25 Years Movies
25 Years Movies

คิดถึงไหม? 20 หนังดัง-เปี่ยมคุณภาพที่ “อายุครบ 25 ปี”

APOLLO 13

สร้างจากเรื่องจริงของยานอะพอลโล 13 ถูกส่งขึ้นไปหลังจากนั้นความสำเร็จของะอพอลโล 11 ที่พา Neil Armstrong ไปถึงดวงจันทร์แค่เพียงหนึ่งปี ความล้มเหลวคือนอกจากไม่ได้แตะผิวดวงจันทร์แล้ว ยังกลับกลายเป็นปฏิบัติการกู้ภัยอันแสนกดดันให้กับ Jim Lovell ผู้บัญชาการยานและอีก 2 นักบินร่วมชะตากรรมไปแทน หนังยังนำเสนอสภาพจิตใจของตัวละครทั้งเรื่องอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น 3 นักบินที่ลอยเคว้ง ครอบครัวที่เฝ้าติดตามความเป็นไป และทีมงานภาคพื้นทำงานอย่างหนักเพื่อกู้ชีวิตของเหล่านักบินอวกาศให้ได้ (มีให้ดูแล้วบน Netflix)

Apollo 13 นี่คือหนังที่ได้เข้าชิงภาพยนตร์ออสการ์ยอดเยี่ยมและอีก 8 สาขา และคว้ามาได้ 2 สาขาคือ ผสมเสียงยอดเยี่ยมและตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม 3 นักแสดงนำ Tom Hanks, Kevin Bacon และ Bill Paxton รับบทเป็นนักบินอวกาศที่ต้องหาทางเอาตัวรอดระหว่างติดอยู่ในยานอวกาศ ระหว่างที่เดินทางกลับโลกแล้วเกิดปัญหายานไปต่อไม่ได้ Ron Howard ผู้กำกับของเรื่องเล่าว่า Tom Hanks อยากเล่นเป็นนักบินอวกาศมาโดยตลอด แถมเมื่อหลายปีก่อนหนังจะสร้างก็เคยถามเขาว่า ทำไมไม่มีใครนำเรื่องราวของยานอะพอลโล 13 ไปทำหนังสักที

ผู้คนมักจะหลงลืมปฏิบัติการครั้งนี้ไป เพราะภารกิจของอะพอลโล 11 นั้นเป็นที่จดจำมากกว่า ส่วนอะพอลโล 13 แต่นักแสดงอย่าง Tom Hanks ได้กล่าวว่า นี่คือวัตถุดิบในการผลิตหนังดราม่าชั้นดี และทันทีที่มีข่าวลือในฮอลลีวูดว่า Lovell กำลังเขียนหนังสือชื่อ “Lost Moon” เพื่อบอกเล่าประสบการณ์เฉียดตายครั้งนั้น Ron Howard และโปรดิวเซอร์คู่บุญ Brian Grazer จึงเร่งเข้าเจรจาซื้อสิทธิ์เพื่อดัดแปลงเป็นหนัง “ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พอบทเขียนเสร็จ Tom ก็ได้อ่านในทันที” Howard เดินสายเข้าพูดคุยกับบรรดาผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง ทั้งตัว Lovell เหล่านักบิน และทีมงานห้องควบคุมภาคพื้นดินเพื่อให้หนังออกมาสมจริงที่สุด

ผมได้ทดลองฉายให้พวกนักบินอวกาศได้ชมด้วย” Howard กล่าว “แล้ว Buzz Aldrin (จากภารกิจอะพอลโล 11) ก็ถามผมว่า “คุณไปหาฟุตเตจปล่อยจรวดลำไหนมาเนี่ย มันเจ๋งมาก ๆ ผมเพิ่งจะเคยเห็น” ผมจึงบอกเขาไป “เราถ่ายทำมันขึ้นมากันเองนี่ละครับ” แล้วเขาก็เลยบอก “อืม…งั้นขอยืมไปใช้หน่อยสิ!””

  • นักแสดง: Tom Hanks, Bill Paxton, Kevin Bacon, Gary Sinise, Ed Harris, Kathleen Quinlan
  • ผู้กำกับ: Ron Howard (A Beautiful Mind, The Da Vinci Code, Rush, Frost/Nixon)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 52 / 355 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score/iMDB Rating: 96% / 7.6/10
  • บทบาทบนเวทีออสการ์:
    • ชนะ 2 สาขา (ผสมเสียงยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม)
    • เข้าชิง 7 สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Ed Harris), นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Kathleen Quinlan), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, องค์ประกอบศิลป์ยอดเยี่ยม, วิชวลเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม)

SENSE AND SENSIBILITY

เรื่องราวของหญิงสาว 2 พี่น้องที่มีมุมมองความรักต่างกันอย่างสุดขั้ว หนังเล่าผ่านวิถีชีวิตของชาวอังกฤษในสมัยก่อน Marianne (Kate Winslet) น้องสาวชอบใช้ความรู้สึกเป็นตัวแปร วิ่งเข้าชนความรักแบบไม่ระมัดระวังตัว แตกต่างจาก Elinor (Emma Thompson) พี่สาวที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักเหตุผลในทุกเรื่อง ทั้ง 2 ได้พบเจอความรักด้วยกันทั้งคู่ซึ่งพวกเธอก็ดำเนินชีวิตไปพบแนวทางของตัวเอง เกิดเป็นเรื่องราวที่เติมเต็มชีวิตซึ่งกันและกัน รวมถึงบทเรียนอันมีค่าที่พวกเธอได้เรียนรู้

จุดเริ่มต้นของหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของนักเขียนดังเมื่อ 200 ปีก่อนอย่าง Jane Austen เริ่มขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 80s เมื่อ Lindsay Doran ผู้อำนวยการสร้างของหนังอยากให้นักแสดงอย่าง Emma Thompson ที่เคยแค่เขียนบทละครตลกมาเขียนบทหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เรื่องที่คาดไม่ถึงก็คือ เธอใช้เวลาถึง 5 ปีในการทำงานที่ยากแสนยาก (ในช่วงเวลาเดียวกันเธอก็เริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักแสดงแล้วด้วยการเข้าชิงออสการ์ 2 ปีซ้อน) บทร่างแรกของเธอยาวขนาดที่สร้างหนังได้ 3 ภาค แต่อุปสรรคนั้นจะกลายเป็นเรื่องเล็กทันทีเมื่อบทหนังที่แก้ใกล้จะเสร็จอยู่แล้ว Thompson กลับหาไฟล์ที่เซฟไว้ไม่เจอ เดือดร้อนให้เพื่อนนักแสดง Stephen Fry ต้องช่วยกู้ไฟล์ให้โดยใช้เวลาไป 7 ชั่วโมง และสุดท้ายเขาได้รับเครดิตขอบคุณขึ้นตอนจบของหนังด้วย

หนังยังเป็นผลงานกำกับหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกของ Ang Lee หรือหลี่อัน ผู้กำกับชาวไต้หวันด้วยซึ่งจะว่าไปก็เป็นความเสี่ยงของหนังมากที่ใช้ทั้งมือเขียนบทใหม่ ผู้กำกับต่างชาติที่ไม่เคยทำหนังภาษาอังกฤษ แถมยังต้องมาทำหนังจากนิยายอังกฤษยุคศตวรรษที่ 19 แต่วิสัยทัศน์ของ Doran และ Amy Pascal ผู้บริหาร Sony Pictures ในเวลานั้นที่อนุมัติสร้างก็มองเห็นว่า Lee เข้าถึงอารมณ์ขันของหนังดราม่าครอบครัวตลกร้ายมากที่สุดในบรรดาทุกคนที่เข้าตา หนังระดมทีมนักแสดงอังกฤษขั้นเทพและที่ฉายแววสุด ๆ ก็คือ Kate Winslet ที่ได้เล่น Titanic (1997) เป็นเรื่องถัดมาและดังไปทั่วโลก

  • นักแสดง: Kate Winslet, Emma Thompson, Hugh Grant, Tom Wilkinson, James Fleet, Harriet Walter
  • ผู้กำกับ: Ang Lee (Life of Pi, Brokeback Mountain, Crouching Tiger, Hidden Dragon)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 11/39 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Scores/iMDB Rating: 97% / 7.6/10
  • บทบาทบนเวทีออสการ์:
    • ชนะ 1 สาขา (บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)
    • เข้าชิง 5 สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Emma Thompson), นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Kate Winslet), ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม)

DEAD MAN WALKING

Matthew Poncelet (Sean Penn) คือนักโทษที่รอรับการประหารในคดีฆ่าข่มขืน เขาเขียนจดหมายไปหาแม่ชี Sister Helen Prejean (Susan Sarandon) เพื่อขอให้เธอไปเยี่ยมเขาในคุก เธอก็ยินดีที่จะไปเพื่อพูดคุยกับเขาทุก ๆ วัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปลดปล่อยวิญญาณอันเต็มไปด้วยความผิดบาปของเขา ก่อนที่ห้วงสุดท้ายของชีวิตจะมาถึง แต่เขากลับอ้างว่าเขาบริสุทธิ์ และขอร้องให้แม่ชีช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้ ทำให้เธอต้องเจอกับสถานการณ์ชวนอึดอัด ทั้งความโกรธแค้นจากครอบครัวของเหยื่อ หรือแม้แต่สังคมรอบข้าง โดยตอนนี้มีเธอเชื่ออยู่คนเดียวว่า Poncelet เป็นเพียงมนุษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือ

หนังเรื่องนี้เป็นหนังสืบสวนสอบสวนคลาสสิกร่วมยุคเดียวกับหนังนักโทษยุค 90s อย่าง The Shawshank Redemption (1994) และ The Green Mile (1999) ตัวหนังพูดถึงการต่อสู้ระหว่างความดีความเลว โดยเอาแม่ชีกับนักโทษมาเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของแต่ละฝั่งว่า สถานภาพของบุคคลอาจไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันถึงความดีของคน ๆ นั้น

หนังดัดแปลงจากนิยายที่เขียนโดยตัวจริงของ Sister Helen Prejean ที่ Susan Sarandon (ภรรยาของ Tim Robbins ผู้กำกับ) มารับบทนี้เอาไว้จนคว้าออสการ์นำหญิงยอดเยี่ยมปีนั้นไปครอง รวมถึงการฉายแววนักแสดงคุณภาพของ Sean Penn ที่ได้เข้าชิงและกลายเป็นนักแสดง 2 รางวัลออสการ์นำชายในทุกวันนี้ ผู้กำกับ Robbins (นักแสดงจาก The Shawshank Redemption และร่วมจอกับ Penn ใน Mystic River (2003) ที่เรื่องนี้เขากอดคอคว้าออสการ์นำชายและสมทบชายกันทั้งคู่) ที่ไม่ค่อยได้กำกับหนังมากนัก แต่เรื่องนี้ก็ได้เข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย

  • นักแสดง: Susan Sarandon, Sean Penn, Peter Sarsgaard, Jack Black, Clancy Brown
  • ผู้กำกับ: Tim Robbins (Bob Roberts, Cradle Will Rock)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 11/39 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Scores/iMDB Rating: 91% / 7.5/10
  • บทบาทบนเวทีออสการ์:
    • ชนะ 1 สาขา (นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Susan Sarandon))
    • เข้าชิง 3 สาขา (นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Sean Penn), ผู้กำกับยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม)

LEAVING LAS VEGAS

Ben Sanderson คือมือเขียนบทของฮอลลีวูดที่สูญสิ้นทุกสิ่งอย่างทั้งการงานและครอบครัว เขาจึงตัดสินใจบึ่งรถไปลาสเวกัสเพื่อดื่มเหล้าให้เมาจนตาย แต่ระหว่างทางไปฆ่าตัวตายนั้นเอง เขาได้พบกับ Sera ผู้หญิงขายบริการนางหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเขานั้นต้องเจอกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน แต่ก็ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป นี่คือเรื่องราวของหนังที่ส่งให้ Nicolas Cage นักแสดงชื่อดังจากยุค 80s-90s ได้รับออสการ์ เขามารับบทนี้ที่เหมือนกับถอดมาจากเรื่องจริงของนักเขียนนิยายชื่อเดียวกันของ John O’Brien ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1990 แต่น่าเสียดายที่ 2 เดือนก่อนถ่ายทำ เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายไปเสียก่อน

ในตอนนั้นผู้กำกับของเรื่องอย่าง Mike Figgis ผู้กำกับที่เชี่ยวชาญด้านการดนตรีและเพลงประกอบ แทบถอดใจและอยากล้มโครงการหนังทิ้ง ก่อนที่จะกลับมาสานงานต่อเพื่อให้เกียรติกับ O’Brien ที่พ่อของเขาบอกว่า นิยายเรื่องนี้คือจดหมายสั่งลาส่งท้าย เมื่อหนังเปิดกล้อง Cage จึงสวมนาฬิกาข้อมือเรือนจริงของ O’Brien ตลอดการถ่ายทำและใช้รถแบบเดียวกับที่ O’Brien เคยใช้ เพื่อความสมจริงเขาได้ไปศึกษาพฤติกรรมของผู้ป่วยติดเหล้า ส่วน Elisabeth Shue ก็ไปศึกษาชีวิตของหญิงขายบริการจริง ๆ ซึ่งจากบทนี้ก็สลัดภาพสาวใสในหนังรอมคอมก่อนหน้านี้ไปจนหมดและส่งให้เธอได้เข้าชิงออสการ์

สุดท้ายหนังใช้เวลาถ่ายทำไป 28 วัน และระหว่างการถ่ายทำ ครอบครัวของ O’Brien ก็เข้ามาเยี่ยมกองถ่ายด้วยซึ่งก็ทำให้กองถ่ายต้องเศร้าไปตาม ๆ กัน หนังใช้ทุนสร้างเพียง 3.5 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนับว่าน้อยมาก โดยหนังไม่ใช้การปิดถนนและสถานที่ของลาสเวกัสเลย นั่นหมายความว่าทุกอย่างในหนังไม่ใช้เซ็ตแต่เป็นของจริง เมื่อหนังออกฉายก็ได้รับคำชื่นชมเรื่องการถ่ายทอดจิตใจอันบอบช้ำร้าวรานของตัวละครหลักได้อย่างสมจริง

  • นักแสดง: Nicolas Cage, Elisabeth Shue, Julian Sands, Richard Lewis, Steven Weber
  • ผู้กำกับ: Mike Figgis (Internal Affairs, Cold Creek Manor, Mr. Jones)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 3/32 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Scores/iMDB Rating: 91% / 7.5/10
  • บทบาทบนเวทีออสการ์:
    • ชนะ 1 สาขา (นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Nicolas Cage))
    • เข้าชิง 3 สาขา (นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Elisabeth Shue), ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)

DESPERADO

หนังที่มีชื่อไทยว่า “ไอ้ปืนโตทะลักเดือด” เรื่องราวของมือกีตาร์พเนจรที่สูญเสียคนรักเพราะโดนแก๊งมาเฟียฆ่า เขาจึงหันมาเป็นนักฆ่าในคราบนักดนตรีเพื่อล้างแค้น โดยมีเพื่อนรักและเจ้าของร้านหนังสือคนสวยคอยช่วยเหลือ หนังแจ้งเกิดผู้กำกับชาวเม็กซิกันอย่าง Robert Rodriguez ให้ฮอลลีวูดรู้จัก หลังจากก่อนหน้านี้เขากำกับหนังสัญชาติเม็กซิโก เรื่องราวของตัวละครเดียวกันกับในเรื่องนี้ชื่อ El Mariachi (1992) มาแล้ว รวมถึงหนังก็แจ้งเกิด Antonio Banderas จากบทนี้ด้วยเช่นกัน (ในปีเดียวกันนี้ Banderas ก็ไปรับบทร้ายในหนังแอ็กชันอีกเรื่องอย่าง Assassins ที่เขาได้แสดงประกบ Sylvester Stallone และ Julianne Moore)

ต่อมาหนังชุดนี้ก็มีภาคจบไตรภาคคือ Once Upon a Time in Mexico (2003) ที่ได้ Johnny Depp มาปะทะฝีมือ สมทบด้วย Salma Hayek นักแสดงสาวสวยยืนหนึ่งของเม็กซิโก ซึ่งผู้ที่ผลักดันให้หนังมีถึงภาค 3 ก็ไม่ใช่ใครอื่น Quentin Tarantino เพื่อนสนิทของ Rodriguez นั่นเอง และหากย้อนไปถึงงานสร้างในภาคแรกนั้น ผู้กำกับ Rodriguez ทำหนังด้วยตัวเองแบบบ้าน ๆ ใช้เงินทุน 7,000 เหรียญฯ และใช้รถเข็นวีลแชร์ของผู้ป่วยในการเคลื่อนกล้องเพื่อถ่ายภาพเคลื่อนไหว แต่หนังก็เข้าตา Columbia Pictures จนมอบทุน 7 ล้านเหรียญฯ กับ Rodriguez เพื่อมาปัดฝุ่นทำ Desperado ที่มีตัวละคร El Mariachi ดำเนินเรื่องเช่นกันแต่เรื่องราวไม่ได้ต่อเนื่องกับภาคแรก

เดิมที่หนังเรื่องนี้จะได้เรตติ้ง NC-17 ซึ่งเป็นเรตที่หนักหนาสาหัสกว่าเรต R เสียอีก เพราะหลายต่อหลายฉากที่เป็นฉากยิงปืนจนเลือดสาด เช่นฉากของนักแสดง Danny Trejo ถูกมองว่า รุนแรงและโหดเกินไปซึ่งสุดท้ายหนังก็ยอมปรับภาพเหล่านั้นออกให้หนังได้อยู่ในเรต R ซึ่งต่อมาตัวละคร Cucuy นักปามีดของ Trejo นั้นก็ถูกต่อยอดสานต่อมาเป็น Machete Kills (2013) หนังอีกเรื่องของ Rodriguez ที่เขาบอกว่าคิดพล็อตหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1993 แล้ว (แต่เพิ่งมาได้สร้าง 20 ปีให้หลัง)

  • นักแสดง: Antonio Banderas, Salma Hayek, Quentin Tarantino, Carlos Gómez, Danny Trejo, Steve Buscemi
  • ผู้กำกับ: Robert Rodriguez (El Mariachi, Spy Kids, Sin City, Alita: Battle Angel)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 7/25 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Scores/iMDB Rating: 64% / 7.2/10

(อ่านต่อหน้าถัดไป)