คลาร์กจงพินาศ! นานาวิธีรับมือภัยพิบัติจากดวงดาว สู่ครั้งแรกของการเก็บ ‘หิน’ จากดาวเคราะห์น้อยมายังโลก

จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์สุดมันส์ที่ผู้คนต้องวิ่งอุตลุดหนีตายกันเกือบทั้งเรื่องอย่าง GREENLAND: นาทีระทึกวันสิ้นโลก หลายคนอาจนึกสงสัยและหวาดหวั่นว่า เหตุการณ์ที่อุกกาบาตอย่างคลาร์กจะพุ่งเข้าชนโลก จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ‘มีโอกาส’ ที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอยู่จริง แต่เป็นไปได้น้อยมาก ๆ และเท่าที่วิทยาการของเราขณะนี้ตรวจจับได้ วัตถุขนาดใหญ่ที่น่าจะเฉียดเข้ามาในรัศมีใกล้โลกนั้น อาจมาเยือนเร็วที่สุดอีกร้อยปีข้างหน้านู่นนน

การรับมือกับภัยพิบัติจาก ‘อุกกาบาต’

อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท องค์การนาซา (NASA) พยายามคิดหาหนทางรับมือความเป็นไปได้ที่ ‘วัตถุใด ๆ พุ่งเข้าหาโลก’ ทุกรูปแบบ ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ สร้างเครือข่าย คอยตรวจจับและเฝ้าระวังวัตถุต่าง ๆ ในห้วงอวกาศ การออกแบบหลักเกณฑ์เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเป็นไปได้ของศูนย์ติดตามวัตถุใกล้โลกของนาซา (CNEOS) ตลอดจนการวางแผนทำลายดาวเคราะห์น้อย ทั้งการระเบิดดาวเคราะห์น้อยก่อนที่มันจะมาถึงโลก (เหมือนอย่างในเรื่อง Armageddon แต่แน่นอนว่าไม่ใช่การส่งคนไปขุดดาว) หรือ ทำให้ดาวเคราะห์น้อยหันเหเส้นทางออกจากไปให้ห่างจากโลกด้วยการใช้ยานอวกาศพุ่งชน ซึ่งหากทำได้คนบนโลกก็จะไม่ต้องหนีตายวิ่งอุตลุดอย่างในภาพยนตร์เลย (อ้าว เริ่มเรื่องก็ตัดจบเฉย)

โดยมีโครงการระดับโลกที่เกิดจากความร่วมมือของชาติต่าง ๆ ในยุโรปซึ่งกำลังพัฒนาอยู่อย่าง Asteroid Impact and Deflection Assessment (AIDA) เพื่อทดสอบและตรวจสอบว่าการชนของยานอวกาศสามารถเบี่ยงเบนดาวเคราะห์น้อยบนเส้นทางปะทะกับโลกได้หรือไม่ ในโครงการใหญ่นี้ยังมีภารกิจ Double Asteroid Redirection Test (DART) ของนาซา เพื่อ’ทดลอง’ เปลี่ยนเส้นทางของดาวเคราะห์น้อย Didymos ในปี 2022 รวมอยู่ด้วย 

ภาพสาธิตเทคโนโลยีป้องกันดาวเคราะห์น้อยคุกคามโลก ด้วยการใช้ยานอวกาศพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยในปี 2022
นับว่าเป็นการทลองเบี่ยงเบนเส้นทางดาวเคราะห์น้อยเป็นครั้งแรกของนาซาและของโลก
Credits: Johns Hopkins Applied Physics Laboratory

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ดั่งที่ ตำราพิชัยสงครามว่าไว้ “รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” หากเราจะ ‘กำจัด’ วัตถุเหล่านั้นให้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เราจำต้องรู้จักมันให้ดีเสียก่อน ‘ดาวเคราะห์น้อย’ เองก็เป็นหนึ่งในบรรดาวัตถุท้องฟ้าที่มีจำนวนมหาศาลล่องลอยอยู่ในอวกาศเต็มไปหมด และหลายดวงก็มีเส้นทางโคจรที่เข้ามาทับซ้อนหรือเข้ามาใกล้โลก อาจมีโอกาสกลายเป็น ‘อุกกาบาต’ พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้ นอกจากการทำลาย ภารกิจเพื่อทำความเข้าใจและศึกษาองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยก็จำเป็นเช่นกัน และที่น่าสนใจในตอนนี้ หนึ่งในนั้นคือ ภารกิจ OSIRIS-REx

OSIRIS-REx และ ‘หิน’ จากดาวเคราะห์น้อยเบนนู

ภารกิจ OSIRIS-REx คือการสำรวจและนำตัวอย่างของดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า 1999 RQ36) กลับมายังโลกเพื่อศึกษา โดยใช้ยานอวกาศในชื่อเดียวกัน (Origins Spectral Interpretation Resource Identification Security – Regolith Explorer spacecraft: OSIRIS-REx) ในการสำรวจ ยาน OSIRIS-REx ออกเดินทางจากโลก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2016 และไปถึงเบนนูเมื่อปลายปี 2018

และในวันที่ 20 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ภารกิจ OSIRIS-REx จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ เนื่องจากยานจะลงไปที่บริเวณไนติงเกล (Nightingale site) ที่อยู่ทางซีกเหนือของดาวเคราะห์น้อยเบนนูที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 52 ฟุต (16 เมตร) เพื่อรวบรวมหินตัวอย่างกลับมาศึกษาบนโลกเป็นครั้งแรก ขั้นตอนการร่อนลงเพื่อเก็บหินนี้มีนามว่า Touch-And-Go (TAG) โดยจะใช้แขนหุ่นยนต์ (Touch-And-Go Sample Acquisition Mechanism: TAGSAM) เก็บตัวอย่างดังกล่าว 

มุมมองของบริเวณไนติงเกล ไซต์ที่จะใช้ตัวอย่างบนดาวเคราะห์น้อยเบนนู เกิดจากการนำภาพจำนวน 345 ภาพจากยานอวกาศ OSIRIS-REx มาประกอบกัน บันทึกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2020 มีการใช้กราฟิกแสดงจุดทัชดาวน์ที่เป็นเป้าหมาย
Credit: NASA/Goddard/University of Arizona

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)