญิงคนนี้ มันไม่เป็นเช่นนั้น มันจึงทำให้ Jo Cameron โดนเตาอบเผามือของเธออยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกกลัว หรือวิตกกังวลแต่อย่างใด จนเมื่อเธอเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ในวัย 65 เธอปฏิเสธการรับยาแก้ปวดจากแพทย์ทั้งๆที่คนปกติจะร้องขอยาแก้ปวด เธอจึงถูกส่งตัวไปให้วิสัญญีแพทย์ หลังจากเปิดประวัติการรับยาของเธอ ก็พบว่าเธอไม่เคยรับยาแก้ปวดเลยสักครั้ง แม้กระทั่งในตอนที่เธอคลอดลูก หลังจากพบประวัติที่น่าตกใจ เธอถูกส่งตัวไปศึกษาอาการดังกล่าวต่อที่มหาวิทยาลัย College London (UCL) และ มหาวิทยาลัย Oxford University หลังจากการศึกษาพบว่าเธอมียีนกลายพันธุ์ที่ทำให้เธอไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด เธอกล่าวว่า เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าที่เธอไม่รู้สึกเจ็บปวดเป็นเพราะเธอเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีมากแต่ใความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้กังวลอะไรกับความผิดปกติของเธอ การค้นพบนี้เป็นเรื่องสำคัญที่อาจนำเราไปสู่การศึกษาการกลายพันธุ์ของยีนที่อาจหาทางพัฒนาในการรักษาโรค หรือบรรเทาอาการปวดหลังเข้ารับการผ่าผตัดของผู้ป่วยกว่า 300 ล้านคนทั่วโลกได้ในอนาคต อ้างอิงNatnaree TK | 2676 days ago
Read MorePR Partners
See All24/07/2026
กานต์สิรี บัววิชัยศิลป์ | 5 days ago
สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global
ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น23/07/2026
รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน
เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 6 days ago
Read More13/07/2026
มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่
มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 16 days ago
Read More13/07/2026
ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026
ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส - ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 16 days ago
Read More





























