Wonder Woman 1984

11 เรื่องน่ารู้…ก่อนดู Wonder Woman 1984

การกลับมาหน 2 หนังยาว 2 ชั่วโมง 31 นาที

Wonder Woman (2017) เป็นหนังซูเปอร์ฮีโรหญิงที่ทำรายรับรวมทั่วโลกไป 812 ล้านเหรียญฯ สูงสุดในการเป็นหนังฮีโรหญิง ก่อนจะถูกโค่นโดย Captain Marvel (2019) ที่ทำรายได้ทั่วโลกไป 1,128 ล้านเหรียญฯ แต่ถ้าวัดกันที่รายได้เฉพาะในสหรัฐฯ ก็ถือว่าสูสี เพราะ Wonder Woman ทำไป 412 ล้านเหรียญฯ ส่วน Captain Marvel นั้นอยู่ที่ 426 ล้านเหรียญฯ

อย่างไรก็ตาม Wonder Woman ถือเป็นหนังที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจักรวาลหนังซูเปอร์ฮีโรของ ดีซีที่หลังจากลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาหลายเรื่อง หนังแยกเดี่ยวก็ลงตัวทั้งความชอบจากแฟน ๆ และคอหนังทั่วไป ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีจนหนังฮีโรของดีซีหลังจากนั้น แยกย้ายเดินเดี่ยวแบบไม่เกี่ยวข้องกันกับเรื่องอื่น ๆ (นำมาซึ่ง Aquaman (2018) และ Joker (2019) ในเวลาต่อมาที่ต่างประสบความสำเร็จเป็นหนังพันล้านเหรียญฯ ทั่วโลกทั้งคู่) ภาค 2 จึงกลับมาอีกครั้งพร้อมพระเอกคนเดิมและตัวร้ายแบบคูณ 2 (อ่านรีวิวเรื่องนี้ของ WTF)

เดิมที่หนังจะมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 45 นาทีตามความตั้งใจของผู้กำกับที่อยากจะเล่าหลาย ๆ ฉากตามแบบฉบับหนังยุค 80s ที่ค่อย ๆ เล่ามากกว่าจะรวบรัด ความยาวดังกล่าวถือว่ายาวกว่าหนังปกติทั่วไปและสุดท้ายสตูดิโอก็หั่นให้หนังเหลือความยาวแค่ 2 ชั่วโมง 31 นาที (ซึ่งยาวกว่าภาคแรก 10 นาทีและมากที่สุดของหนัง DCEU เป็นอันดับ 2 รองจาก Batman V Superman: Dawn of Justice (2016)) ต้องบอกว่าความยาวระดับนี้สตูดิโอไม่ค่อยยอมง่าย ๆ เพราะจะทำให้หนังทำรอบฉายได้น้อยกว่าปกติยกเว้นจะเป็นหนังระดับ Avengers: Endgame (2019) ที่ยาว 3 ชั่วโมง แสดงว่า Jenkins หว่านล้อม Warner ให้เธอได้ทำอย่างที่เธอเห็นว่าดีสำเร็จ

ส่วนสำหรับใครที่ตัดสินใจว่าจะดูระบบธรรมดาหรือ IMAX หนังเรื่องนี้ถ่ายทำบางฉากด้วยกล้อง IMAX เช่นฉากบนเกาะของชาวแอมะซอนที่เป็นการแข่งขันกีฬาตอนเปิดเรื่อง เป็นต้น และไม่ได้ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทั้งเรื่อง

Diana เติบโตไปแค่ไหน หลังหนังภาคแรก

หลังจากภาคแรก ตัวละคร Wonder Woman ได้ไปปรากฏตัวในหนังรวมฮีโรอย่าง Justice League (2017) ซึ่งกำลังจะถูกนำมาปรับปรุงใหม่กลายเป็นหนัง (หรือมินิซีรีส์ ยังไม่มีการสรุปตอนนี้แต่จะยาว 4 ชั่วโมง) อย่าง Zack Snyder’s Justice League (รับชมได้มีนาคมปีหน้า) ที่ได้ผู้กำกับจากหนังฉบับดั้งเดิมก่อน Joss Whedon จะเข้ามาทำแทนกลับมากำกับ ตลอดช่วงที่ผ่านมา Whedon ถูกโจมตีให้กลายเป็นผู้ร้ายและรับข้อหาการทำให้หนังล้มเหลว ซึ่ง Patty Jenkins ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ซ้ำเติมอีกคน

โดยระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับ Cinemablend ว่า Wonder Woman ของ Whedon นั้นไม่เหมือนกับของเธอเลยสักนิด และเท่าที่รู้ในเวอร์ชันของ Snyder นั่นใกล้เคียงมากกว่า “Wonder Woman ใน Justice League แตกต่างจากฉบับของฉันมากในหลาย ๆ ทาง แต่ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ? ฉันก็แค่ต้องคิดว่า มันมีหนังภาคแรกของฉันและฉันก็มีหนังภาคสองของฉันท่ามกลางหนังเรื่องอื่นที่จะมี Wonder Woman ไปแสดงและจะแตกต่างออกไป…ดูอย่างเรื่องชุดของเธอสิ ฉันไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องเปลี่ยนมันเลย

นอกจากนี้ Gal Gadot ก็ยังเล่าให้ฟังด้วยว่า Diana โดดเดี่ยวอย่างมากท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและคนรอบตัวตายจากไปกันหมด แต่เธอยังคงมีชีวิตอยู่มากว่า 60 ปี นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 “เธอเหงาและโดดเดี่ยวมากที่คนร่วมยุคของเธอไม่มีหลงเหลืออยู่ Diana เสียเพื่อนและคนรู้จักไปเกือบหมดจากหนังภาคแรก เธอต้องสูญเสียอยู่ตลอดจึงทำให้เธอไม่อยากจะผูกพันกับใครอีกและพุ่งเป้าไปที่การทำภารกิจเพื่อช่วยโลกมนุษย์เท่านั้น” และหนังจะบอกด้วยว่า Diana อยู่อย่างเป็นความลับมาได้ยังไงตลอดเวลาหลายสิบปี

การสวมชุดเกราะเหยี่ยวทองครั้งแรก

Gal Gadot

แฟนพันธุ์แท้ของ Wonder Woman ต่างรอคอยจะได้เห็นเธอสวมชุดเกราะเหยี่ยวสีทองมาตั้งแต่การปรากฏตัวใน Batman V Superman: Dawn of Justice (2016) ที่เดากันว่าเธอจะได้สวมชุดนี้แต่ก็ไม่ได้ใส่ จนกระทั่งมีการปล่อยตัวอย่างของภาค 1984 ฉบับญี่ปุ่น เป็นครั้งแรกที่แฟน ๆ ได้เห็นเธอสวมชุดนี้ออกมา ซึ่งจะเป็นชุดที่ทำให้เธอทรงพลังอย่างแรงจากเดิมที่ก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ความแข็งแกร่งของชุดนี้เคยปรากฏในฉบับคอมิกและฉบับมินิซีรีส์ Elseworlds: Kingdom Come ตอนยุค 80s ว่า ทำให้ Wonder Woman สามารถต้านทานพลังของ Superman ได้

อย่างไรก็ตาม แฟน ๆ ก็สงสัยว่าใน Batman V Superman ที่เหตุการณ์ตามไทน์ไลน์เกิดขึ้นหลังจาก 1984 หลายปี ทำไมเธอจึงไม่ได้ใส่ชุดนี้ เหตุผลนอกจากว่าหนังเรื่องนั้นสร้างก่อนเรื่องนี้ Jenkins ก็บอกว่า Golden Armor ถูกใช้เพื่อต่อสู้กับ Cheetah โดยเฉพาะเท่านั้น

ท้ายเครดิต 1 ตัว จะซ่อนความลับอะไรไว้?

เพื่อไม่ให้พลาดลุกออกจากโรงทันทีที่หนังจบ ผู้กำกับ Jenkins ฝากมาบอกว่า หนังมี End-Credit หนึ่งตัว แต่เธอไม่ได้ขยายความมากนักว่า ท้ายเครดิตนี้เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร และผู้ชมทั้งที่ชมในโรงภาพยนตร์และสตรีมมิงทาง HBO Max จะได้รับชมเหมือนกันทั้ง 2 แบบ แฟน ๆ ต่างตั้งความหวังว่า อาจจะเป็นการบอกใบ้รายละเอียดของหนัง DECU เรื่องต่อไป ไม่ว่าจะเป็น The Flash, Aquaman 2 หรือ The Suicide Squad แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า นั่นคือวิธีการแง้มเรื่องต่อไปในจักรวาลของมาร์เวล ซึ่งดีซีไม่ค่อยทำ และอาจเป็น End-Credit ที่บอกเรื่องราวภาค 3 ของตัวเองมากกว่า

กับทฤษฎีอื่น ๆ ก็บอกว่า อาจจะเป็นการอธิบายว่าฮีโรอื่น ๆ ในทีม Justice League ไปทำอะไรอยู่ในยุค 80s? ซึ่งเมื่อเทียบไทม์ไลน์ของ DECU ในช่วงนั้น Batman หรือ Bruce Wayne จะอายุราว 10-12 ขวบและพ่อแม่เพิ่งถูกฆ่าเมื่อปี 1981 อาจมาปรากฏตัว หรือจะเป็นการปรากฏตัวของ Superman ที่อายุ 4 ขวบ หลังจาก Kal-El ส่งลูกมายังโลกในปี 1980 แต่ตัวละครอื่น ๆ ที่ไม่น่าจะมาแจมในยุค 80s ได้ ก็มีตั้งแต่ Arthur Curry หรือ Aquaman ที่เพิ่งเกิดมาเปี 1986, Barry Allen หรือ The Flash ที่เพิ่งเกิดเมื่อปี 1992, Victor Stone หรือ Cyborg เพิ่งเกิดเมื่อปี 1994 และเด็กสุด Billy Batson หรือShazam ที่เกิดตอนปี 2004 นี่เอง หรือก็มีทฤษฎีว่า อาจจะเป็น Lex Luthor ที่กลับมา เหมือนใน End Credit ของ Justice League (2017)

(อ่านต่อหน้าถัดไป)